ข่าว

ทนาย‘ชูวงษ์’เปิดภาพวงจรปิดลานจอดรถบริษัท

ทนาย‘ชูวงษ์’เปิดภาพวงจรปิดลานจอดรถบริษัท

03 ส.ค. 2558

ทนาย“ชูวงษ์”เปิดภาพวงจรปิดลานจอดรถบริษัท ซึ่งเป็นเวลาตั้งแต่ช่วงเช้าของวันเกิดเหตุ

 
          วันที่ 3 สิงหาคม 2558 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่บริษัทสแตนดาร์ด เพอร์ฟอแมนซ์ จำกัด น.ส.วันเพ็ญ ธนธรรมศิริ พี่สาวนายชูวงษ์ นายกันต์ แซ่ตั๊ง ลูกชายนายชูวงษ์ และนายเอนก คำชุ่ม ทนายความ ร่วมแถลงข่าวภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณลานจอดรถของบริษัทสแตนดาร์ด ขณะที่พ.ต.ท.บรรยิน ขับรถเล็กซัสมารับนายชูวงษ์ ไปสนามกอล์ฟเลควูดคลับ ในวันที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ
 
          นายเอนก เปิดเผยว่า พวกตนได้ภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณที่จอดรถบริษัท ซึ่งเป็นเวลาตั้งแต่ช่วงเช้าของวันเกิดเหตุ เป็นขณะที่คนขับรถเล็กซัสคันเกิดเหตุมารับนายชูวงษ์ที่บริษัท โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 09.55 น. เป็นภาพคนขับรถของนายชูวงษ์กำลังล้างรถโฟล์ค สีดำ ซึ่งเป็นรถของนายชูวงษ์ ก่อนเวลา 09.58น. จะมีรถเล็กซัสคันสีดำขับมายังลานจอดรถ และจอดรถขวางรถโฟล์คของนายชูวงษ์ ซึ่งเมื่อคนขับรถเล็กซัสเดินมาจากรถคันดังกล่าว ได้มีการพูดคุยกับคนขับรถของนายชูวงษ์ แต่รายละเอียดของการสนทนาไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากอยู่ในชั้นสอบสวน กระทั่งเวลา 09.59 น. คนขับรถเล็กซัสคันเกิดเหตุ เดินเข้าไปภายในตึกโดยไม่ได้ฝากกุญแจรถไว้กับนายกิตติ ศรีนุช (นายหนวด) ผู้ดูแลตึก 
 
          ต่อมาภาพปรากฏเวลา 10.22 น. เลขาหน้าห้องของนายชูวงษ์เดินออกมาที่ลานจอดรถเพื่อบอกกับคนขับรถนายชูวงษ์ว่า ให้กลับไปเอาถุงกอล์ฟของนายชูวงษ์ที่บ้าน ก่อนที่เวลา 10.23 น. น.ส.วันเพ็ญเดินทางมาตึก เนื่องจากในวันที่ดังกล่าวมีการนัดประชุมใหญ่ของบริษัท กระทั่งเวลา 10.30 น. เลขาหน้าห้องวิ่งนำกุญแจรถเล็กซัสกลับมาให้นายหนวดเพื่อเคลื่อนรถในเวลา 10.35 น. จนเวลา 10.39 น.คนขับรถนายชูวงษ์ขับรถโฟล์คออกจากตึก ก่อนที่นายหนวดจะขับรถเล็กซัสไปจอดแทนที่ กระทั่งเวลา 10.45 น. ภาพปรากฏว่านายชูวงษ์เดินนำคนขับรถเล็กซัสออกมาจากตัวตึก ก่อนที่นายชูวงษ์จะแวะดูนกที่เลี้ยงไว้ จากนั้นจึงเดินมาเปิดประตูรถฝั่งข้างคนขับ โดยนายหนวดยืนดูความเรียบร้อยพร้อมยืนยันว่าเห็นนายชูวงษ์เอื้อมมือไปคาดเข็มขัดนิรภัย ขณะที่คนขับรถเล็กซัสเดินมาเปิดประตูฝั่งคนขับพร้อมกับขับรถออกไปในเวลา 10.46 น. จากภาพดังกล่าวทำให้ครอบครัวมั่นใจว่านายชูวงษ์ที่คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งนั้น เป็นไปได้หรือที่ในวันเกิดเหตุจะไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัยจนเป็นเหตุให้เสียชีวิต
 
