
ฟื้นตัวแน่ ถ้า....
วันเสาร์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสไปที่ลานข้างห้างสรรพสินค้า ฮาเบอร์มอลล์ แหลมฉบัง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อไปร่วมงานมหกรรมสู้วิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งผู้จำหน่ายรถยนต์อีซูซุจัดขึ้น ในรูปแบบของตลาดนัดสินค้าราคาถูก มีสินค้าทุกชนิดทั้งเสื้อผ้าเครื่องใช้ไม้สอยไปจนถึงไข่ไก่สด
ในช่วงเย็นผมมีโอกาสเดินเข้าไปที่เต็นท์ ซึ่งฝ่ายขายของผู้แทนจำหน่ายรถยนต์อีซูซุในเขตจังหวัดชลบุรีใช้เป็นที่ทำการ สอบถามได้ความว่าสามารถขายรถอีซูซุ ทุกชนิดทุกรุ่นรวมกันได้เป็นจำนวน 148 คัน และเชื่อว่ากว่าจะปิดการจำหน่ายยอดต้องเกิน 150 คันแน่นอน
ยอดขายจำนวน 150 คันในหนึ่งวันไม่ใช่สิ่งที่ผมสนใจมากนัก เพราะผมเคยไปร่วมงานในลักษณะนี้ที่ขอนแก่น วันเดียวผู้แทนจำหน่ายเดียวคือ โค้วยู่ฮะ ขอนแก่น ทำยอดจำหน่ายไปได้ถึงกว่า 180 คัน และยังเอารถใช้แล้วออกมาประมูลขายไปได้อีก 80 กว่าคัน ซึ่งจังหวัดอื่นๆ ก็มีตัวเลขไม่น้อยหน้าไปกว่าที่แหลมฉบัง
แต่สิ่งที่ผมได้รับทราบข้อมูลจากผู้แทนจำหน่ายทั้งหลายก็คือ ผู้ที่เข้ามาซื้อรถยนต์กระบะอีซูซุในช่วงนี้ เป็นผู้ที่ทำงานในโรงงานตามนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ในย่านนั้น และมีรายได้เป็นเงินเดือนเสียเป็นส่วนใหญ่ แทนที่จะเป็นผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัวหรือเกษตรกร
เหตุผลที่รู้ว่าเป็นกลุ่มคนกินเงินเดือนก็เพราะผมสอบถามถึงรายละเอียดของผู้ซื้อรถจึงทราบว่า ที่อยู่อาศัยตามหลักฐานทะเบียนบ้านอยู่นอกพื้นที่จ.ชลบุรี ส่วนใหญ่อยู่ทางแถบภาคอีสานและเหนือ ส่วนสถานที่ติดต่อหรือสถานที่ทำงานที่กรอกเอาไว้ ก็คือโรงงานและบริษัทต่างๆ ในย่านนั้น ซึ่งมีทั้งอุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ และอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกมากมาย
ผมใช้โอกาสเข้าไปสอบถามกับผู้ที่ซื้อรถโดยตรงจึงทราบว่า เป็นคนที่ทำงานในโรงงาน ซึ่งได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกเช่นกัน แต่ในระยะแรกทางโรงงานได้มีการคัดให้ผู้ทำงานออกไปบ้างบางส่วน หรือเพื่อร่วมงานบางคนก็เข้าโครงการสมัครใจลาออกก่อนวัย ทำให้เหลือจำนวนพนักงานไม่มากนัก
พอปัจจุบันเริ่มมีคำสั่งซื้อเข้ามาจากลูกค้าเพิ่มมากขึ้น แม้จะยังไม่เท่ากับในช่วงที่เศรษฐกิจเป็นไปตามปกติ แต่ก็ทำให้มีงานทำมากขึ้น นายจ้างก็ยังไม่อยากจะเรียกแรงงานที่ออกไปให้กลับมาทำงาน เพราะไม่รู้ว่าจะมีคำสั่งซื้อต่อเนื่องอีกนานเท่าใด เนื่องจากยังเป็นคำสั่งซื้อระยะสั้นๆ เป็นช่วงๆ
ดังนั้น แรงงานที่มีอยู่จึงมีโอกาสได้ทำงานล่วงเวลา แทนเพื่อนแรงงานที่ออกไปประกอบอาชีพอื่น ทำให้มีรายได้มากขึ้นพอที่จะนำมาใช้จ่าย ซื้อของที่ตนเองต้องการหรือคิดว่าจำเป็นต่อตนเอง
ผู้บริโภคที่เริ่มหันมาใช้เงินจับจ่ายดังที่เล่ามานี้ เกิดมากขึ้นแทบทุกภาคของประเทศในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เป็นสิ่งบอกเหตุว่าภาวะเศรษฐกิจตกต่ำของไทยกำลังคลี่คลายไปในทิศทางที่ดี แต่ถ้าบรรดานักการเมืองทั้งนอกและในสภาทั้งหลาย ยังกระทำการเผาบ้านเผาเมืองตัวเอง เพื่อเอาชนะคะคานกันอย่างไร้เหตุผล และรัฐบาลไม่ทำกฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์ ทิศทางขาขึ้นก็เป็นเพียงแค่ภาพลวงตามายาฝันสั้นๆ เท่านั้นเองครับ
พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ



