ข่าว

โพลล์ชี้‘สุเทพ’แถลงข่าวโยงการเมือง

โพลล์ชี้‘สุเทพ’แถลงข่าวโยงการเมือง

02 ส.ค. 2558

สปช.แฉนักการเมืองปลุกระดมประชาชน 'ไม่เอา คสช.-เร่งให้มีการเลือกตั้ง-โหวตรับร่าง รธน.' หวั่นไฟขัดแย้งลุกโชน โพลล์ชี้สุเทพแถลงข่าวโยงการเมือง

              2ส.ค.2558 นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะทำงานที่ติดตามการแก้ไขปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญได้ประสานงานกับ สปช.ต่างจังหวัดและส่วนกลางในหลายกลุ่ม มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สปช.จังหวัดได้ให้ข้อมูลว่า มีการเคลื่อนไหวจากนักการเมืองที่จะเร่งให้มีการเลือกตั้ง โดยเตรียมการประสานกับประชาชนและหัวคะแนนให้พยายามชี้ให้ประชาชนเห็นว่า การปกครองแบบนี้ ประชาชนไม่มีสิทธิ์ไม่มีเสียง และการเลือกตั้งเท่านั้นที่จะแก้ปัญหาของประชาชนได้ เพื่อปลุกเร้าให้มีการเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังประสานให้ สปช.ช่วยโหวตผ่านร่างรัฐธรรมนูญ และเท่าที่ทราบมี สปช.หลายจังหวัดก็ได้รับการประสานจากฝ่ายการเมืองให้โหวตผ่านร่างรัฐธรรมนูญในหลายคนหลายจังหวัด
    
              นายวันชัย กล่าวอีกว่า การทำประชามตินั้น ฝ่ายการเมืองยืนยันว่าไม่ต้องห่วง สามารถกุมสภาพและคุมคะแนนให้รัฐธรรมนูญผ่านประชามติได้ โดยจะมีการสร้างกระแสในการรณรงค์เพื่อให้ผ่านการทำประชามติว่า "ถ้าไม่เอา คสช. ต้องการเลือกตั้ง ให้โหวตรับรัฐธรรมนูญ" เชื่อว่าวิธีการนี้จะเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว นอกจากนี้ยังมีการให้ข้อมูลในแง่ร้ายต่อ คสช.ว่าเล่นงานเฉพาะคนที่ไม่ใช่พวก จ้องเล่นงานฝ่ายตรงข้าม การแต่งตั้งโยกย้ายก็เล่นพรรคเล่นพวก ดังนั้น สิ่งที่จะเห็นก็คือความขัดแย้งความแตกแยกในการรณรงค์ทำประชามติ ไฟแห่งการทะเลาะเบาะแว้งก็จะลุกโชนขึ้น การปรองดองสมานฉันท์ก็จะหักสะบั้นลง วังวนแห่งความขัดแย้งก็มีแนวโน้มจะกลับมาเหมือนเดิม ยิ่งมีการเลือกตั้งก็จะเห็นความขัดแย้งแตกแยกมากยิ่งขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะกลับมาเหมือนเดิม


โพลล์ชี้สุเทพแถลงข่าวโยงการเมือง

              "สวนดุสิตโพล" มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,106 คน ระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม-1 สิงหาคม 2558 เรื่อง "ประชาชนคิดอย่างไรกับกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แถลงข่าวเปิดตัวมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย" เนื่องจากกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แถลงข่าวเปิดตัวมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ ยืนยันเจตนารมณ์ว่าทำเพื่อส่วนรวม ต้องการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง และจะร่วมปฏิรูปประเทศไปพร้อมกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 77.85 เห็นว่าการเคลื่อนไหวใดๆ ขอให้นึกถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและส่วนรวมเป็นสำคัญ  ร้อยละ 73.42 ไม่อยากให้เป็นเกมการเมืองเพราะจะทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย ร้อยละ 65.82 เห็นว่าการแถลงข่าวของนายสุเทพกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายเสื้อแดงที่ออกมาต่อต้าน ร้อยละ 62.66 เห็นว่ารัฐบาลน่าจะควบคุมดูแลไม่ให้เกิดความวุ่นวายได้ และร้อยละ 58.86 มองว่าเป็นการออกมาเคลื่อนไหวครั้งแรก หลังจากที่นายสุเทพสึกออกมา
    