          นายเอนก กล่าวอีกว่า ตนได้นำภาพจากกล้องวงจรปิดดังกล่าวให้กับพนักงานสอบสวน สน.อุดมสุขแล้ว รวมทั้งนำพยานบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ขณะภาพบันทึกได้เข้าให้ปากคำครบแล้วเช่นกัน ในส่วนของกล้องวงจรปิดที่สนามกอล์ฟนั้น ตำรวจจาก สน.อุดมสุขก็ได้ภาพนำมาเทียบเคียงแล้วด้วย
 
          ขณะที่ น.ส.วันเพ็ญ เปิดเผยว่า ครอบครัวมั่นใจว่าปกตินายชูวงษ์มีอุปนิสัยในการคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งที่นั่งรถ ไม่ว่าจะเป็นคนขับหรือไม่ เนื่องจากนายชูวงษ์เคยประสบอุบัติเหตุร้ายแรงถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อนานมาแล้ว นายชูวงษ์เคยขับรถยนต์ยี่ห้อ Saab ซึ่งขณะนั้นเกิดอาการหลับใน เป็นเหตุให้รถคันดังกล่าวปีนฟุตบาทก่อนชนต้นไม้อย่างแรง กระทั่งรถแยกตรงกลางออกเป็น 2 ส่วน ซึ่งตนยอมรับว่าเห็นสภาพรถแล้วน่ากลัวมาก แต่นายชูวงษ์กลับมาเล่าติดตลกว่าหลังจากเกิดเหตุนั้นได้สลบไป เมื่อรู้สึกตัวก็ปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วปีนออกจากรถทางรอยแยกตรงกลาง ซึ่งหากไม่คาดเข็มขัดนิรภัยคงตายไปแล้ว
 
          หลังจากนั้นไม่นานนายชูวงษ์ขับรถนิสสัน เซฟีโร่ ไปเกิดอุบัติเหตุรถชนอีกครั้ง ซึ่งก็รอดและปลอดภัยเพราะคาดเข็มขัดนิรภัย เหตุการเฉียดตายทั้ง 2 ครั้งจึงทำให้นายชูวงษ์มั่นใจตลอดว่าหากคาดเข็มขัดนิรภัยจะปลอดภัย ทั้งนี้นายชูวงษ์จะเป็นผู้เน้นย้ำคนในครอบครัวและคนใกล้ชิดเสมอว่าทุกครั้งที่ขึ้นรถต้องคาดเข็มขัดนิรภัย ตนจึงไม่เชื่อว่าคนที่รอบคอบและระมัดระวังเสมออย่างนายชูวงษ์ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย อย่างไรก็ตามตนอยู่กับน้องชายมา 50 กว่าปี ไม่เชื่อว่าหลังจากนายชูวงษ์ไปเรียนวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หรือ วปอ.มีเพื่อนใหม่ และสนิทชิดเชื้อกับคนบางคนจะสามารถเปลี่ยนนิสัยของน้องชายได้ เนื่องจากตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ที่นายชูวงษ์รู้จักกับชายคนดังกล่าว นั้นก็ยังเหมือนเดิม มีอะไรก็บอกก็ปรึกษาตลอด
 
