ข่าว

'เพ ลา เพลิน'ศูนย์การเรียนรู้เชิงเกษตรของเด็กอีสาน

'เพ ลา เพลิน'ศูนย์การเรียนรู้เชิงเกษตรของเด็กอีสาน

31 ก.ค. 2558

'เพ ลา เพลิน'ศูนย์การเรียนรู้เชิงเกษตรของเด็กอีสาน : คมคิดธุรกิจนิวเจน

             การเรียนรู้นอกห้องเรียน ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบ Field Trip หรือ Camp หรือการทัศนศึกษาในรูปแบบอื่นๆ  ถือได้ว่า เป็นหัวใจหลักของการพัฒนาผู้เรียนรู้แบบยั่งยืน เพราะประสบการณ์ที่เรียนรู้โดยตรง จะเป็นการกระตุ้นให้เด็กศึกษาเรียนรู้ ค้นคว้าด้วยตัวเด็กเอง อีกทั้งช่วยเสริมสร้างจินตนาการให้เด็ก สร้างเด็กให้เป็นผู้ที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และกล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ และนำไปสู่การเป็นผู้นำที่ดี เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาสังคม และประเทศชาติในอนาคต

             "เอ๋" พรทิพย์ อัษฎาธร กรรมการผู้อำนวยการ เพ ลา เพลิน บูติค รีสอร์ท และอุทยานไม้ดอก เลือกที่จะกลับมาพัฒนา จ.บุรีรัมย์ บ้านเกิด ให้เป็นแลนด์มาร์คสำคัญ เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านการเกษตร เพื่อเด็กอีสาน และคนในชุมชน ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

             "เอ๋" พรทิพย์ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะมนุษยศาสตร์ ด้านภาษาอังกฤษ และปริญญาโท ด้านการตลาด จากออสเตรเลีย เป็นคน อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ โดยกำเนิด ครอบครัวทำธุรกิจด้านรับซื้อผลผลิตทางการเกษตร เช่น ข้าวเปลือก มันสำปะหลัง ฯลฯ เพื่อส่งต่อไปขายยัง จ.นครราชสีมา เมื่อ 8 ปีก่อน อยากกลับมาพัฒนาบ้านเกิด ได้จัดทำโครงการ “School Project” สอนภาษาอังกฤษในรูปแบบ Conversation และสอนหลักสูตร 2 ภาษา ให้แก่โรงเรียนหลายแห่งใน จ.บุรีรัมย์ ขอนแก่น สุรินทร์ ศรีสะเกษ นครราชสีมา ฯลฯ มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการ 40 แห่งทั่วประเทศ ด้วยพื้นฐานความชอบเรื่องการพัฒนาการศึกษา และทำมาตลอด 18 ปี จึงเริ่มทำโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงแหล่งเรียนรู้เพื่อเด็กและเยาวชน เน้นรูปแบบ “ห้องเรียนกว้าง” เพื่อให้เป็นแหล่งสืบค้นและเรียนรู้อย่างยั่งยืน ควบคู่ความสนุกสนาน แห่งเดียวในภาคอีสานคือ  "เพ ลา เพลิน บูติค รีสอร์ท และอุทยานไม้ดอก" ในพื้นที่กว่า 250 ไร่ ตั้งอยู่เลขที่ 252 หมู่ 7 อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ ห่างจาก อ.เมือง ประมาณ 32 กิโลเมตร โดย พรทิพย์ รับหน้าที่ กรรมการผู้อำนวยการ

             พรทิพย์ ทำงานด้านการศึกษา และฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานานกว่า 18 ปี ทำให้มีความสนใจด้านการศึกษาเป็นพิเศษ จนกระทั่งเมื่อประมาณ 8 ปีที่ผ่านมา เธอได้ขยายโครงการ School Project ไปในจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีรูปแบบการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร และหลักสูตรในรูปแบบสองภาษา (English Program-EP) มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการมากกว่า 40 โรงเรียน และพบว่า โรงเรียนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีแหล่งเรียนรู้นอกสถานที่ไม่เพียงพอ

