ข่าว

ความเห็นแย้งปฏิรูปสื่อ

ความเห็นแย้งปฏิรูปสื่อ

30 ก.ค. 2558

ความเห็นแย้งปฏิรูปสื่อ : 'จอกอ'จักร์กฤษ เพิ่มพูล

              เรื่องของ “สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” ยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันไปอีกระยะหนึ่ง เนื่องเพราะพื้นฐานความคิดและประสบการณ์ที่แตกต่างกันของคนที่มีส่วนร่างกฎหมาย นักกฎหมายไม่รู้เรื่องสื่อ สื่อไม่รู้เรื่องกฎหมาย นักวิชาการสื่อไม่เข้าใจบริบทของการก่อเกิดองค์กรวิชาชีพสื่อ

              กว่าจะได้คำตอบคงต้องรอดูอีก 5 ปี 10 ปี
 
              ในฐานะที่มีบทบาทอยู่ในทั้งสองฝั่ง คือ บทบาทหนึ่งในกระบวนการร่างกฎหมายฉบับนี้ และบทบาทของคนข่าวที่ต้องอยู่ภายใต้ร่มเงาของสภาร่มใหญ่ที่จะเกิดขึ้น คงสรุปเป็นความคิดรวบยอดไม่ได้ทั้งหมดว่าองค์กรสื่อใหม่นี้ คือความเลวร้าย หรือความสำเร็จในการคิดอ่านกลไกขึ้นมาจัดการสื่อได้ชนิดเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

              หากดีหรือร้าย จะต้องวิเคราะห์ วิจารณ์กันด้วยเหตุและผล ด้วยใจที่เปิดกว้าง รู้จริง และไม่ตกตื่นจนเกินเหตุในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น

              เท่าที่สืบค้น วิธีการกำกับดูแลสื่อทั้งในกลุ่มประเทศอาเซียน และในฟากประเทศตะวันตก ยังไม่พบประเทศไหนในโลกให้อำนาจองค์กรวิชาชีพสื่อใช้กฎหมายโดยตรงในการควบคุม บังคับสื่อ

              โดยเฉพาะในเรื่องจริยธรรม ผมยืนยันเป็นพันครั้งแล้วว่า เรื่องของจริยธรรมไม่สามารถใช้กฎหมายจัดการได้ ยกเว้นเรื่องผิดจริยธรรมขั้นรุนแรงที่มักจะมีเกี่ยวพันกับประเด็นข้อกฎหมาย เช่นความผิดตามกฎหมายคุ้มครองเด็ก ความผิดตามกฎหมายการกระทำความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งต้องแยกพิจารณาเป็นอีกกรณีหนึ่ง

              ในอาเซียน สภาการหนังสือพิมพ์อินโดนีเซีย หรือ DewanPers ถือเป็นสภาหนังสือพิมพ์ที่มีมาตรฐานเทียบเท่าสภาหนังสือพิมพ์ไทย มีฐานะเป็นหน่วยงานรัฐ ภายใต้กระทรวงสารสนเทศ โดยสภาหนังสือพิมพ์อินโดนีเซียประกอบด้วยกรรมการ 25 คน

              ตัวแทนรัฐ 5 คน ตัวแทนสมาคมนักข่าวอินโดนีเซีย 8 คน ตัวแทนสมาคมการพิมพ์ 6 คน ตัวแทนสมาคมกราฟฟิกและการพิมพ์ 1 คน ตัวแทนสมาคมโฆษณา 1 คน และอีก 4 คนมาจากตัวแทนนักวิชาการ

              เปรียบเทียบกับสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ มีกรรมการไม่เกิน 21 คน เป็นกรรมการจากผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ไม่เกิน 14 คน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาอาชีพต่างๆ อีก 7 คน ทั้งนี้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจะต้องไม่อยู่ในอำนาจรัฐ

