
ดาบสองคม'สุเทพ'สวมบท'ค้ำ'รัฐบาลคสช.
02 ส.ค. 2558
คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : ดาบสองคม 'สุเทพ' สวมบท 'ค้ำ' รัฐบาล คสช. : โดย...โอภาส บุญล้อม
เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับ “มูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย” ที่มี“ สุเทพ เทือกสุบรรณ” เลขาธิการ กปปส. นั่งเป็นประธานมูลนิธิ
ภารกิจหลักของมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ คือ จะยืนหยัดยึดมั่นแนวทางการปฏิรูปประเทศไทยตามเจตนารมณ์ของมวลมหาประชาชนที่ได้แสดงออกเมื่อปี 2556-2557 ทั้งนี้ ก็เพื่อไม่ให้ “เสียของ” โดยมูลนิธิจะเป็นศูนย์รวมแนวทางที่สร้างสรรค์เพื่อการปฏิรูปประเทศ
"เราสืบทอดเจตนารมณ์ของมวลมหาประชาชน ขอยืนยันว่าต้องการเห็นรัฐบาลนี้ทำการปฏิรูปประเทศให้สำเร็จก่อนที่จะมีการเลือกตั้งไม่ว่าจะต้องใช้เวลาเท่าไร เพราะฉะนั้นวันนี้รัฐบาลและกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอให้ท่านได้ตระหนักว่าประชาชนคาดหวังอะไร ต้องการเปลี่ยนแปลงในประเทศอย่างไร เราก็ขอเอาใจช่วยขอให้ทำงานสำเร็จ ถ้าท่านไม่ได้ผลักดันการปฏิรูปไปในทิศทางที่เราเห็นว่าเป็นความถูกต้อง เราก็ขออนุญาตเสนอความคิดเห็นไปยังท่าน โดยจะทำอย่างเรียบร้อย ไม่ได้หมายความว่า ถ้าเห็น กมธ.ยกร่างฯ ทำผิดแนว แล้วเราจะเดินขบวนไปหา แต่เราจะส่งตัวแทนไปยื่นหนังสือว่า สิ่งที่ท่านคิดกับสิ่งที่เราคิดต่างกันอย่างไร ท่านจะทำถูกหรือทำผิด เราจะทำถูกหรือทำผิด ประชาชนก็จะเห็นและตัดสินเอง"
เป็นคำประกาศของ “สุเทพ” ซึ่งหากพิจารณาโดยรวมๆ แม้ว่า จะเป็นการออกมาย้ำจุดยืนว่า ต้องปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง แต่การปฏิรูปจะเกิดขึ้นเมื่อใด ก็จะไม่มีการเร่งรัด
มองอีกมุมหนึ่งก็เหมือนกับว่า เป็นการ “เปิดทาง” ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐบาล คสช. ได้ยืดเวลาอยู่ต่อไป และการเคลื่อนไหวของมูลนิธิ ก็จะเป็นไปโดยเรียบร้อย ไม่มีการชุมนุมประท้วงใดๆ ทั้งสิ้น
หากไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูปของหน่วยงานที่เกี่ยวอย่างมากก็แค่ส่งตัวแทนไปยื่นหนังสือแสดงความเห็นของตนเอง เห็นได้ว่าเป็นถ้อยทีถ้อยอาศัยจาก “มิตร” โดยแท้ และอาจมองได้ว่า มูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ ทำงานคู่ขนานไปกับรัฐบาล-คสช.-สนช.-สปช. ในการปฏิรูปประเทศเพื่อวางโครงสร้างทางการเมืองในอนาคต และ เป็น “แม่น้ำสายที่ 6” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งองค์กรทางการเมืองที่มีบทบาทไม่น้อยกว่าแม่น้ำ 5 สาย ที่ คสช.ออกแบบขึ้นมาเพื่อปฏิรูปประเทศไทย
และตอนนี้ก็มี “ไพบูลย์ นิติตะวัน” สมาชิก สปช. ที่เตรียมผลักดันให้ สปช. ถามคำถามประกอบในการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ว่า “ให้ปฏิรูปภายใน 2 ปี ก่อนจัดการเลือกตั้งหรือไม่” ซึ่ง “ไพบูลย์” ก็ยอมรับว่า แนวทางของตนนั้น สอดคล้องกับแนวทางของมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ ที่มี “สุเทพ” เป็นประธาน
ส่วนภารกิจสำคัญของมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ อีกอันหนึ่ง ก็คือปกป้องผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนไทย หากเกิดเหตุการณ์ที่ต่างประเทศเกิดความเข้าใจผิดต่อประเทศไทย ทางมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ ก็จะส่งตัวแทนไปทำความเข้าใจเพื่อปกป้องประเทศ และขณะนี้ก็ได้เชิญ “กษิต ภิรมย์” มาเป็นหัวหน้าทีมฝ่ายต่างประเทศ คอยทำหน้าที่ชี้แจง โดยนายกษิต และคณะ พร้อมที่จะไปชี้แจงทั้งในและนอกประเทศ
ภารกิจนี้ ก็เหมือนกับมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ ทำตัวเป็น “รัฐบาลเงา” แต่ไม่ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบจับผิดรัฐบาล อย่างที่พรรคฝ่ายค้านเคยทำ แต่เป็นรัฐบาลเงา ที่คอยช่วยแก้ต่าง คอยค้ำจุน “รัฐบาลจริง” ซึ่งอาจทำให้มีคำถามตามมาถึงบทบาทนี้ของ “มูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ” ว่า “เกินเลย” ไปหรือไม่ ไม่น่าจะเอาเรื่องนี้มาเป็น "ภารกิจ" ของมูลนิธิ เพราะเป็นหน้าที่ของ“รัฐบาล” โดยตรงอยู่แล้ว
และ “มูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ” ยังมีภารกิจ ระดมประชาชนที่มีทัศนคติ -อุดมการณ์ทางการเมือง ที่สอดคล้องกัน ร่วมกันเป็นเจ้าของมูลนิธิ ดังนั้นต้องจับตาดูให้ดีว่า มีนายทหารใหญ่-นักธุรกิจ-นักลงทุน คนไหนควักกระเป๋า บริจาคเงินให้แก่มูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ บ้าง ซึ่งอาจชี้ให้เห็น “นัยทางการเมือง” ได้เป็นอย่างดี รวมทั้งยังสะท้อนพลังต่อรองทางการเมือง และแสดงให้เห็นภาพรวมการเมืองในอนาคตได้
สำหรับ “สุเทพ” กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. มีความสัมพันธ์อันดีกันมาตลอด ตั้งแต่ “สุเทพ” ยังเป็นรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงใน “รัฐบาลอภิสิทธิ์” ได้ร่วมมือกันปฏิบัติภารกิจรับมือการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง อีกทั้งการเคลื่อนไหวของ กปปส.ที่ผ่านมา ที่มี “สุเทพ” เป็นแกนนำล้ม “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” ก็มีส่วนทำให้มี “รัฐบาล คสช.” ในวันนี้
แม้กระทั่งช่วงที่ “สุเทพ” ไปบวชเป็นพระตลอดในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ก็ต้องบอกว่ามีบทบาทเกื้อหนุนการทำงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช. มาอย่างต่อเนื่อง ที่เห็นชัด ก็คือการขอร้องให้ชาวสวนยางภาคใต้ให้โอกาสและเห็นใจรัฐบาลในการแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ ซึ่งก็ได้ผลชะงัด
และคราวนี้ก็ลาสิกขาออกมาในช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์ เริ่มซวนเซ อยู่ในภาวะขาลงแทบทุกเรื่อง จึงปฏิเสธไม่ได้กับการที่ถูกผู้คนมองว่าสาเหตุหนึ่งที่ลาสิกขาออกมาก็เพื่อช่วยพยุงรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม การที่มูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ ภายใต้การนำของ “สุเทพ” ถูกมองว่า เป็นพวกเดียวกันกับรัฐบาลนั้น ใช่ว่าจะมีผลดีต่อรัฐบาลเสมอไป แต่อาจเป็น “ดาบสองคม” ส่งผลกระทบต่อรัฐบาลในอนาคตได้เช่นกัน เพราะเมื่อมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ เคลื่อนไหวได้ ขั้วการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ก็เคลื่อนไหวทางการเมืองได้เช่นกัน
ไม่ต้องดูอะไรมาก หลังจากที่ “สุเทพ” ออกมาแถลงข่าวถึงแนวทางและภารกิจของมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ ต่อสื่อมวลชน ก็มีปฏิกิริยาตามมาจากคนของพรรคเพื่อไทยและ นปช.ทันที