          “ดังนั้นเรื่องการโอนหุ้น 300 ล้านบาทนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่บอกครอบครัว ทั้งนี้คนที่เพิ่งรู้จักกันแค่ 2 ปี มารู้จักคนในครอบครัวรู้เรื่องคนในครอบครัวขนาดนั้นเลยหรือ ยังยืนยันว่าพวกเราไม่รู้จักกับหญิงสาวที่รับหุ้นทั้ง 2 คน แต่ทำไมชายคนนั้นกลับบอกว่าเรารู้จัก เราดูข่าวยังงงเลยว่าไปรู้จักตอนไหน ส่วนที่มีคนสงสัยว่าชูวงษ์และเพื่อนคนนั้นมีเรื่องผิดใจ โดยชูวงษ์พยายามตีตัวออกห่างนั้น คิดว่าไม่น่าจะใช่ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นจริง น้องชายคงไม่ขึ้นรถไปกับเขาหรอก ส่วนเรื่องที่ถามว่าน้องชายจะให้เพื่อนคนดังกล่าวเล่นหุ้นแทนนั้น ขอไม่ตอบเพราะเป็นอยู่ในการสอบสวนของตำรวจ” น.ส.วันเพ็ญกล่าว
 
          ด้านนายกันต์ กล่าวว่า พวกตนเดินทางไปถึงที่เกิดเหตุเวลาใกล้เคียงกับกู้ภัย โดยสิ่งที่พบคือคนขับรถคันดังกล่าวนั่งคาดเข็มขัดนิรภัยอยู่ ขณะที่พ่อนั้นศีรษะมุดไปใต้คอนโทรล โดยยอมรับว่าตนไม่สามารถยืนยันได้ว่าขณะนั้นพ่อคาดเข็มขัดนิรภัยหรือไม่ เพราะทุกอย่างมันฉุกละหุก ทุกคนคิดเพียงว่าต้องช่วยชีวิตทั้งสองคนให้ได้ก่อน
 
          เมื่อถามว่ากรณีที่ พ.ต.ท.บรรยิน อ้างว่าการที่ครอบครัวออกมาร้องให้ตรวจสอบคดีดังกล่าวในครั้งนี้มีผู้อยู่เบื้องหลังที่คอยชี้แนะซึ่งเป็นระดับนักกฎหมาย ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร   นายเอนก ทนายความเป็นผู้กล่าวแทนว่า ในกรณีนี่ขอชี้แจงว่าหากพูดถึงนักกฎหมาย ตนก็เป็นนักกฎหมายคนหนึ่ง แต่ที่เขาพูดไม่รู้ว่าหมายถึงใคร แต่ตนเป็นทนายความไม่ใช่ผู้ถูกจ้างเข้ามาทำคดีนี้ ตนเป็นทนายที่ปรึกษาที่นี่มาไม่ต่ำกว่า 5 ปีแล้ว จะรู้นิสัยนายชูวงษ์ รู้การทำงานของนายชูวงษ์ ซึ่งหลังจากที่นายชูวงษ์เสียชีวิต สิ่งหนึ่งที่ตนต้องเข้ามาดูแลคือเรื่องทรัพย์สินและทรัพย์สมบัติของครอบครัว  ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเรื่องหุ้น โดยในเรื่องดังกล่าวที่เกิดขึ้นตนเป็นผู้พบพิรุธและสงสัยเอง เนื่องจากพบว่ามีหุ้นจำนวนมากถูกโอนไปให้บุคคลภายนอกในช่วงเดือนมิถุนายน ก่อนที่นายชูวงษ์จะเสียชีวิตไม่กี่วัน ซึ่งถือเป็นข้อพิรุธอย่างหนึ่งที่ตนในฐานะอาชีพทนายความต้องสอบถามญาตินายชูวงษ์ว่า รู้หรือรับทราบเกี่ยวกับการโอนหุ้นเหล่านี้หรือไม่ เพราะเป็นเงินจำนวนมาก และมีการโอนไปในลักษณะที่ผิดปกติ และเมื่อตรวจสอบทางการเงินแล้วก็ไม่พบว่ามีการโอนหรือมีการชำระค่าหุ้นเหมือนปกติทั่วไป 
 