              โดยสัดส่วนและที่มาของคณะกรรมการสภาหนังสือพิมพ์อินโดนีเซีย ซึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานรัฐ น่าจะใช้อำนาจรัฐจัดการสื่อที่ละเมิดจริยธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่อำนาจหน้าที่ของสภาหนังสือพิมพ์อินโดนีเซียมากที่สุดคือ การพิจารณาหาทางออกในข้อร้องเรียนที่เกี่ยวกับสื่อมวลชนเท่านั้น

              ส่วนหน้าที่ในการกำกับ ดูแลจริยธรรมโดยตรง อยู่ภายใต้สภาจริยธรรม หรือ DewanKehormatan เป็นองค์กรอิสระภายใต้สมาคมนักข่าวอินโดนีเซีย กรณีพบการละเมิดจริยธรรมขั้นรุนแรง สภาจริยธรรมจะให้คำแนะนำในทางกฎหมาย

              ซึ่งจะมีความหมายเช่นเดียวกับที่กล่าวไว้ตอนต้นว่า การกระทำผิดจริยธรรมขั้นรุนแรง โดยปกติก็จะเป็นความผิดตามกฎหมายด้วย ในกรณีของประเทศไทย สิ่งที่ยังขาดอยู่คือกระบวนการในการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งข้อเสนอให้ภาคประชาชนเข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้ในฐานะตัวแทนผู้เสียหาย ของคณะทำงานสื่อเพื่อการปฏิรูป ก็นับว่ามีเหตุผล

              แต่ต้องออกแบบไม่ให้ภาคประชาชนนี้ มีอำนาจมากเกินไป จนอาจเป็นช่องทางในการร้องเรียนจนส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการทำงานของสื่อ

              หากมองเฉพาะกลุ่มสื่อมวลชน หรือผู้เกี่ยวข้อง ดูเหมือนว่า การเกิดขึ้นของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติจะเป็นเรื่องเกินความจำเป็น และไม่อาจคาดหวังได้ว่าองค์กรนี้จะเป็นแก้วสารพัดนึกแก้ปัญหาทุกอย่างได้

              แต่หากมองในเชิงโครงสร้าง กระแสสังคมที่เรียกร้องให้สื่อมีความรับผิดชอบ อีกทั้งไม่มีความเชื่อถือ หรือให้ความไว้วางใจมากพอสำหรับองค์กรวิชาชีพที่ทำหน้าที่อยู่ในปัจจุบัน การเกิดขึ้นของกลไกกำกับ ที่มีหลักประกัน มีสภาพบังคับ จึงเป็นสิ่งที่ต้องตอบรับเสียงสะท้อนจากสังคมอย่างปฏิเสธไม่ได้

              ประเด็นคงอยู่ที่การจัดวางบทบาทขององค์กรร่มใหญ่ ที่ดูเหมือนยิ่งใหญ่ ให้เป็นเพียงกลไกเสริมการทำงานขององค์กรวิชาชีพ มิใช่กลไกหลัก และต้องหลีกเลี่ยงการใช้อำนาจรัฐโดยตรงในการจัดการสื่อ ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ก็มิได้มีบทบัญญัติให้อำนาจไว้เช่นนั้น

              ถึงอย่างไร สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติก็ต้องเกิดขึ้น และคงไม่ต้องวิตกวิจารณ์กันมากนัก เพราะถ้าสภานี้จะเป็นเพียงที่รองรับอำนาจและตำแหน่งของนักการเมืองสื่อ มิได้มุ่งหวังตั้งใจให้เป็นหลังอิงที่วางใจได้ของสังคมในการกำกับดูแลสื่ออย่างแท้จริง

              เราก็อาจจะเริ่มเข้าใจว่า การกำกับดูแลสื่อ ด้วยมาตรการทางสังคม ด้วยจิตสำนึกที่ดีของสื่อ มิใช่ด้วยการควบคุมบังคับ คือหนทางออกที่ยั่งยืนกว่า