
'สแนปโฟโต้'เติมเต็มช่องว่างการทำตลาดแนวใหม่ผ่านโลกออนไลน์
'สแนปโฟโต้'เติมเต็มช่องว่างการทำตลาดแนวใหม่ผ่านโลกออนไลน์ : คมคมธุรกิจนิวเจน โดยอนัญชนา สาระคู เรื่อง วิชิต ก้องเสียงสังข์ ช่างภาพ
การเริ่มต้นธุรกิจ (Startup) สักอย่างคงไม่ใช่แค่เรื่องง่ายๆ หรือมีเพียงเงินทุนก็ทำได้ แต่กว่าจะก่อเป็นรูปเป็นร่าง และจับต้องได้ จะต้องผ่านกระบวนการคิด วิเคราะห์ ผ่านการลองผิดลองถูก สั่งสมประสบการณ์การเรียนรู้มาพอสมควร เพื่อนำมาปรับใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจของตน เช่นเดียวกับ “เต้" เอกพงษ์ วิชยภิญโญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ริชมอนด์ แกรนด์ จำกัด ที่บอกว่า บางคนทำธุรกิจเพื่อสนองความชอบของตนเอง และบางคนทำธุรกิจเพื่อต้องการกำไร ซึ่งเขาเองทำธุรกิจก็เพื่ออย่างหลัง
ดังนั้น การตัดสินใจลงทุนทำธุรกิจอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น จะต้องผ่านกระบวนการคิด การคำนวณมาก่อนแล้ว ทั้งด้านการลงทุน ความเสี่ยง และการวิเคราะห์มาร์จิ้น แต่ก็เคยมีประสบการณ์การทำร้านไอศกรีม ทวิสเตอร์ (Twister) มาก่อน จากที่ไม่เคยศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคมาเลย ทำให้ไม่รู้ว่าแต่ละพื้นที่จะมีความแตกต่างกัน เช่นบางทีแม้ว่าที่นั่นจะมีคนเยอะ แต่ไม่ซื้อของก็มี จึงได้เรียนรู้ว่าการเลือกลงทุนในแต่ละพื้นที่จะต้องใจเย็นๆ และดูให้แน่นอนก่อน เพื่อที่เวลาลงทุนในครั้งแรกก็จะสามารถสร้างผลกำไรได้ในครั้งเดียว โดยไม่ต้องลงทุนแบบกระจายแต่สุดท้ายกลับไม่ได้อะไร
ปัจจุบัน นอกจากร้านไอศกรีมทวิสเตอร์ ซึ่งเป็นร้านไอศกรีมซอฟท์ เสิร์ฟ เจลาโต้ แล้ว “เต้” ยังร่วมหุ้นกับเพื่อนเปิดธุรกิจใหม่ภายใต้ชื่อ สแนปโฟโต้ หรือ SNAPFOTO เป็นธุรกิจบริการเพื่อการทำการตลาดแนวใหม่ โดยอิงกับโซเชียลเน็ตเวิร์ก หรือสังคมออนไลน์ยอดฮิตในโลกปัจจุบันอย่างอินสตาแกรม (IG) และเจ้าตัวก็ยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ เพราะเตรียมที่จะเปิดตัวสินค้าใหม่ในเร็วๆ นี้อีกด้วย
“คม ชัด ลึก” ได้พูดคุยกับ เต้ นักธุรกิจรุ่นใหม่วัย 34 ปี ในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะธุรกิจแนวใหม่อย่างสแนปโฟโต้ เขาขยายความให้ฟังว่า เป็นธุรกิจบริการ เหมือนเป็นแอพพลิเคชั่นหนึ่งที่ให้ลูกค้าสามารถรับรูปได้หลังจากใช้สมาร์ทโฟนถ่ายรูปและโพสต์ขึ้นไอจี ด้วยขั้นตอนง่ายๆ คือก่อนโพสต์รูปจะต้องใส่แฮชแท็ก (#) และพิมพ์คำเฉพาะเจาะจงลงไป หรือคำที่กำหนด ซึ่งคำนั้นก็จะไปรวมอยู่ในห้องห้องหนึ่งในไอจี รูปที่ใส่แฮชแท็กคำเดียวกันที่กำหนดก็จะไปรวมอยู่ในห้องเดียวกัน จากนั้นก็จะไปปรากฏอยู่บนหน้าจอเข้าระบบการพิมพ์รูปออกมา และลูกค้าก็จะสามารถนำกลับบ้านได้
