
ฝันร้ายของ "คุณชายสุขุมพันธุ์"
กลายเป็นเรื่องที่สังคมจะต้องกลับมาจับตามองอีกครั้ง หลังจากที่ "ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร" ผู้ว่าฯ กทม. จากค่ายประชาธิปัตย์ เตรียมบินเดี่ยวข้ามประเทศไปเจรจาต่อรองกับ "บริษัท เจเนอรัล ไดนามิกส์" (สหรัฐอเมริกา) ในฐานะบริษัทแม่ของ สไตเออร์ เดมเลอร์ พุค สเปเช
ทั้งที่ก่อนหน้านี้เรื่องราวรถดับเพลิงฉาวได้เงียบซาลงไป หลังจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้สรุปสั่งฟ้องผู้ที่เกี่ยวข้องแบบยกพวงเป็นที่เรียบร้อย ขณะเดียวกันยังได้ชี้ถึงสัญญาจัดซื้อรถดับเพลิง "เป็นโมฆะ" กทม.สามารถฟ้องเลิกสัญญาได้
ซึ่งเป็นช่วงใกล้เคียงกับที่ "คุณชายสุขุมพันธุ์" เข้ามารับช่วงต่อเพื่อดับฝันร้ายนี้
แต่ปรากฏว่าเรื่องราวของ "ค่าโง่รถดับเพลิง" ดูจะยังไม่จบลงง่ายๆ เหตุเพราะฟากฝั่ง "อัยการสูงสุด" ในฐานะทนายของแผ่นดิน ปฏิเสธที่จะยื่นฟ้องให้ กทม. โดยอ้างก่อนจะฟ้องร้องคู่สัญญาจะต้องเจรจาระหว่างผู้แทนแต่ละฝ่าย หากเจรจาไม่เป็นผลจะต้องหาข้อยุติโดยการส่งเรื่องไปยังหอการค้านานาชาติ กรุงปารีส ฝรั่งเศส เพื่อแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการ เพื่อพิจารณาชี้ขาดข้อพิพาท
นับว่าความเห็นของทั้ง ป.ป.ช. และ อสส.เห็นต่าง กันอย่างสิ้นเชิง ทำให้ต้องตั้งคณะทำงานร่วม 2 ฝ่าย เพื่อหาข้อสรุปเรื่องความสมบูรณ์ของสัญญา จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่สรุปชี้ชัดออกมา
ขณะที่จะครบกำหนดที่ กทม.ต้องจ่ายค่างวดรถดับเพลิงงวดที่ 6 เป็นเงินกว่า 800 ล้านบาท ในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งเงินที่จ่ายไปล้วนเป็นเงินภาษีของคนกรุงทั้งสิ้น ประเด็นข้อกฎหมายเห็นต่างกันระหว่าง ป.ป.ช.และ อสส.ไม่น่าจะเกิดขึ้น ทำให้ผู้บริหาร กทม.ไม่กล้าตัดสินใจ
กระทั่งล่าสุด "คุณชายสุขุมพันธุ์" เข้าพูดคุยกับคณะกรรมการ ป.ป.ช.โดยได้รับคำยืนยันว่าสัญญาการซื้อขายระหว่าง กทม.กับบริษัทเป็นโมฆะ เพราะการจัดซื้อในระดับรัฐบาลไม่สมบูรณ์ ไม่ได้เป็นการทำการค้าระหว่างรัฐต่อรัฐที่จะมีผลผูกพันต่อสัญญาจัดซื้อ เป็นเพียงเอโอยูบันทึกการลงนามความเข้าใจเท่านั้น เพราะผู้ลงนามคือ "โภคิน พลกุล" รมว.มหาดไทย สมัยนั้น ไม่ใช่นายกรัฐมนตรี หรือ รมว.ต่างประเทศ กทม.จึงต้องยื่นฟ้องศาลยกเลิกสัญญา
แม้ กทม.จะหาหลังพิงเพื่อฟ้องยกเลิกสัญญาได้จาก ป.ป.ช.แล้ว ก็ยังต้องการความแน่ใจจาก อสส.อีกครั้งว่าจะเป็นทนายความให้หรือไม่ เรื่องนี้ "ผู้ว่าฯ สุขุมพันธุ์" ยืนยันว่าหากอัยการปฏิเสธอีกครั้ง กทม.จะจ้างทนายฟ้องศาลเพื่อเลิกสัญญาเอง !
