ข่าว

 ‘อุเทน’หนุนปรับครม.ทางออกฟื้นศก.

‘อุเทน’หนุนปรับครม.ทางออกฟื้นศก.

02 ส.ค. 2558

‘อุเทน’ชี้ตัวเลขส่งออกดิ่งเหว สะท้อนทีม ศก.รัฐบาลผิดพลาด มุ่งลดดอกเบี้ยกระตุ้นส่งออก-ท่องเที่ยว แต่ไร้ผลบวก หนุนปรับ ครม.ทางออก

             2ส.ค.2558นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวถึงการที่การ กระทรวงพาณิชย์ ออกมาเปิดเผยตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือน มิ.ย.58 ติดลบ 7.87% ว่า น่าเป็นห่วงภาวะเศรษฐกิจของไทยเป็นอย่างยิ่ง เพราะตัวเลขการส่งออกที่ลดลงค่อนข้างสูง และยังเป็นการขยายตัวติดลบเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกันรวมทั้งขยายตัวติดลบมากสุดในรอบ 3 ปี 6 เดือนอีกด้วย ขณะเดียวกัน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ก็ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของปีนี้เหลือเพียง 3% จากที่ก่อนหน้านี้ก็เคยปรับลดมาแล้ว สะท้อนให้เห็นว่าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลดำเนินนโยบายผิดพลาดมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายที่หวังให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง เพื่อกระตุ้นยอดการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นแนวคิดชั้นเดียวหรือตื้นเกินไป สุดท้ายก็ไม่ได้ผลตามที่คาดไว้ การส่งออกนอกจากไม่ดีขึ้นยังแย่กว่าเดิม ส่วนการท่องเที่ยวอาจจะดีขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่เสียไป เพราะในทางกลับกันทำให้ในภาคส่วนที่เกี่ยวกับการนำเข้าต้องแบกภาระเพิ่มขึ้น รวมไปถึงการนำเข้าพลังงานของภาครัฐที่ต้องใช้งบประมาณมากขึ้นอย่างมหาศาล

             “ส่วนตัวได้มีโอกาสเดินทางไปในหลายประเทศทั้งในเอเชียและยุโรป ก็พบว่าส่วนใหญ่มีบรรยากาศไม่คึกคักเท่าที่ควร และจากการสอบถามก็ทำให้ทราบว่า การใช้จ่ายใช้สอยของทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวลดลง เมื่อสภาวะทั่วโลกเป็นเช่นนี้ และรัฐบาลก็มักอ้างว่าเศรษฐกิจโลกซบเซา จึงต้องตีโจทย์ให้แตกว่า ไม่ใช่ว่าของจากประเทศไทยขายไม่ได้ แต่คนซื้อไม่มีเงินมาซื้อต่างหาก ดังนั้นช่วงนี้ไม่ควรคิดแต่เรื่องสร้างรายได้จากการส่งออกหรือการท่องเที่ยวอย่างที่เป็นอยู่ สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ ปรับนโยบายในการประหยัดงบประมาณค่าใช้จ่ายมากกว่า” นายอุเทน กล่าว

             นายอุเทน กล่าวต่อว่า ส่วนตัวเคยเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเฉพาะในส่วนของกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ ให้นำคนที่ดิดได้และทำได้จริงเข้ามาทำงาน แต่เมื่อเห็นรายชื่อแคนดิเดตที่ออกมาในขณะนี้ก็ไม่เชื่อว่าจะสามารถเข้ามากอบกู้วิกฤติได้ จึงอยากฝากไปถึงนายกฯว่า ต้องนำคนที่คิดได้ทำเป็น และคิดเป็นได้เข้ามา และหากมีการปรับตัวบุคคลแล้ว ก็จำเป็นต้องปรับแนวนโยบายควบคู่กันไปด้วย มิเช่นนั้นก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ที่ผ่านมาเห็นด้วยกับการที่นายกฯได้สั่งชะลอการใช้งบประมาณในหลายโครงการขนาดใหญ่ แต่ควรที่จะเน้นย้ำภาครัฐให้มีการพิจารณาการใช้งบประมาณอย่างถี่ถ้วนถึงประโยชน์ที่ได้กลับมา โดยเฉพาะในช่วงนี้ซึ่งเป็นช่วงท้ายของปีงบประมาณ ไม่จำเป็นต้องเร่งรัดใช้จ่ายงบประมาณให้หมด โดยที่ผลตอบแทนที่ได้กลับมาไม่คุ้มค่า เรื่องใดไม่จำเป็นก็ให้ชะลอไว้เพื่อไปดำเนินการในช่วงที่มีความพร้อมมากกว่านี้ งบประมาณที่เหลือก็นำไปสมทบกับงบประมาณในปีหน้าได้