ลูกค้าเป้าหมายแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือลูกค้ารายบุคคลที่ต้องการนำระบบนี้ไปใช้เพื่อแจกรูปให้เป็นของที่ระลึกสำหรับงานมงคลต่างๆ เช่น งานแต่งงาน จากปกติที่ช่างภาพจะโฟกัสเฉพาะบ่าว-สาว หากนำระบบนี้ไปใช้ด้วยแล้ว แขกในงานก็จะสามารถถ่ายรูปเล่นภายในงาน ถ่ายรูปกับกลุ่มเพื่อนๆ ในโต๊ะอาหาร หรือการถ่ายรูปร่วมกันของญาติสนิท จากนั้นก็โพสต์ขึ้นไอจีใส่แฮชแท็กที่กำหนด ก็สามารถร่วมสนุก และพริ้นท์ภาพออกมาเก็บไว้เป็นของที่ระลึกกลับบ้านได้
“นอกจากจะเข้ามาช่วยเติมเต็มและสร้างสีสันให้กับงานแล้ว ข้อดีอีกอย่างสำหรับบ่าว-สาวก็คือ เมื่อจบงานแล้วก็ไม่ต้องตามส่งรูปให้ญาติและเพื่อนๆ ภายหลังที่อาจจะต้องใช้เวลานาน 2-3 เดือน และมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น เพราะบรรดาแขกก็จะได้รับรูปเป็นของที่ระลึกภายในงานได้ทันที”
ลูกค้าอีกกลุ่มคือ กลุ่มลูกค้าประเภทองค์กร ซึ่งบริการซอฟต์แวร์ของบริษัทที่คิดค้นขึ้นมานี้ จะเข้าไปช่วยเติมเต็มในการทำการตลาด เช่น การจัดงานอีเว้นท์การตลาด สร้างการรับรู้ในการเปิดตัวสินค้าใหม่ให้แก่องค์กร เป็นต้น ซึ่งจากการเปิดให้บริการมากว่า 1 ปีแล้วนั้น บริษัทได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการจัดงานด้านการตลาดให้แก่องค์กรธุรกิจหลายๆ รายมาแล้ว เช่น ซัมซุง และแอร์เอเชีย รวมไปถึงบริษัทประกัน ธนาคารพาณิชย์ เป็นต้น
“บริการของเราเหมือนเป็นพาร์ทเนอร์หนึ่งที่เข้าไปเติมเต็มในการจัดงานอีเว้นท์ ผ่านการรับเหมางานมาของออร์แกไนเซอร์ หรือลูกค้าจะติดต่อเราโดยตรงก็ได้ เพราะจะมีทีมคอยรับการติดต่อและให้บริการเช่นกัน นอกจากนี้ หากออร์แกไนเซอร์เห็นว่าธุรกิจบริการจุดนี้มีความคุ้มทุน ก็สามารถซื้อไปได้เพื่อสร้างผลกำไรได้เช่นกัน ซึ่งแม้ว่าจะมีธุรกิจบริการในลักษณะเดียวกันนี้ โดยเป็นการซื้อซอฟต์แวร์มาจากต่างประเทศ แต่ความแตกต่างของเราก็คือ เราสามารถที่จะออกแบบกรอบรูปได้ใหม่ทั้งหมด เพื่อเป็นการตอบโจทย์ให้แก่ลูกค้าที่ต้องการสร้างแบรนด์ สร้างการรับรู้ของสินค้าใหม่ หรือสร้างความเป็นเอกลักษณ์ของสินค้านั้นๆ รวมไปถึงการสร้างเอกลักษณ์ของการจัดงานมงคล เราก็มีทีมงานออกแบบโดยเฉพาะเพื่อให้บริการ”
อย่างไรก็ตาม กว่าจะมาเป็น สแนปโฟโต้ ได้นั้น เขาเล่าว่า เกิดมาจากไอเดียในการทำตลาด สร้างการรับรู้แบรนด์ร้านไอศกรีม ทวิสเตอร์ ซึ่งตอนนั้น มองว่าปัจจุบันในโลกของโซเชียล เน็ตเวิร์ก น่าจะเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ได้ดีกว่ารูปแบบการโฆษณาแบบเดิมๆ และช่วยประหยัดต้นทุนได้มากกว่า และจากที่ศึกษาข้อมูลมายังพบว่าคนไทยชอบถ่ายรูป เลยมองว่า การโพสต์รูปลงไอจี น่าจะเป็นกิมมิกที่น่าสนใจ ประกอบกับการพยายามสร้างความแตกต่างในการทำตลาด คือหลายแบรนด์สินค้าที่ทำโปรโมชั่นผ่านโซเชียลฯ มักจะเน้นการให้คนมาเช็กอินที่ร้านค้าและลดราคาสินค้าให้ แต่ทางเรากลับมองว่าไม่ต้องการไปเล่นในเรื่องของราคา จึงมองหารูปแบบอื่นที่จะเป็นการต่อยอดมากกว่า จึงออกมาในรูปแบบการทำการตลาดแนวใหม่นี้
