ข่าว

ดันยกระดับเป็นวาระชาติ แก้ปัญหาเด็ก-เยาวชน

ดันยกระดับเป็นวาระชาติ แก้ปัญหาเด็ก-เยาวชน

02 ส.ค. 2558

เรื่องเล่าข่าวดัง : ดันยกระดับเป็นวาระชาติ แก้ปัญหาเด็ก-เยาวชน : โดย...ทีมข่าวอาชญากรรม

 
                      คลิปวิดีโอบันทึกภาพขณะชายวัยกลางคนทำร้ายร่างกายเด็กชายวัยประมาณ 5 ขวบ โดยการใช้เท้าเตะอย่างรุนแรงหลายครั้งติดต่อกัน ระหว่างการสอนหนังสือให้เด็กชายเคราะห์ร้าย และภาพสุดท้ายที่ปรากฏสะเทือนใจผู้พบเห็นยิ่งกว่า เมื่อชายวัยกลางคนรายนี้จับเด็กชายบีบคอลากตัวยกขึ้นสุดแรงจนตัวเด็กลอยขึ้น ก่อนจะโยนลงมากระแทกพื้นหลังจากมีเสียงผู้หญิงตะโกนบอกทำรุนแรงเช่นนี้ลูกตายกันพอดี แต่แทนที่ชายวัยกลางคนผู้นี้จะสำนึกผิดกลับตะโกนบอกด้วยท่าทีที่เกรี้ยวกราด “ก็ให้มันตายไปสิ” สร้างความสลดหดหู่ให้แก่ผู้ที่มีโอกาสพบเห็นเป็นอย่างยิ่ง
 
                      คลิปภาพนี้แพร่กระจายสู่สังคมออนไลน์อย่างรวดเร็ว ไม่เว้นแม้กระทั่งไลน์กลุ่มของผู้สื่อข่าวสายอาชญากรรม ที่ใช้ติดต่อสื่อสารกันระหว่างกลุ่มผู้สื่อข่าวและตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการรายงานข่าวตำรวจในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งหนึ่งในสมาชิกกลุ่มไลน์นี้มี พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมอยู่ด้วย
 
                      สมาชิกกลุ่มไลน์นี้ มีการแสดงความคิดเห็นถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้น มีการร้องขอให้ตำรวจสืบสวนสอบสวนให้ได้โดยเร็วว่าเหตุการณ์รุนแรงนี้เกิดขึ้นในแห่งหนตำบลใด จำนวนไม่น้อยเรียกร้องให้รีบเข้าช่วยเหลือเด็ก เพราะเกรงในความปลอดภัย ซึ่งความเคลื่อนไหวภายในไลน์กลุ่มนี้ไม่แตกต่างจากช่องทางสื่อสารผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กอื่นๆ ที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่แพ้กัน
 
                      หลังเรื่องนี้เผยแพร่อยู่ในโซเชียลมีเดียไม่นาน มีการแจ้งกันในกลุ่มว่า ตำรวจ สภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา สามารถควบคุมตัวชายวัยกลางคนรายนี้ได้แล้ว พร้อมกับการประสานให้เจ้าหน้าที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เข้าช่วยเหลือเด็กแล้ว
 
                      ชายวัยกลางคนที่ลงมือทำร้ายเด็กชายตามปรากฏในคลิปวิดีโอนี้ ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นบิดา ของหนูน้อยที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรง การสอบสวนทราบว่า ชายผู้นี้เป็นบุตรของข้าราชการตำรวจรายหนึ่ง แต่มีปัญหาเรื่องยาเสพติด โดยอ้างว่าเครียดจากการไม่มีงานทำ วันเกิดเหตุสอนการบ้านบุตรชาย แต่บุตรชายไม่สามารถทำได้ จึงโมโหลงมือทำร้าย 
ขณะที่ภรรยาของชายผู้นี้ยืนยันว่าบุตรถูกพ่อทำร้ายเป็นประจำ รวมถึงตัวเธอด้วย แม้จะสงสารบุตรมากเพียงใดก็ไม่กล้าที่จะเข้าช่วยเหลือ เพราะกลัวถูกทำร้ายเหมือนกัน ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นประจำโดยหาทางออกไม่ได้ จึงตัดสินใจถ่ายคลิปวิดีโอไว้นำไปเผยแพร่ในสังคมออนไลน์เพื่อหวังให้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือลูก
 
                      เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เป็นกรณีแรก แต่ระยะหลังมานี้เด็กและเยาวชนไทยตกเป็นเหยื่อความรุนแรงบ่อยครั้ง โดยผู้ลงมือกระทำไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นคนในครอบครัว โดยญาติผู้ใหญ่ ไม่เว้นแม้กระทั่ง พ่อหรือแม่ของตัวเอง
 