              ต่อข้อถามว่า คิดว่าการแถลงข่าวของนายสุเทพเป็นประเด็นเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ พบว่า ประชาชนร้อยละ 79.74 เห็นว่าเกี่ยวข้องเพราะมีเรื่องการสนับสนุนการปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้งเข้ามาเกี่ยวข้อง นายสุเทพเป็นคนของการเมืองอยู่แล้ว ดูจากคณะที่เข้าร่วมแถลงล้วนเป็นผู้ที่เคยเคลื่อนไหวทางการเมืองหน้าเดิมๆ ร้อยละ 16.46 ไม่แน่ใจ เพราะอาจเป็นการออกมาเพื่อดูกระแสของสังคมว่าจะให้การตอบรับหรือคัดค้านมากน้อยเพียงใด ร้อยละ 3.80 เชื่อว่าไม่เกี่ยวข้อง เพราะเป็นสิทธิชอบธรรมที่สามารถทำได้ การก่อตั้งมูลนิธิเป็นไปอย่างถูกต้องและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เป็นการช่วยเหลือสังคมและทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม


เชื่อทำการเมืองไทยร้อนแรงขึ้น
    
              เมื่อถามว่าการแถลงข่าวของนายสุเทพครั้งนี้จะทำให้การเมืองไทยร้อนแรงขึ้นหรือไม่ ประชาชนร้อยละ 51.28 เชื่อว่าร้อนแรงขึ้น เพราะทำให้ นปช.และกลุ่มเสื้อแดงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก เป็นการจุดกระแสทางการเมืองอีกครั้ง มองว่าเป็นการท้าทายรัฐบาลและคสช. ร้อยละ 34.62 ไม่แน่ใจ เพราะขึ้นอยู่กับการนำเสนอข่าวของสื่อต่างๆ ด้วย ถ้าไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากเกินไปข่าวก็อาจค่อยๆ เงียบไปเอง ร้อยละ 14.10 เชื่อว่าเหมือนเดิม เพราะบ้านเมืองขณะนี้มี คสช.และรัฐบาลทหารควบคุมดูแล เชื่อว่าไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงหรือมีการออกมาเคลื่อนไหวเพื่อสร้างความวุ่นวายให้บ้านเมือง
    
              อย่างไรก็ตาม พบว่าประชาชนร้อยละ 60.76 รู้สึกเฉยๆ ต่อการแถลงข่าวของนายสุเทพ เพราะเป็นเรื่องปกติทางการเมือง การแถลงข่าวครั้งนี้มีตัวแทนของ คสช.ดูแล มีมาตรา 44 คอยควบคุม ขณะที่ร้อยละ 31.65 ไม่พอใจกับการแถลงข่าวดังกล่าว เพราะสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ไม่ควรออกมาเคลื่อนไหวหรือสร้างกระแสให้กับสังคม อาจมีผู้ไม่หวังดีใช้โจมตีรัฐบาล สร้างความแตกแยกมากกว่า ร้อยละ 7.59 พอใจเพราะการแถลงเป็นไปด้วยดี ไม่พูดพาดพิงเรื่องการเมือง เน้นการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม และสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล


สั่ง3แบงก์รัฐเตรียมพร้อมโครงการกอช.

              พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินการโครงการกองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช. ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.ได้ติดตามและกำชับให้การดำเนินโครงการกองทุนการออมแห่งชาติ ซึ่งดำเนินการผ่านธนาคารรัฐ 3 แห่ง คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย ให้มีความพร้อมมากที่สุด ทั้งระบบการให้บริการ การให้คำปรึกษาของเจ้าหน้าที่ และทดสอบระบบทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับโครงการ เพื่อให้มีความสมบูรณ์และพร้อมให้บริการในวันเปิดโครงการ