          ส่วนเรื่องทรัพย์สินของครอบครัวนั้น ยืนยันว่าไม่ได้มีการทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัวแต่อย่างใด ธุรกิจของนายชูวงษ์ก็ดำเนินไปตามปกติ ขณะที่เรื่องทรัพย์ก็เป็นหน้าที่ของครอบครัวโดยมีนางศิริรัตน์ แซ่ตั๊ง ภรรยาและนายกันต์ ลูกชายคนโตเข้ามาดูแลทรัพย์สินทุกอย่างเป็นไปด้วยความโปร่งใส ไม่มีข้อพิพาทในเรื่องทรัพย์สินแต่อย่างใด ต่อมาก็มีการกล่าวไปถึง น.ส.วันเพ็ญที่เข้ามามีส่วนในเรื่องนี้ ก็เป็นเรื่องที่คนอาจจะสงสัยแต่ คนที่ไม่มีครอบครัวไม่รู้หรอกว่าความผูกพันของครอบครัวนี้คืออะไร ซึ่งครอบครัวนี้มีความรักความผูกพันกันมาก นายชูวงษ์จะให้ความสำคัญกับญาติพี่น้องและครอบครัวมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นายชูวงษ์จะดูแลคนในครอบครัวและคนใกล้ชิดอย่างดีที่สุด
 
          “ก่อนเสียชีวิตคุณชูวงษ์เองก็ดูแลคุณวันเพ็ญอย่างดี ไม่มีเรื่องเงินทองเกี่ยวข้อง ดังนั้นการที่คุณวันเพ็ญใน ฐานะพี่สาวคนหนึ่งจะเข้ามาดูแลเรื่องเกี่ยวกับนายชูวงษ์หรือดูแลครอบครัวก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เป็นความรักความเมตตาของพี่น้อง ผนอยากบอกว่าอย่าเอาเงินตรามาเปรียบเทียบกับชีวิตคน ไม่ใช่เรื่องเงินตรา มีใครรู้แค่ไหนว่าครอบครัวนี้เป็นอย่างไร อย่าพยายามตั้งสมมติฐานของคุณมาเปรียบเทียบกับครอบครัวคุณชูวงษ์ ใครจะรู้ว่าความรักความเมตตาของครอบครัวนี้มันมากกว่าเงินตราที่คุณได้เห็น เอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้ ไม่มีใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ทั้งนั้น ทุกอย่างเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ข้อเท็จจริงว่าอย่างไร พยานหลักฐานว่าอย่างไร จะเป็นตัวแสดงให้เห็นว่าคนคนนั้นกระทำความผิดจริงหรือไม่ หรือมีส่วนร่วมทำผิดจริงหรือไม่ ถ้าพยานหลักฐานชัดเจนว่ามีการกระทำผิด พยานหลักฐานนั้นก็จะสามารถลงโทษคนทำผิดนั้นได้ ครอบครัวคุณชูวงษ์เชื่อแบบนั้น ไม่มีคนมาบอกให้ทำแบบนั้นแบบนี้ ผมเชื่อในความดีของคุณชูวงษ์ เชื่อในความรักของคุณชูวงษ์ว่าเขาจะปกป้องครอบครัวได้ บุคคลอื่นได้แค่วิพากษ์วิจารณ์แต่ไม่มีใครรู้หรอกว่าใจของครอบครัวนี้เป็นอย่างไร ผมในฐานะที่เป็นทนายความทำงานตรงนี้มา 5 ปี อยู่กับครอบครัวนี้มา 5 ปี บอกได้เลยว่าไม่มีใครอยู่เบื้องหลังทนายความ อาชีพผมในการทำงาน 30 ปี ผมรู้ว่าทำอะไรอยู่ พยานหลักฐานที่ตำรวจได้มา เชื่อได้ว่ามีการกระทำผิด และจะสามารถเอาผิดกับคนที่ทำผิดนั้นได้” นายเอนกกล่าว
 