แต่ในช่วงที่ยังไม่ถึงขั้นฟ้องร้อง "คุณชายสุขุมพันธุ์" จึงมีแนวทางในการไปเจรจาฉันมิตรกับบริษัทคู่สัญญาก่อน
จึงน่าจับตาการบินลัดฟ้าไปอเมริกาของ "สุขุมพันธุ์" ครั้งนี้ด้วยความที่เป็นนักเจรจาต่อรองขั้นเทพ จึงมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเจรจาประนีประนอม นำรถดับเพลิงที่จอดตากแดดตากฝน สภาพไม่ต่างอะไรกับเศษเหล็กมาใช้โดยมีเงื่อนไขที่ไม่ผูกพันกับคดีความ
สิ่งนี้สอดคล้องกับความเห็นของ "ถาวร เสนเนียม" รมช.มหาดไทย ที่เคยเสนอควรรับรถและเรือดับเพลิงมาใช้ แล้วค่อยขอสงวนสิทธิ์ในการต่อสู้เรื่องข้อกฎหมายในภายหลัง
ที่สำคัญ ประชาธิปัตย์ ยังเห็นว่าจะช่วยให้ทั้ง "หล่อเล็ก" อภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯ กทม. และ "คุณชายสุขุมพันธุ์" ไม่ต้องติดร่างแหไปกับคดีนี้ด้วย
เพราะหากไม่รับรถมาใช้เท่ากับขัดต่อระเบียบพัสดุ กทม.เนื่องจากได้ชำระเงินค่างวดไป 5 งวด เป็นเงินเกือบ 4,000 ล้านบาทแล้ว ดังนั้นจึงควรตรวจรับสินค้า เพื่อไม่ให้หน่วยงานราชการ กทม.เสียหาย
ขณะที่การไม่ตรวจรับรถต่างหากถือว่าทำให้ กทม.เสียหาย และหากตรวจรับและพิสูจน์ได้ว่าสินค้าไม่ตรงตามสเปก กทม.ไม่รับสินค้าก็ไม่เสียหายอะไร แต่หาก กทม.ไม่รับของก็ควรคืนของและเรียกเงินงบประมาณแผ่นดินที่จ่ายไปคืนมาทั้งหมด
ประเด็นปัญหาที่ว่านี้ ไม่พ้นที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะติดใจสงสัยเช่นกัน จึงได้แต่งตั้ง "คณะอนุกรรมการไต่สวน ป.ป.ช." เพื่อสอบสวนเพิ่มเติมในประเด็นการตรวจรับรถเพิ่มเติม เพื่อดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง
นอกจากจะทำให้ กทม.เสียหายแล้ว การไม่รับรถยังทำให้มีปัญหาโยงใยตามมาอีก คือ กทม.ถูกเอกชนฟ้องเรียกค่าหน้าท่าหากไม่นำรถออกมาจากท่าเรือแหลมฉบัง จำนวน 177 ล้านบาทอีกคดีหนึ่งด้วย
ซึ่ง กทม.ต้องรับผิดชอบ โดยเฉพาะ "อภิรักษ์" ที่เป็นผู้ออกคำสั่งไม่ตรวจรับรถ รวมถึง "คุณชายสุขุมพันธุ์" ด้วย
ดังนั้นจึงน่าติดตามเป็นอย่างยิ่งว่า "อภิรักษ์" จะโดนเพิ่มอีกคดีหรือไม่ หลังจากที่ถูกสั่งฟ้องไปแล้ว และ "คุณชายสุขุมพันธุ์" จะโดนหางเลขไปกับเรื่องนี้หรือไม่ และสุดท้ายที่น่าสนใจไม่แพ้กัน "สุขุมพันธุ์" จะกล้ารับเศษเหล็กรถดับเพลิงมาใช้หรือไม่
และค่าโง่รถดับเพลิงใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ?..
จีรวรรณ ประสมทรัพย์