“ภูมิธรรม เวชยชัย” รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ออกมาบอกว่ากรณีนี้เป็นตัวอย่างที่สะท้อนความสับสนของสังคมไทยยุคนี้ี้ ต้องนิยามความเห็นเรื่องการเมืองกันใหม่ว่าเป็นอย่างไร เกี่ยวข้องกับการเมืองแค่ไหนที่จะกระทำไม่ได้ตามเงื่อนไข ข้อบังคับของ คสช. หรือว่า หน้าตาหล่อๆ ดำๆ แบบ กปปส. จะทำอะไรก็ได้ที่แถลงเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ เป็นเรื่องการปฏิรูปไม่ใช่เรื่องการเมือง
“จากนี้เป็นต้นไปทุกฝ่ายคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด คงมีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นอีกมากมายเกินกว่าจะคาดเดาได้”
ขณะที่ “จตุพร พรหมพันธุ์” ประธาน นชป. ชี้ว่า หากการเคลื่อนไหวครั้งนี้เพื่อปกป้องรัฐบาล ไม่แน่ใจว่าจะเป็นผลดีต่อรัฐบาลหรือไม่ การแสดงท่าทีเป็น “เจ้าของ” จึงจะเป็นทุกขลาภต่อรัฐบาล เนื่องจากจะยิ่งทำให้คนเห็นความเป็นมาของรัฐบาลนี้มากขึ้น การพูดที่สนับสนุนให้รัฐบาลอยู่นาน ไม่ได้เป็นผลดีต่อผู้ที่ได้รับเสียงเชียร์
เช่นเดียวกับ จาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย ที่ระบุว่า หวังว่าต่อไปบุคคลอื่นหรือองค์กรอื่น ควรมีสิทธิเสรีภาพในการแถลงข่าวเช่นเดียวกัน
และเมื่อเหลียวมาดู “ปฏิทินทางการเมือง” พบว่า ในเดือนกันยายนนี้ จะมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นหลายเรื่อง
เริ่มจากการที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) พิจารณาว่าจะให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งตาม “ไทม์ไลน์” ก็ตกประมาณวันที่ 5-7 กันยายน หาก สปช.เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ก็จะนำไปสู่การทำประชามติในเดือนมกราคม 2559 หากไม่เห็นชอบต้องตั้ง “กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” มายกร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ การเลือกตั้งอาจถูกลากยาวออกไปอีก
และจะมีการโยกย้ายใหญ่ข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม เป็นการจัดทัพกระชับอำนาจอีกรอบโดยเฉพาะตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ที่ พล.อ. ปรีชา จันทร์โอชา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งเป็นน้องชาย พล.อ. ประยุทธ์ กำลังมาแรง โดยมีคู่แข่งสำคัญ คือ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกอีกคน และตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งแข่งกันระหว่าง พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา
รวมทั้งการปรับคณะรัฐมนตรี ซึ่งจะเกิดขึ้นตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าจะมีการปรับในโอกาสรัฐบาลทำงานมาครบ 1 ปี ตามมาด้วย การแต่งตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ 200 คน ซึ่งถูกมองว่าเป็นมือไม้สำคัญของรัฐบาลในการสืบทอดอำนาจ ซึ่งอาจจุดชนวนการเคลื่อนไหวทางการเมือง
หลายปัจจัยขยับพร้อมกัน “การเมือง” น่าจะร้อนขึ้นมาทันตาเห็น
-------------------
(คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : ดาบสองคม 'สุเทพ' สวมบท 'ค้ำ' รัฐบาล คสช. : โดย...โอภาส บุญล้อม)