             "แรกเริ่ม มีแนวความคิดอยากทำศูนย์การเรียนรู้นอกห้องเรียน ให้แก่เด็กในภาคอีสานที่ยังขาดโอกาส ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ และงบประมาณ อย่างเช่น ถ้าจะพาเด็กๆ ไปศึกษาพันธุ์ไม้ดอก ก็ต้องพาไปเชียงใหม่ หรือเชียงราย ใช้งบประมาณจำนวนมาก ทั้งค่ารถ ค่ากิน ค่าที่พัก ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เด็กอีสานจึงมีความรู้ความเข้าใจแค่ในตำรา หรืออินเทอร์เน็ต ไม่มีโอกาสที่จะได้เห็นของจริง หรือสัมผัสบรรยากาศจริง เอ๋จึงตัดสินใจสร้างศูนย์การเรียนรู้ เพ ลา เพลิน ในพื้นที่บ้านเกิดของเอ๋ คือ จ.บุรีรัมย์ เพราะเอ๋อยากพัฒนาบ้านเกิด ให้โอกาสแก่เด็กๆ ในบุรีรัมย์ได้มีโอกาสเหมือนเด็กๆ ในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ๆ อยากให้เด็กๆ มีโอกาส และมีความสุข จึงตั้งใจพัฒนาแหล่งเรียนรู้เชิงเกษตรนี้ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนแบบก่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด" พรทิพย์ เล่า

             เพ ลา เพลิน ถือเป็น แลนด์มาร์คแห่งใหม่ที่สำคัญของ จ.บุรีรัมย์ ชัดเจนในเรื่องการเป็นแหล่งการเรียนรู้เชิงเกษตรให้แก่เด็กๆ และชาวบ้านในพื้นที่ สิ่งแรกที่คิดอยู่เสมอว่า จะพัฒนาพื้นที่ ควบคู่ไปกับคุณภาพชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่ ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่เปิดมา เพ ลา เพลิน จัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงเกษตรให้แก่ชาวบ้าน ในเรื่องการเพาะพันธุ์ วิธีการปลูกกระเจียว เป็นโครงการที่ทำให้แก่เด็กๆ นักเรียนในพื้นที่มีรายได้จากการปลูกกระเจียว แล้วนำผลผลิตกลับมาขายให้รีสอร์ท ในชื่อโครงการ “กระเจียวเพื่อน้อง” ที่จะเริ่มในปี 2559 โดยจะนำหัวกระเจียวแจกจ่ายให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ นำไปปลูกและส่งเสริมให้เป็นหลักสูตรการเรียนการสอนในภาควิชาการเกษตร โดยทางรีสอร์ทมีนักวิชาการเกษตรลงพื้นที่สอนวิธีการปลูกให้ และติดตามการปลูกด้วย เมื่อกระเจียวโต และได้ผลผลิตตามที่ต้องการ โรงเรียนก็สามารถนำมาขายคืนให้แก่รีสอร์ท เพื่อนำเงินรายได้ไปเป็นทุนอาหารกลางวันให้แก่เด็กๆ ต่อไป

             "การปลูกกระเจียวในพื้นที่ภาคอีสานที่มีอากาศค่อนข้างร้อน สามารถปลูกได้ และได้ผลผลิตไม่ยาก เอ๋จึงเริ่มโครงการนี้ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ และเป็นการสร้างรายได้ด้วย ในอนาคต จะได้เห็น เพ ลา เพลิน เป็นศูนย์การเรียนรู้เชิงเกษตรแบบครบวงจร ขณะนี้ได้นำเรื่องราวของด้านการเกษตรมาถ่ายทอด และเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจเข้ามาเรียนรู้ เพื่อนำไปสร้างประโยชน์ให้มากที่สุด รวมทั้งเด็กๆ นักเรียน และชาวบ้านในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังจัดทำโครงการและกิจกรรมต่างๆ  เพื่อเป็นการแนะแนวความรู้ และลงมือปฏิบัติจริง เพื่อสร้างรายได้ให้ครอบครัวต่อไป ความตั้งใจหลักคือ การให้อาชีพแก่คนในชุมชน โดยเราเป็นตัวกลางในการให้ความรู้ และเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ให้ชุมชนต่อไป เพราะเอ๋เชื่อว่า การให้อาชีพและสร้างรายได้ คือการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่คนในชุมชน"