          ผู้สื่อข่าวถามว่า คนที่ พ.ต.ท.บรรยินกล่าวอ้างถึงนั้นมีจริงหรือไม่ นายเอนก กล่าวว่า อย่าเอาข้อเท็จจริงนอกสำนวนมาพูดกัน ตนคงไม่โต้ตอบในเรื่องการเสนอหรือให้ข้อเท็จจริงต่างๆ ตนเชื่อจากข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐาน คงไม่ใช้สื่อไปโต้เเย้งกับใคร หรือเอาสื่อมาเป็นข้อแพ้ข้อชนะ การให้เสนอข่าวก็คือการให้เสนอข่าว คนทำผิดรู้อยู่แก่ใจ ตนเชื่ออย่างนั้น ซึ่งเรื่องสาเหตุการตายพวกตนยังไม่ได้ปักใจเชื่อว่าเป็นอุบัติเหตุ  เพราะอุปนิสัยการคาดเข็มขัดนิรภัยของนายชูวงษ์ รวมทั้งรอยชนฝั่งคนขับ แต่ทำไมคนนั่งข้างถึงเสียชีวิต แต่อย่างไรก็ตามพวกตนยืนยันว่าทางญาติไม่ได้เข้าไปยุ่งในการสอบสวนของพนักงานสอบสวนแน่นอน แต่เมื่อพบว่ายังมีหลายประเด็นที่ยังไม่กระจ่าง หรือยังติดใจ ทางญาติก็ต้องขอเข้าไปดูสำนวน ขอสอบถามเพื่อให้กระจ่างในทุกประเด็น แต่หากทางพนักงานสอบสวนสรุปสำนวนแล้ว ทางญาติยังไม่สิ้นสงสัยก็อาจจะต้องเชิญผู้เชี่ยวชาญทางรถยนต์ แพทย์สภาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาช่วยตรวจสอบต่อไป ซึ่งหากพนักงานสอบสวนสรุปสำนวนแล้ว แต่ครอบครัวยังคงติดใจอีก ก็อาจจะต้องร้องขอไปยังอัยการอีกทางก่อนที่จะมีการฟ้องร้อง เพราะขั้นตอนไม่ได้จบเพียงพนักงสอบสวน
 
          เมื่อถามถึงการที่ น.ส.กัญฐณา ศิวาธนพล พริตตี้ที่รับหุ้นกว่า 228 ล้านบาท จากนายชูวงษ์พร้อมทนายไปร้องตำรวจกองปราบเพื่อขอให้ถอนอายัดหุ้นนั้น นายเอนกกล่าวว่า เป็นเรื่องของตำรวจในการจัดการ เพราะหุ้นและเงินในหุ้นดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของนายชูวงษ์ 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นหากพบว่าหุ้นที่ได้ไปนั้น ได้ไปโดยมิชอบ ทางตนก็ต้องไปร้องต่อศาลเพื่อติดตามเอาทรัพย์สินดังกล่าวกลับคืนมา อย่างไรก็ตามในส่วนของสำนวนเรื่องหุ้นที่กองปราบนั้น ทางญาติไม่เคยขอดูสำนวน เพียงแต่ช่วยพาพยานไปสอบปากคำ รวมทั้งให้ข้อมูลที่มี ทั้งนี้หุ้นดังกล่าวถือเป็นสินสมรส เนื่องจากได้มาหลังจากสมรส แต่ในส่วนการดำเนินการใดๆ นั้น ยังไม่ขอเปิดเผย รอให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการโอนหุ้นออกมาเสียก่อน อย่างไรก็ตามเชื่อมั่นในการทำงานของตำรวจ กองปราบและ สน.อุดมสุข เชื่อมั่นในองค์กร ,ในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีว่าจะสามารถตอบในทุกประเด็นให้หายสงสัย ซึ่งคาดว่าผลจะออกมาในเร็วๆ นี้
 
          ต่อข้อถามที่ว่า ทางครอบครัวยังติดใจในเรื่องการตรวจ DNA เด็กในท้องของ น.ส.กัญฐณา ว่าใช่ลูกของนายชูวงษ์หรือไม่นั้น นายเอนกกล่าวว่า ผลจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ ให้ถึงสุดท้ายก่อนค่อยสรุปอีกที แต่ทางครอบครัวเชื่อมั่นว่านายชูวงษ์ไม่ได้ทำผิดอะไร ไม่จำเป็นต้องตรวจ DNA ใครจะอ้างอะไรก็แล้วแต่เขา แต่ขอให้มีหลักฐานมายืนยัน แล้วทางเราจะใช้เหตุผลในการตัดสินใจ