“เราให้ลูกค้าร่วมสนุกกับเราโดยรับรูปไปเป็นของที่ระลึกแทนที่จะลดราคาสินค้าให้ แต่ผลตอบรับที่ได้ก็คือการได้แบรนดิ้ง ลูกค้าจะจดจำสินค้าเรามากขึ้น โดยอย่างกรอบรูปของแบรนด์ ทวิสเตอร์ เราก็สร้างเป็นของเราเองขึ้นมา ซึ่งผลตอบรับค่อนข้างดี เพราะคนที่กินไอศกรีมของเราก็เป็นกลุ่มวัยรุ่นอยู่แล้ว ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่ทุกคนต่างก็มีไอจีกันทั้งนั้น” เขากล่าว
นอกจากนี้ หากมาดูที่เทรนด์ของไอจีจริงๆ พบว่ามีอัตราการเติบโตค่อนข้างสูง อย่างเมื่อปีที่แล้วยอดสมาชิกไอจีคนไทยมีเพียง 2-3 แสนราย แต่ปีนี้เพิ่มขึ้นมาเป็น 1.5 ล้านราย เป็นอัตราการเติบโตถึงกว่า 500% เราจึงมองว่า ไอจี เป็นสิ่งที่คนเข้าถึงง่าย ไม่ต้องอ่านเนื้อหา คือคนไทยชอบดูรูป เพราะฉะนั้น เลยมองว่าน่าจะเป็นกิจกรรมที่สามารถสร้างการรับรู้ให้กับสินค้าเราได้ และเมื่อสิ่งที่ทำสามารถตอบโจทย์ให้กับธุรกิจไอศกรีมได้ จึงมองว่าน่าจะสามารถนำไปต่อยอดสร้างเป็นธุรกิจบริการเพื่อตอบโจทย์ด้านการตลาดของธุรกิจอื่นๆ ได้ด้วย ทำให้จาก ทวิสเตอร์ จึงมาเป็น สแนปโฟโต้
เขาบอกด้วยว่า แม้ในต่างประเทศจะมีการทำในลักษณะนี้แล้ว แต่เราก็สามารถพูดได้ว่าเราเป็นเจ้าแรกๆ ที่เป็นคนไทยทำ เป็นซอฟต์แวร์ที่คนไทยทำได้ด้วยฝีมือคนไทย
นอกจากนี้ ยังมองการขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้านด้วย ซึ่งขณะนี้คุยกับพันธมิตรไว้หลายๆ ประเทศแล้วอย่างเช่น เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการรอผลตอบรับว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งธุรกิจของเรายังถือเป็นธุรกิจใหม่ แต่ตลาดก็กว้างมาก จากผู้ใช้ไอจีที่มียอดการเติบโตที่สูงขึ้น ยังมองไปถึงการต่อยอดผ่านช่องทางเฟซบุ๊กด้วย ที่ยังคงมีตัวเลขการเติบโตที่ดีเช่นกัน เพื่อเพิ่มการรับรู้ การเห็นแบรนด์ได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน การพริ้นท์ออกมาเป็นรูปภาพ ก็ยังถือเป็นรูปแบบหนึ่งเท่านั้น แต่ระบบของเราก็ยังสามารถนำไปทำของที่ระลึกในรูปแบบอื่นๆ ได้ด้วย เช่น การพิมพ์ออกมาผ่านบัตรเครดิต บัตรแข็งต่างๆ รวมไปถึงเสื้อ แก้วน้ำ เป็นต้น
รวมทั้ง กำลังพัฒนารูปแบบบริการให้ตรงกับความต้องการของธุรกิจให้มากขึ้นด้วย คือไม่ใช่แค่ทำสนุกๆ ถ่ายรูปและจบกันไป แต่เราจะสร้างระบบประมวลผล เพื่อให้สามารถจับต้องได้มากขึ้น คือเมื่อทำไปแล้ว จะทำให้รู้ได้ว่ามีคนเห็นจำนวนเท่าไร มีคนกดไลค์เท่าไร หรือมาคอมเมนท์เท่าไร เพราะถือเป็นช่องทางการตลาดใหม่ๆ ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า แต่ผู้คนทั่วโลกก็สามารถมองเห็น