
ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : ไม่แล้งก็ท่วม
04 ส.ค. 2558
ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : ไม่แล้งก็ท่วม : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ
บรรพบุรุษของคนไทยในปัจจุบันนี้จำนวนไม่น้อยที่อพยพมาจากประเทศจีน ซึ่งมีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาจนเป็นที่รู้กันไปทั่วว่า ชาวจีนจำนวนไม่น้อยที่รอนแรมมากลางทะเลกับเรือใบ เมื่อมาถึงปากอ่าวไทยและได้เห็นต้นไม้ขึ้นเขียวชอุ่ม ต่างร้องกันออกมาว่า “อยู่แผ่นดินนี้ไม่อดตายแล้ว” นั่นหมายความแผ่นดินไทยมีความอุดมสมบูรณ์มากในสายตาของคนจีนอพยพเหล่านั้น ทั้งที่ในยุคนั้นยังไม่มีระบบชลประทาน หรือมีวิชาการเกษตรสมัยใหม่ใดๆ แต่ยังคงความอุดมสมบูรณ์เขียวชอุ่มได้ จึงถือว่าเป็นธรรมชาติ, ความสมบูรณ์ของน้ำและผืนดินในประเทศไทย
แต่หลังจากที่มีการจัดตั้งหน่วยงานต่างๆ เข้ามาดูแลระบบชลประทาน และการบริหารจัดการ รวมทั้งให้ความรู้ในเรื่องการเกษตรหลักๆ กลับปรากฏว่าการเกษตรกรรมของเราถดถอยลงเรื่อยๆ ถึงขนาดที่ว่าพื้นที่หลักด้านการเกษตร เช่น ในภาคกลางเกษตรกรที่ทำนามักจะพูดกันว่า “ปีนี้จะโดนสองเด้งหรือไม่” ความหมายคือเมื่อถึงฤดูฝนที่มีฝนตกน้ำท่าบริบูรณ์ก็จะต้องถูกน้ำท่วมพื้นที่ทำนา และเมื่อถึงฤดูแล้งพื้นที่ในเขตชลประทานแท้ๆ ก็จะยังต้องถูกประกาศให้งดเว้นการทำนาไปอีกด้วย
ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งสลับกันเกิดขึ้นหรือบางครั้งเกิดขึ้นพร้อมกันภายในปีเดียว กลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่ดูท่าว่าจะไม่มีหน่วยงานใดมีความสามารถที่จะกอบกู้ให้ไทยกลับมาเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญได้อีก สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าเขื่อนใหญ่ๆ ที่มีขีดความสามารถในการกักเก็บและระบายน้ำได้มากๆ ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมชลประทานแห่งกระทรวงเกษตรฯ แต่กลับไปอยู่ภายใต้การกำกับสั่งการของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีวัตถุประสงค์หลักต่อความต้องการใช้น้ำต่างกันโดยสิ้นเชิง
ประกอบกับหน่วยงานด้านชลประทานและเกษตรเองก็ไม่ได้คิดทำงานเชิงรุก แต่กลับตั้งรับรอต่อสู้กับภัยธรรมชาติ ทำให้ชาวบ้านทั่วไปและเกษตรกรต้องมารับผลของความพ่ายแพ้ต่อการทำงานในลักษณะดังกล่าวไปด้วย ถึงวันนี้เมื่อธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไปหน่วยงานด้านเกษตรและชลประทานต้องออกมาแนะนำให้ เจียดพื้นที่สำหรับทำการเกษตรส่วนหนึ่งเอาไว้เป็นบ่อเก็บน้ำสำรอง เพื่อพึ่งพาตนเองในยามแล้งและเป็นแหล่งกักเก็บน้ำในยามน้ำหลาก เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำปริมาณมหาศาลไหลท่วมเจิ่งไปทั้งท้องทุ่ง
ผลิตผลทางการเกษตรกรรมถือว่าเป็นรายได้หลักอย่างหนึ่งของประเทศ และมีผลกระทบต่อประชากรส่วนใหญ่โดยตรงมากกว่าผลผลิตทางอุตสาหกรรม หากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องไม่ทำงานเชิงรุกแบบบูรณาการเพื่อแก้ไขและป้องกันปัญหาอย่างยั่งยืน ท้ายที่สุดเกษตรกรรมก็จะตกไปอยู่ภายใต้การครอบงำของกลุ่มทุนรายใหญ่ๆ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติโดยรวมแต่อย่างใด
เพราะเป็นที่รู้กันว่าทั้งอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม หากถูกบริหารจัดการในระบบของธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ย่อมก่อให้เกิดปัญหาระหว่างชนชั้นในชาติขึ้นมาได้ง่าย หมายถึงก่อให้เกิดชนชั้นนายทุนและชั้นแรงงานขึ้นมา อันเป็นเรื่องอ่อนไหวต่อการถูกนำมาเป็นข้ออ้างในการปลุกระดมอย่างยิ่ง
หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจึงจำต้องทำให้เกษตรกรทั้งหลาย สามารถยืนอยู่บนลำแข้งของตนเองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ประเทศชาติจึงจะแข็งแรงอย่างยั่งยืน นั่นหมายถึงต้องลบคำปรามาสที่ว่า “ปีนี้ถ้าไม่ท่วม ก็แล้ง หรือไม่อย่างนั้นก็จะต้องเจอทั้งสองเด้ง” ให้หมดไปให้ได้อย่างรวดเร็วครับ
--------------------
(ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : ไม่แล้งก็ท่วม : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ)