                      จากสถิติที่จัดทำไว้โดยศูนย์ช่วยเหลือสังคม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พบว่า เด็กและเยาวชนที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงส่วนใหญ่จะมีอายุอยู่ระหว่าง 9-11 ปี โดยมีสัดส่วนผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยถูกล่วงละเมิดทางเพศมีมากสุด รองลงไปคือถูกทำร้ายทุบตี ซึ่งเด็กที่ตกเป็นเหยื่อส่วนมากอยู่ในครอบครัวที่แตกแยกหย่าร้าง โดยในรอบ 9 เดือนผ่านมามีเด็กและเยาวชนถูกกระทำความรุนแรงมากกว่า 1,100 ราย โดยถูกล่วงละเมิดทางเพศมากสุด 396 ราย รองลงมาคือถูกทอดทิ้ง 383 ราย ถูกทำร้ายร่างกาย 297 ราย และถูกทารุณกรรม 54 ราย
 
                      พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ยอมรับว่า ปัญหาการกระทำความรุนแรงในเด็กมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วง เพราะผู้ที่ถูกกระทำในวัยเด็กจะเกิดการฝังใจ และมีแนวโน้มไม่น้อยที่เมื่อเด็กโตขึ้นจะไปก่อความรุนแรงกับบุตรหลานต่อ
 
                      “เด็กแรกเกิดจนถึง 6 ขวบ เป็นวัยที่การเลี้ยงดูมีความสำคัญมาก เพราะเซลล์สมองจะเติบโตถึงร้อยละ 80 ซึ่งในวัยนี้ต้องได้รับการเลี้ยงดูที่ดี ต้องการความรักความอบอุ่นจากครอบครัว ซึ่งหากเขาได้รับจะทำให้โตมามีความมั่นคงทางอารมณ์ มั่นคงทางจิตใจ และไอคิว อีคิวจะดี มีความเฉลียวฉลาด และโตมาจะปฏิเสธการใช้ความรุนแรงกับผู้อื่น แต่ในทางตรงกันข้ามหากเด็กในวัยนี้ถูกกระทำรุนแรงมีแนวโน้มเป็นไปได้สูงที่เมื่อเขาโตขึ้นก็จะไปใช้ความรุนแรงต่อ ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กำลังเร่งทำความรู้ความเข้าใจกับพ่อแม่ที่มีลูกอยู่ในวัยนี้ให้เลี้ยงดูเด็กอย่างถูกต้อง” พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าว
 
                      ด้าน นายอมรวิชช์ นาครทรรพ ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.ศึกษาธิการ ระบุว่า ปัจจัยที่เป็นต้นเหตุของการใช้ความรุนแรงกับเด็กคือ สภาพครอบครัวที่เปลี่ยนไป จากปัญหาการหย่าร้างสูงขึ้นมาก หลายครอบครัวพ่อหรือแม่ไปแต่งงานใหม่ ซึ่งมีสัดส่วนครอบครัวมากถึง 1 ใน 4 ที่มีปัญหาเช่นนี้
 
                      นายอมรวิชช์ บอกด้วยว่า ปัจจุบันมีพ่อหรือแม่เลี้ยงดูบุตรตามลำพัง ที่เรียกกันว่า พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือแม่เลี้ยงเดี่ยว มากเกือบ 2 ล้านครอบครัว ซึ่งปัญหานี้นำไปสู่ครอบครัวขาดความอบอุ่น และหากไปนับรวมกับครอบครัวแม่วัยรุ่นที่ตั้งท้องก่อนวัยอันควรที่เกิดขึ้นไม่น้อยกว่า 1.3 แสนคนต่อปีแล้ว ยิ่งน่าเป็นห่วง เพราะพ่อหรือแม่ที่อยู่ในวัยอายุน้อยจะยังขาดวุฒิภาวะ ยาเสพติดและการเมาสุรา ยังเป็นอีกปัญหาที่เสี่ยงต่อการก่อความรุนแรงกับเด็ก เพราะหากพ่อแม่รายใดที่มีปัญหาเช่นนี้จะมีความเครียดพร้อมทำร้ายลูกได้ทุกเมื่อ
 
                      “เด็กทุกช่วงวัยมีความเสี่ยงที่จะถูกกระทำความรุนแรง ทางแก้ของปัญหานี้ต้องใช้มาตรการทางกฎหมาย ประชาชนที่พบเห็นความรุนแรงในครอบครัวให้โทรศัพท์แจ้งมาที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ส่วนเด็กเราก็ส่งให้อยู่บ้านพักฉุกเฉิน เราต้องดึงเด็กออกจากความเสี่ยง ส่วนผู้กระทำผิดก็ให้เป็นหน้าที่ของกฎหมายต่อไป” ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.ศึกษาธิการ กล่าว
 
                      สอดคล้องกับ พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ที่บอกว่า กฎหมายที่มีอยู่ไม่สามารถเอาผิดผู้กระทำความรุนแรงกับเด็กและเยาวชนได้เต็มที่ เพราะส่วนมากเป็นเรื่องภายในครอบครัวจึงขาดการแจ้งความ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงร่วมกับ ศาลเด็กและเยาวชน เสนอยกปัญหาเด็กและเยาวชนเป็นวาระแห่งชาติ โดยตั้งเป็นรูปคณะกรรมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ เสนอไปที่สำนักปลัดนายกรัฐมนตรีเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะเห็นว่า ปัญหาในปัจจุบันเด็กและเยาวชนทวีความรุนแรงมากขึ้น ถ้าแก้ที่ปลายเหตุอย่างเดียวไม่น่าจะสำเร็จ 
 