             นายอุเทน กล่าวด้วยว่า นอกเหนือจากการประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว รัฐบาลควรหันมาให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนการผลิต ต้นทุนสินค้า และบริการภายในประเทศด้วย ซึ่งจะช่วยประชาชนในแง่ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน อีกทั้งยังจะแก้ไขปัญหารายได้ของการท่องเที่ยวที่ลดลงด้วย เนื่องจากนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศมองว่า ค่าบริการ และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคสูงเกินความเป็นจริง จนมีความรู้สึกว่าถูกเอารัดเปรียบ หรือมีการค้ากำไรเกินควร จึงเลือกที่จะไม่ใช้จ่ายมากเท่าที่ควร รัฐบาลจึงต้องเข้ามาควบคุม เริ่มจากต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ตลาดโลกลดลง แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า สินค้าและบริการที่เกี่ยวกับภาคขนส่งในประเทศกลับไม่ลดลงเลย หากรัฐบาลเอาจริงในการควบคุมหรือทำให้ปรับลดราคาลงได้ ก็เชื่อว่าจะทำให้มีการหมุนเวียนของเงินในระบบมากขึ้น ตลอดจนอัตราค่าโดยสารแท็กซี่สาธารณะที่กำลังจะเพิ่มขึ้นตามระเบียบใหม่ ยิ่งไม่สะท้อนข้อเท็จจริงของปัญหา เพราะการที่ผู้ประกอบการหรือคนขับแท็กซี่ประสบปัญหาขาดทุน ไม่ใช่เพราะรายได้ที่น้อยลง แต่เป็นเพราะจำนวนรถแท็กซี่ที่มากเกินไป ปล่อยให้รถเก่าและไม่ได้มาตรฐานออกมาวิ่ง โดยขาดการควบคุมจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ

             “นายกฯต้องคิดเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ ให้เหมือนกันค่าใช้จ่ายในบ้าน ที่ต้องไม่ใช่เงินเกินตัว สิ่งไหนไม่จำเป็นก็ต้องตัดไปก่อน และเลือกใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นในสิ่งที่จะได้ประโยชน์สูงสุด ที่สำคัญต้องเอาจริงกับการควบคุม และลดต้นทุนการผลิตในประเทศ ซึ่งจะเป็นทางรอดของวิกฤติในตอนนี้ ทั้งยังช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนได้ด้วย” นายอุเทน ระบุ

             นายอุเทน ยังได้กล่าวถึงมติ ครม.ที่ให้ขยายเวลาโครงการให้บริการรถไฟ-รถเมล์ฟรีแก่ประชาชนออกไปอีก 3 เดือนระหว่างวันที่ 1 ส.ค.-31 ต.ค.นี้ด้วยว่า ในความเป็นจริงโครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนในระยะสั้นไม่เกิน 6 เดือน – 1 ปี แต่ปัจจุบันมีการดำเนินการมาแล้วกว่า 8 ปี สร้างความเสียหายให้แก่หน่วยงานทั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เป็นอย่างมาก แม้จะมีเงินอุดหนุนจากทางรัฐบาลก็ตาม จึงขอสนับสนุนรัฐบาลในการที่จะไม่ขยายมาตรการนี้ต่อไปอีก และกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่จะโดยสารฟรีให้ชัดเจน ซึ่งหากเป็นตามประเทศอื่นๆก็ควรจำกัดเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ที่อยู่ในวัยเกษียณ และนักเรียนนักศึกษา เท่านั้น เพราะสามารถแสดงบัตรประชาชนหรือบัตรนักศึกษาได้เลย

             ส่วนกลุ่มผู้มีรายได้น้อยนั้นก็ควรได้รับประโยชน์ แต่การแสดงสถานะอาจทำได้ยาก อีกทั้งการออกแบบระบบสมาร์ทการ์ดก็อาจจะทำให้สูญเสียงบประมาณเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามรัฐบาลต้องเร่งดำเนินการเรื่องนี้ให้แล้วเสร็จก่อนที่จะสิ้นสุดการขยายเวลาในรอบนี้ เพราะเมื่อพ้นปีนี้ไปที่จะมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) หากรัฐบาลยังคงมาตรการนี้อยู่โดยไม่จำกัดขอบเขตให้ชัดเจน ก็จะไม่สามารถควบคุมผู้ที่แฝงเข้ามาใช้ประโยชน์จากการโดยสารรถสาธารณะฟรีได้ จะยิ่งสร้างความเสียหายให้กับภาครัฐ ในการรับภาระเรื่องสวัสดิการให้แก่บุคคลสัญชาติอื่น ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ของโครงการไปอย่างสิ้นเชิง