              "ในเบื้องต้นทราบว่า ธ.ก.ส.มีการซักซ้อมอบรมเจ้าหน้าที่และทดสอบระบบแล้ว ขณะที่ธนาคารออมสินได้ทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่แล้วและกำลังทดสอบระบบรวมทั้งทำเรื่องชี้แจงไปยังธนาคารสาขา คาดว่าวันเปิดโครงการจะเลื่อนจากกำหนดเดิมคือ วันที่ 18 สิงหาคม เป็นวันที่ 20 สิงหาคม เพื่อให้มีช่วงเวลาในการประชาสัมพันธ์ให้กลุ่มเป้าหมายได้รับทราบอย่างทั่วถึงครอบคลุมมากที่สุด" พล.ต.สรรเสริญ กล่าว    
 
 
"เสรี"ย้ำปฏิรูปก่อนเลือกตั้งทางออกปท.


              นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัว "เสรี สุวรรณภานนท์" ถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้คาดการณ์ไว้ว่าจะมีการเลือกตั้ง ส.ส.ในเดือนกันยายน 2559 และมีรัฐบาลใหม่ในต้นปี 2560 ขณะเดียวกันยังมีหลายฝ่ายที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ว่า แนวทางของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ว่า หลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านกระบวนการต่างๆ และร่างรัฐธรรมนูญผ่านแล้ว จะต้องมีการเลือกตั้งประมาณเดือนกันยายน 2559 และจะได้รัฐบาลใหม่ประมาณต้นปี 2560 ทำให้เห็นได้ว่าแนวทางของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปประเทศให้เสร็จก่อนเลือกตั้ง หรือเป็นการเดินกันคนละแนวทางกับการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ความสำคัญของการปฏิรูปให้เสร็จก่อนเลือกตั้งเป็นแนวทางสำคัญต่อการแก้ปัญหาของบ้านเมือง
    
              นายเสรี ระบุว่า หากเรายังต้องการให้บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ประชาชนอยู่กันผาสุกแบบยั่งยืนก็ต้องหยุดงานการเมืองไว้ระยะหนึ่ง เพื่อให้การแก้ปัญหาประเทศให้ดีขึ้นและประสบความสำเร็จ ไม่ว่าปัญหาทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ ทางสังคม งานราชการ สภาพความเป็นอยู่และปากท้องของประชาชน รวมถึงการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม ใครที่บอกว่าเลือกตั้งแล้วเศรษฐกิจจะดีขึ้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะ สถานการณ์ที่ผ่านมามีคำตอบอย่างชัดเจนว่า ยังมีการแย่งชิงอำนาจ แย่งชิงผลประโยชน์ และยังมีความแตกแยกของประชาชนที่แบ่งแยกออกเป็นฝักเป็นฝ่าย พร้อมที่จะออกมาต่อสู้ห้ำหั่นกันได้ตลอดเวลา
    
              นายเสรี ระบุว่า หากให้มี "การเลือกตั้ง" ในภาวะเช่นนี้ บ้านเมืองก็จะกลับมาวุ่นวายเช่นเดิม เลือกตั้งแล้วประชาชนอีกฝ่ายก็จะออกมาขับไล่อีกฝ่ายอย่างแน่นอน เพราะเกิดจากการไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน เศรษฐกิจก็จะตกต่ำมากกว่าที่ผ่านๆ มาอีกด้วย และจะไม่มีใครที่จะออกมาควบคุมสถานการณ์ได้ ยิ่งหากร่างรัฐธรรมนูญผ่านด้วยแล้วก็จะต้องมีการเลือกตั้งตามมาโดยไม่เห็นทิศทางการปฏิรูปให้เสร็จก่อนเลือกตั้ง ดังนั้น การเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ที่สร้างความหายนะให้แก่ประเทศไทยเหมือนที่ผ่านมา จึงควรหยุดไปก่อน โดยเฉพาะตามเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญแต่ละประเด็นที่แถลงออกมายังมีเนื้อหาสาระมาก ไม่เหมาะแก่กาลเวลา มีเนื้อหาที่ยังมีความขัดแย้งสูง มีสาระแบบถอยหลังเข้าคลอง ล้าหลัง ไม่ใช่รัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปอย่างที่ว่า และหากนำไปใช้แล้วจะเกิดปัญหาทางรัฐธรรมนูญตามมามากมาย ทำให้บริหารประเทศไม่ได้ อันเป็นปัจจัยสำคัญที่มีแนวโน้มทำให้ สปช.จะลงมติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญสูง
    