                      พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวว่า การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนจะทำให้เยาวชนของชาติเป็นความหวังของประเทศ ต้องทำตั้งแต่เด็กเล็ก ต้องแบ่งการปฏิบัติการเป็น 3 ระยะ โดยระยะแรกคือระยะปัจจุบัน ต้องหยุดยั้งปัญหาที่เกิดขึ้น ระยะกลาง คือต้องป้องกันเด็กโต ในวัย 10-18 ปี เข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรม และระยะยาวต้องปลูกฝังสิ่งดีๆ ให้แก่เด็กตั้งแต่เล็กๆ
 
                      ส่วนแนวทางปฏิบัติ ต้องยกปัญหานี้ให้เป็นวาระแห่งชาติ โครงสร้างใหญ่บริหารงานโดยคณะกรรมการที่มีนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเป็นรูปคณะกรรมการ ส่วนโครงสร้างกรรมการเล็ก เราจะเรียกชื่อคณะกรรมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ในจังหวัดต่างๆ จะมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และมีตัวแทนหน่วยงานราชการในพื้นที่ เช่น รองผู้บังคับการในจังหวัด และหัวหน้าศาล เป็นคณะกรรมการประจำจังหวัด
 
                      ในส่วนของนโยบายหลักคือให้อนุกรรมการ 4-5 ชุด ชุดแรกคือให้ชุดการศึกษาที่แก้ไขปัญหาระยะยาว มีกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตัวแทนเอ็นจีโอ ตัวแทนชุมชนต่างๆ มาช่วยกันคิดว่า จะพัฒนาเด็กอย่างไรในอนาคตให้เด็กเป็นเด็กที่ดี ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจะต้องไปพัฒนาการเด็กก่อนตั้งแต่อายุ 5 ขวบ หรือตั้งแต่ ป.1
 
                      ส่วนระยะกลางคือ เป็นกลุ่มเด็กที่กระทำความผิดอยู่ เด็กกลุ่มนี้เป็นเด็กกลุ่มเสี่ยงที่อาจจะเกิดปัญหาในอนาคต เช่น เด็กที่ถูกพ่อแม่ทิ้ง เด็กกำพร้า เด็กขาดความอบอุ่น เด็กที่อยู่กับเพื่อน เด็กแว้นที่พ่อแม่ควบคุมไม่ได้ ซึ่งเด็กกลุ่มนี้ต้องดูแลให้หมด โดยให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นแกนหลัก ดูว่าจะอบรมเด็กกลุ่มนี้ยังไง ซึ่งในระยะกลางนี้หน้าที่หลักคือ ต้องป้องกันเด็กที่โตแล้วไม่ให้มากระทำผิด ต้องไม่ให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
 
                      ส่วนระยะเฉพาะหน้าที่กำลังทำอยู่นี้คือ เอาเด็กที่ทำผิดมาอบรมสัมมนา มาจัดระเบียบ อาจจะต้องมีการเปิดโรงเรียนสอน โดยมีเอกชนมาเข้าร่วม นำเด็กเหล่านี้ไปอบรม อย่างเช่น เด็กแว้นจะอบรมอย่างไร เด็กที่อยู่ในวัยเรียนจะอบรมอย่างไร รวมไปถึงเด็กที่ไม่ได้อยู่ในวัยเรียน หรือไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษาจะอบรมอย่างไร
 
                      ใน 3 ระยะนี้ถ้าไม่ตั้งเป็นวาระแห่งชาติ เด็กและเยาวชนจะเกิดปัญหาขึ้นเป็นจำนวนมาก ปัญหาหลักไม่ใช่เด็กแว้น แต่เป็นปัญหาเรื่องยาเสพติด ปัญหาการใช้ความรุนแรง ปัญหาการใช้เด็กประพฤติผิดทางเพศ ทั้งหมดเป็นปรากฏการณ์ของเด็กที่ไม่ได้รับการอบรมที่ดี ซึ่งต้องวางระบบแบบเป็นระยะยาวให้เป็นรากฐานของประเทศ
 
                      การผลักดันให้การแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลแก้ปัญหาเรื่องนี้เป็นเฉพาะ อาจเป็นแสงสว่างตรงปลายอุโมงค์ ให้เด็กและเยาวชนไทยกลายเป็นอนาคตที่ดีของชาติในวันหน้าก็อาจเป็นได้
 
 
 
 
------------------
 
(เรื่องเล่าข่าวดัง : ดันยกระดับเป็นวาระชาติ แก้ปัญหาเด็ก-เยาวชน : โดย...ทีมข่าวอาชญากรรม)