และรับรู้ได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อกระแสในโลกโซเชียลฯ มีการพัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง เต้ บอกว่า คำนึงถึงการพัฒนาในทางนี้เช่นกัน คือหากวันหนึ่งคนจะใช้ไอจีน้อยลง หรือไม่มีไอจีอีกแล้ว เหมือนก่อนหน้านี้คนเห่อใช้วอทแอพกันมาก แต่ตอนนี้ก็หายไปแล้วและคนไทยหันมานิยมใช้ไลน์กันมากขึ้น จุดนี้เราก็มองว่าจะสามารถพัฒนาระบบใหม่ๆ เข้ามารองรับ โดยไม่หยุดอยู่เท่านี้อย่างแน่นอน เพราะจุดแข็งหนึ่งของตัวเองก็คือ มีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะสามารถปรับตัวได้ตามการตลาดใหม่ๆ หรือกระแสใหม่ๆ ที่จะเข้ามา
นอกจากนี้ ยังได้พูดคุยกันในเรื่องนักธุรกิจหน้าใหม่ (startup) ที่ยังคงเป็นกระแสอยู่ในปัจจุบัน โดยเต้บอกว่า คนปัจจุบันส่วนใหญ่ไม่สนใจทำงานบริษัทกันมากนัก เพราะเด็กรุ่นใหม่ๆ ไม่ได้ลำบากเหมือนคนสมัยเก่า แต่เขามีความพร้อมมาตั้งแต่เกิด มีฐานะทางบ้านที่ดีพอจะสามารถทำธุรกิจเองได้ ประกอบกับปัจจุบัน ออนไลน์ ทำให้โลกเปิดกว้างมาก มีข้อมูลอยู่ในทุกที่ที่เขาจะสามารถนำมาปรับและคิดสร้างธุรกิจของตัวเองขึ้นมา จึงกลายเป็นโอกาสที่จะสามารถหารายได้สร้างตัวได้มากกว่าการทำงานประจำ ซึ่งเงินเดือน 15,000 บาท ก็ต้องยอมรับด้วยว่าอยู่ยากสำหรับการใช้ชีวิตในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน ช่องทางการตลาดก็เปิดกว้างมากขึ้นกว่าเดิมด้วย เพราะการใช้ช่องทางการสื่อสารผ่านออนไลน์ ทำให้ผู้ซื้อกระจายไปทั่วโลกมากกว่าจำกัดอยู่แค่ภายในประเทศเท่านั้น
อีกทั้ง คนรุ่นใหม่ยังมีความคิดเป็นของตัวเอง เช่น พวกเขาคิดว่าการจบมหาวิทยาลัยมีชื่อ ก็ไม่ได้การันตีว่าจะรวย หรือประสบความสำเร็จ แต่ไม่ว่าจะเรียนจบที่ไหนเขาก็สามารถทำได้ นั่นหมายถึงการรับรู้ของคนเปลี่ยนไป และค่อนข้างเปิดกว้างมาก โดยหลายๆ คนคิดสร้างธุรกิจก็เพื่อมาเติมเต็มสังคมที่มีความต้องการที่หลากหลายมากขึ้น และมีความละเอียดอ่อนมากขึ้น อย่างเช่น การเปิดร้านกาแฟ การเปิดพื้นที่ออฟฟิศให้เช่ารายวัน (โค-เวิร์กกิ้ง สเปซ) ซึ่งแต่ก่อนคนไม่คิด แต่คนรุ่นใหม่คิดที่จะพยายามเติมเต็มในแต่ละด้านของธุรกิจให้มากขึ้น ซึ่งเห็นว่าธุรกิจแปลกๆ ใหม่ๆ เหล่านี้ก็สามารถช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน
“อย่างไรก็ตาม ผมเห็นด้วยที่ว่าก่อนที่คนรุ่นใหม่จะเริ่มต้นสร้างธุรกิจของตัวเอง ก็น่าจะเข้าไปหาประสบการณ์ เรียนรู้ระบบการทำงานในองค์กรก่อน เพราะความที่ยังใหม่ก็อาจจะขาดความละเอียดถี่ถ้วนในการมองตลาด ขาดประสบการณ์ ขณะที่หากได้เข้าไปเรียนรู้ผ่านองค์กรระดับใหญ่ที่เขาจัดระบบมาอย่างดีแล้ว อย่างน้อยเราก็จะได้เรียนรู้ว่าระบบแบบไหนดี หรือไม่ดี เพื่อที่จะนำมาปรับใช้กับตัวเองเมื่อก้าวออกมาสร้างกิจการของตัวเองได้” เต้ทิ้งท้าย