              "ทางออก หากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญร่างไม่เสร็จตามกำหนดเวลาตามที่รัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว มาตรา 38 วรรคสอง (ฉบับแก้ไข) บัญญัติไว้ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็จะสิ้นสุดลงไปพร้อมๆ กับสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ตามมาตรา 38 (2) ก็จะไม่มีใครเสียหน้า บ้านเมืองก็เดินหน้าปฏิรูปต่อไปก่อน ตามโรดแม็พของรัฐบาลที่กำหนดไว้ อีกทั้งยังประหยัดเงินที่ใช้ในการทำประชามติและพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญส่งไปตามบ้าน อีกไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งเอาเงินจำนวนนี้ไปช่วยคนจน คนชราหรือคนด้อยโอกาส ก็จะได้ประโยชน์มากกว่า การปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง จึงเป็นแนวทางที่เหมาะสมกับการแก้ปัญหาบ้านเมืองได้ดีที่สุดในขณะนี้" นายเสรี ระบุ


"เต้น" ชี้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งซ้ำเติมปท.

              นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แถลงข่าวท่าทีของมูลนิธิ พร้อมทั้งยืนยันทุกข้อเรียกร้องจะเป็นเอกสาร ไม่มีเดินขบวนนั้น ตนก็เชื่อว่าไม่จำเป็น เพราะก่อนหน้านี้คนบนเวที กปปส.เดินขบวนไปรับตำแหน่งในแม่น้ำ 5 สายหลายสิบคนแล้ว ขณะนี้ก็เด้งรับลุงกำนันทันที ด้วยการประกาศยืนยันคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ และล่ารายชื่อเสนอคำถามประชามติปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง สัญญาณแบบนี้ถือเป็นการซ้ำเติมประเทศไทยให้ติดลบทางความน่าเชื่อถือมากขึ้นไปอีก ยิ่งถ้า คสช.นิ่งเฉย ไม่มีท่าทีแตกต่าง ก็ยิ่งมองได้ว่าเกมนี้สมประโยชน์ด้วยกันทุกฝ่ายหรือไม่ ทั้งๆ ที่ไม่มีความชัดเจนอะไรเลยว่าแนวคิดนี้จะพาบ้านเมืองไปทางไหน

              "อยากให้สติ สปช. อย่าคิดว่าใหญ่แล้วทำอะไรก็ได้ เมื่อไหร่ประชาชนเห็นว่าดูถูกกันเกินไปแล้วจะยุ่ง ส่วนการเพิ่มคำถามปฏิรูปก่อนเลือกตั้งนั้น ขอเรียกร้องเนติบริกรที่อยู่บนเรือแป๊ะอธิบายให้ฟังหน่อยว่า ถ้ารัฐธรรมนูญผ่านประชามติแล้ว จะแก้ให้ปฏิรูปต่ออีก 2 ปีค่อยเลือกตั้งได้อย่างไร เพราะถ้าลงมือทำก็เท่ากับรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติเป็นคนละฉบับกับที่บังคับใช้” แกนนำ นปช.กล่าว
    
              นายรัฐวุฒิ กล่าวถึงกรณีที่เคยระบุว่า จะจัดแถลงข่าวสถานการณ์นกกรงหัวจุกในประเทศไทยว่า เดิมทีตนตั้งใจจะแถลงเลย เพราะโดยประเด็นนั้นไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองอยู่แล้ว แต่พอเห็นท่าทีฝ่ายความมั่นคงขึงขัง จะให้ขออนุญาต ก็เกรงว่าอาจจะมีคนแอบอ้างมาตรา 44 ไปคุกคามนกกรงหัวจุกหรือไม่ จึงขอประเมินสถานการณ์อีกครั้ง