             พรทิพย์ บอกด้วยว่า การทำธุรกิจนี้ มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจน ที่ต้องการจะสร้างที่นี่ให้เป็นแลนด์มาร์คสำคัญ และเป็นศูนย์การเรียนรู้แบบยั่งยืน เพราะฉะนั้นการดำเนินธุรกิจของเรา จึงไม่ได้เน้นเรื่องรายได้เหมือนธุรกิจอื่น ช่วงนี้เติบโตในระดับที่น่าพอใจ หลายคนถามถึงเรื่องคุ้มทุน เพราะเห็นว่ามีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวจำนวนมาก ถ้ามองถึงเรื่องผลกำไร อาจจะต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะคุ้มทุน แต่สิ่งที่ได้จากที่นี่ คือ เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านเกษตรแห่งใหม่ของภาคอีสาน เป็นแลนด์มาร์คสำคัญของบุรีรัมย์ ทำให้เด็กอีสานได้เห็นอะไรใหม่ๆ ที่แตกต่างโดยไม่ต้องเดินทางไปไกลๆ

             "เอ๋มีแนวความคิดอยากทำธุรกิจเชิงซีเอสอาร์ให้ประโยชน์แก่คน ชุมชน และสังคม เอ๋อยากทำประโยชน์ให้แก่เด็กๆ และชาวบ้านในพื้นที่ ทำโครงการและกิจกรรมในแต่ละเทศกาล ในรูปแบบต่างๆ ให้เด็กๆ เข้ามาเรียนรู้การเพาะพันธุ์ การตัดต่อเนื้อเยื้อโครงสร้างพืช โดยมีเกษตรกรในพื้นที่เป็นผู้ให้คำแนะนำ อาจใส่ความสนุกสนานเพื่อให้การเรียนรู้น่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะการปลูกกระเจียว เราจัดเวิร์กช็อปให้เด็กได้เรียนรู้ การริเริ่มโครงการ “กระเจียวเพื่อน้อง” ในปีหน้า ต่อยอดให้เด็กๆ มีความรู้ และสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว และไปสนับสนุนอาหารกลางวันเด็กๆ ต่อไป ซึ่งขณะนี้ได้รับการตอบรับเข้าร่วมโครงการจากโรงเรียนที่สนใจแล้ว คิดว่า โครงการนี้จะทำให้ชุมชน และเด็กๆ ในพื้นที่ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น"

             เป็นเวลา เกือบ 2 ปี แล้วที่ เพ ลา เพลิน เปิดให้บริการนักท่องเที่ยว จากความตั้งใจแรกที่จะให้เป็นเพียงศูนย์การเรียนรู้สำหรับเด็กๆ ให้ได้ชื่นชมในเรื่องของพันธุ์ไม้ดอกนานาชนิด ก็พัฒนาสู่รูปแบบแอดเวนเจอร์ แคมป์ สร้างฐานกิจกรรมหลายรูปแบบไว้ให้เด็กๆ แต่เพราะกระแสจากนักท่องเที่ยวแวะมาอย่างมากมาย โดยเฉพาะช่วงวันหยุดและเทศกาล จึงตัดสินใจเพิ่มบริการที่พักเป็น บูติคโฮเทล ร้านอาหาร ร้านกาแฟ จนมาถึงปัจจุบันนี้

             อนาคต เพ ลา เพลิน จะขยายเฟสโรงแรม ในรูปแบบกลาสเฮ้าส์ อีก 50 ห้อง เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้น และในช่วงปลายปี วันที่ 26 ธันวาคม 2558 จะจัดงานครั้งใหญ่ที่สุด "งาน Flora Carnival 2015@Play la Ploen" ชมขบวนพาเหรดที่ตกแต่งด้วยดอกไม้อย่างสวยงาม พร้อม แสง สี เสียง เต็มรูปแบบ พร้อมการแสดงอีกมากมาย ซึ่งจะเป็นการทำโชว์ครั้งแรก ครั้งเดียว ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ เพ ลา เพลิน ส่งท้ายปีนี้ 