พท.จี้นายกฯ ประกาศวันเลือกตั้งให้ชัด

              นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิก สปช.จะล่ารายชื่อ สปช.เพื่อสนับสนุนให้มีการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ขณะที่นายวันชัย สอนศิริ สมาชิก สปช.ออกมาชักชวนให้ สปช.คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อนำเวลาไปปฏิรูปประเทศ ว่า ทั้ง 2 คนเคยอยู่กลุ่ม 40 ส.ว. ร่วมกันขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และมีบทบาทคัดค้านการทำงานของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ทุกเรื่อง 2 คนนี้มีเป้าหมายเดียวกันคือ ไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้ง หากเลือกตั้งประชาชนจะมีอำนาจเพิ่มขึ้น พวกลากตั้งจะมีอำนาจเล็กลง ยืนยันว่าระบบที่ดีที่สุดคือการเลือกตั้งให้ประชาชนมีส่วนร่วม ทั้งนี้ หากท่าทีของไทยเปลี่ยนไปจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. เคยให้คำมั่นสัญญาว่าจะเดินตามโรดแม็พ หากเกิดสถานการณ์บิดเบี้ยว ขอปฏิรูปก่อน 2 ปี รัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติ พล.อ.ประยุทธ์จะลำบาก จะตอบคำถามต่างชาติและประชาชนได้อย่างไร ในเมื่อลูกน้องที่ตั้งขึ้นมาจะคว่ำรัฐธรรมนูญ ไม่ให้มีการเลือกตั้ง
    
              นายวรชัย กล่าวว่า อยากให้พล.อ.ประยุทธ์ประกาศวันเลือกตั้งให้ชัดเจน และต้องประกาศว่าจะเดินตามโรดแม็พแน่นอน ไม่ฟังใครทั้งนั้น และต้องสั่งให้ทุกคนเงียบ จะเดินตามโรดแม็พ เลือกตั้งกลางปี 59 และต้องประกาศให้คนที่ตัวเองตั้งขึ้นมาทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เขียนรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย และการร่างรัฐธรรมนูญขณะนี้ อย่าวางยารัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยเพื่อทำให้รัฐบาลอ่อนแอ และปูทางให้มีการยึดอำนาจอีกครั้ง โดยการสร้างเงื่อนไขไว้ในรัฐธรรมนูญ
    
              นายวรชัย กล่าวถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่ม กปปส.ไม่เกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์ ว่า จะพูดว่าไม่เกี่ยวกันได้อย่างไร กปปส.และพรรคประชาธิปัตย์อยู่ด้วยกันอย่างแยกไม่ออก แยกกันเล่น แยกกันเดิน นายอภิสิทธิ์ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า มวลชนของพรรคประชาธิปัตย์คือ กปปส. เหมือนมวลชนของ นปช.ที่ส่วนมากเลือกอยู่ฝั่งพรรคเพื่อไทย มีลักษณะไม่ต่างกัน อีกทั้งคนใน กปปส. บางคนยังเป็นสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ และการแถลงข่าวล่าสุดของมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ ก็มี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมด้วย


"เทียนฉาย"เมินตั้งสุเทพนั่งที่ปรึกษา
    
              นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่ นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข อดีต รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรียกร้องให้แต่งตั้ง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย เป็นที่ปรึกษาประธาน สปช.ว่า ยังไม่รู้ข่าวเลย อีกทั้ง สปช.จะหมดวาระการทำงานอยู่แล้ว จะแต่งตั้งใครทำไม ในเมื่อเหลือการทำงานอีกไม่กี่วัน อีกทั้งไม่มีหน้าที่แต่งตั้งใครด้วย หน้าที่ต่อจากนี้คือเร่งทำงานที่เหลือให้เสร็จ


ไม่กังวล"จี้คว่ำรธน.-ล่าชื่อ"ชี้เป็นสิทธิ
    
              ประธาน สปช.กล่าวถึงกรณี นายวันชัย สอนศิริ สปช.ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ออกมาระบุให้สมาชิก สปช.โหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อปิดทางให้รัฐบาลทำงานปฏิรูปต่อให้สำเร็จ ว่า รู้สึกตกใจเมื่อเห็นพาดหัวข่าว แต่พออ่านรายละเอียดข่าวก็ไม่กังวลแล้ว เพราะเป็นความเห็นของนายวันชัยเพียงคนเดียว ซึ่งเรื่องนี้จะไม่เรียกนายวันชัยมาตักเตือน เพราะเป็นสิทธิในการแสดงความคิดเห็นที่ทำได้ แต่ขออย่างเดียวเวลาสื่อมวลชนเขียนข่าวทำนองนี้ ขอให้เขียนว่าเป็นความเห็นคนคน เดียว อย่าเหมารวมว่าเป็นของ สปช.
    
              ส่วนกรณี นายไพบูลย์ นิติตะวัน กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะ สปช.ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม จะล่ารายชื่อสมาชิก สปช.เพื่อสนับสนุนให้ตั้งคำถาม 1 คำถาม ควบคู่ไปกับการทำประชามติว่า จะปฏิรูปประเทศ 2 ปีก่อนเลือกตั้งหรือไม่ ก็สามารถเสนอได้ ถือเป็นสิทธิ ไม่ใช่เรื่องผิด แต่อย่าลืมว่าสมาชิก สปช.อีก 200 กว่าคน ก็มีสิทธิเสนอคนละ 1 คำถามเช่นกัน โดยหลักต้องมาเสนอผ่านที่ประชุม สปช.ว่า ใครจะเสนอหรือไม่ เสนออะไร เรื่องล่าชื่อนั้นไม่แปลก แต่สุดท้ายต้องขึ้นอยู่ที่คณะรัฐมนตรี ว่าจะเอาด้วยหรือไม่ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้ สปช.เสนอได้ แต่รัฐบาลเป็นผู้ตัดสินใจ


"สุริยะใส" แนะทุกฝ่ายตั้งหลักปฏิรูป
    
              นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้อำนวยการสถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) ส่งเมลมายังกองบรรณาธิการข่าว มีใจความว่า "ผมเห็นว่ามีความจำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องตั้งหลักเรื่องปฏิรูปหรือทำให้ความหมายใกล้เคียงกันมากที่สุด แม้อาจไม่เห็นด้วยกันทุกเรื่องก็ตาม เพราะในขณะนี้ความหมายของการปฏิรูปเริ่มพล่ามัว และมีความคาดหวังที่หลากหลายจนเกินไป ซ้ำร้ายการปฏิรูปถูกจับเป็นข้ออ้าง เพื่อจุดมุ่งหมายทางการเมืองที่ต่างกันออกไป ทำให้การปฏิรูปที่ควรจะเป็นกลายเป็นวาทกรรมที่เจือปนความขัดแย้งไปโดยปริยาย จึงมีความจำเป็นที่ต้องพูดรูปธรรมให้ชัดว่า จะปฏิรูปเรื่องอะไรอย่างไร และควรจัดลำดับความสำคัญเฉพาะเรื่องใหญ่ๆ ที่สังคมเห็นคล้อยและตกผลึกร่วมกัน อาจจะ 4-5 ประเด็น เช่น เรื่องตำรวจ พลังงาน การปราบปรามการทุจริต กระจายอำนาจ ปฏิรูปภาษี เป็นต้น ซึ่งถ้า คสช.และรัฐบาล ตั้งหลักได้แบบนี้ สังคมก็จะประเมินได้ว่าการปฏิรูปมีความคืบหน้าหรือไม่ และไม่ถูกเอาไปอ้างเพื่อจุดประสงค์อื่นทางการเมือง
    
              ส่วนการแสดงบทบาทของนายสุเทพ ที่อยากเห็นการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งนั้น นายสุริยะใส ระบุว่า ถือเป็นการเน้นย้ำถึงจุดยืนเดิมทางการเมืองที่ยังเป็นเจตจำนงของคนนับสิบล้านที่ร่วมชุมนุมกันมา และยังอยากเห็นการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง บรรดานักการเมืองไม่ควรมองเป็นเจตนาอื่น เพราะถ้าปฏิรูปแล้วส่วนรวมได้ประโยชน์นักการเมืองก็ต้องปรับตัวและรับฟัง ไม่เช่นนั้นการเมืองไทยก็จะวนกลับไปก่อนการยึดอำนาจ 22 พฤษภาคม 2557