เพ ลา เพลิน บูติค รีสอร์ท และอุทยานไม้ดอก แบ่งเป็น 3 ส่วน

             ส่วนที่ 1 เพ ลา เพลิน บูติค รีสอร์ท แอนด์ แอดเวนเจอร์ แคมป์ เป็นสถานที่ “พัฒนาผู้เรียนนอกห้องเรียน” สำหรับ เยาวชนนักเรียนและบุคคลทั่วไปเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และทักษะให้กว้างไกล อีกทั้งเติมเต็มความรู้ด้านประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมโบราณ โดยจัดเป็นโซนสำคัญ 2 โซน คือ โซนกาลครั้งหนึ่งแกลเลอรี่ (Once Upon A Time Gallery) ภายในแกลเลอรี่ประกอบด้วย นิทรรศการที่แสดงถึง “วิถีชีวิต วิถีไทย” เพื่อให้ผู้ชมได้ทราบถึงวิวัฒนาการทางวัฒนธรรม ประเพณี ความคิด การใช้ชีวิตของคนรุ่นเก่าในอดีต และ โซนกิจกรรมผจญภัย (Adventure Activities) โดยจำลองฐานกิจกรรมผจญภัยจากสิ่งมหัศจรรย์และสิ่งที่มีชื่อเสียงของโลก เช่น กำแพงเมืองจีน หอเอนปิซ่า สะพานทาวเวอร์บริดจ์ หอไอเฟล ทั้งเพิ่มพูนความรู้ด้านประวัติศาสตร์ และทำกิจกรรมผจญภัยสนุกสนาน ประการสำคัญ เพื่อให้เด็กๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ขาดแหล่งเรียนรู้ และขาดโอกาส ได้มีสถานที่ฝึกทักษะ ฝึกความอดทน พัฒนาการทำงานเป็นทีม สร้างความเป็นผู้นำ การแก้ปัญหาและตัดสินใจ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ฯลฯ ด้วย และนักเรียนที่จะก้าวสู่ประชาคมอาเซียนในอนาคตอันใกล้ด้วย

             ส่วนที่ 2 อุทยานไม้ดอก เพ ลา เพลิน เป็นอุทยานไม้ดอกแห่งแรกและแห่งเดียวในดินแดนอีสานใต้ และ 6 อาคารโรงเรือนในรูปแบบเอกลักษณ์อีสานใต้ ที่ถือเป็นแห่งแรกในประเทศไทย อุทยานไม้ดอก เพ ลา เพลิน เกิดจากความตั้งใจและความฝันอันยิ่งใหญ่ของเธอ เพื่อจุดประกาย และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เด็กๆ ในภาคอีสาน ให้เด็กรู้จักดอกทิวลิป จากประเทศฮอลแลนด์ ที่มีมากกว่า 1 แสนต้น รวมทั้งต้นไม้ต่างๆ อีกนับหมื่นนับแสนต้น ยิ่งใหญ่สวยงามมาก

             ส่วนที่ 3 ศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตร และปศุสัตว์ฟาร์ม

             นอกจากโครงการอุทยานไม้ดอกแล้ว จะมีโครงการ “กระเจียวคืนถิ่น” ซึ่งเป็นพืชพื้นถิ่นเดิมของอีสานใต้ เป็นแหล่งเรียนรู้ให้แก่เกษตรกรเพื่อเป็นอาชีพเสริมและเกษตรทางเลือก รวมทั้งเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้พืชพื้นถิ่นของอีสานใต้ ซึ่งสามารถส่งออกและนำรายได้เข้าประเทศกว่าปีละ 200 ล้านบาท รวมทั้งเป็นแหล่งรวบรวมสายพันธุ์ กระเจียว ปทุมมา และปทุมรัตน์ มากกว่า 40 สายพันธุ์ เพื่อเป็นแหล่งศึกษาให้แก่เด็กๆ ต่อไป

             ส่วนช่วงปลายปีของทุกๆ ปี ตั้งแต่ 5 ธันวาคม เป็นต้นไป เพ ลา เพลิน จะเริ่มเปิดส่วนท่องเที่ยวเชิงเกษตร ให้นักท่องเที่ยวเก็บ "สตรอเบอร์รี่ออแกนิกลอยฟ้า" พันธุ์พระราชทานหวาน 80 นับเป็นความตั้งใจของนักวิชาการประจำโครงการ ที่ต้องการตอบแทนนักท่องเที่ยวทุกคนที่แวะเข้ามาเยี่ยม เพ ลา เพลิน