ข่าว

คดี‘ม็อบการเมือง’หนทางยังอีกไกล

คดี‘ม็อบการเมือง’หนทางยังอีกไกล

30 ก.ค. 2558

คดี‘ม็อบการเมือง’หนทางยังอีกไกล : อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

              เมื่อ "พระสุเทพ ปภากโร"  ได้ลาสิกขาออกมาเป็น “นายสุเทพ เทือกสุบรรณ” และแม้ตัวเขาจะประกาศไม่เล่นการเมืองในระบบต่อไป แต่หากใครฟังคำให้สัมภาษณ์ของเขาทันทีที่ก้าวเข้าสู่เพศฆราวาส ก็ชัดเจนว่าเขาจะเล่นการเมืองในอีกรูปแบบ ซึ่งอาจจะเป็นการเมืองที่ทำให้เขามีอำนาจไม่แพ้ครั้งยังเล่นการเมืองในระบบ

              “สุเทพ” ประกาศที่จะเดินหน้าปฏิรูป 6 ด้าน ตามที่เคยเคลื่อนไหวในนาม กปปส. และระบุว่าจะเป็นปากเป็นเสียงให้กับมวลมหาประชาชนที่ออกมาร่วมเดินขบวนด้วยกัน ซึ่งครั้งนี้เขาจะดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย โดยนัยทำให้เข้าใจได้ว่าเขากำลังเคลื่อนไหวให้มีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งตามที่เคยลั่นวาจาเอาไว้

              การเมืองที่ “สุเทพ” กำลังจะเล่นนี้ คือการเมืองภาค “มวลชน” ซึ่งแน่นอนว่าการเมืองภาคมวลชนจะเป็นการอาศัยจำนวนคนเป็นฐานให้กับการทำงาน และอาจจะมีหลายครั้งที่เขาต้องเคลื่อนไหวโดยใช้กำลังมวลชนเข้ากดดัน 

              อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าเส้นทางการเคลื่อนไหวของเขาจะราบรื่นเสมอไป เพราะเอาเข้าจริงแล้วหากไม่นับคดีหมิ่นประมาท ที่มีติดตัวอยู่ประปราย เขายังมีคดีที่โทษหนักอยู่สองคดีด้วยกัน แต่ก็ทั้งสองคดีก็ยังคืบหน้าไปไม่มากนัก

              คดีแรก คือคดีที่เกิดจากการชุมนุมของ กปปส. เมื่อปี 2556-2557 ซึ่งครั้งนั้นถูกตั้งข้อกล่าวหากบฏ รวมถึงข้อหาอื่นที่เกี่ยวข้องอีก 8 ข้อหา เช่น มั่วสุม ยุยง บุกรุก เป็นต้น โดยคดีดังกล่าวแม้จะผ่านมาเกือบสองปีแล้ว แต่ก็เพียงยังอยู่ในชั้นสืบสวนสอบสวนเท่านั้น

              ยิ่งดูเส้นทางของคดีในอนาคตแล้วจะเห็นว่าค่อนข้างปลอดโปร่ง ด้วยความที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำสั่งรับรองว่าการชุมนุมของ กปปส.เป็นไปโดยชอบและสงบ และมีตัวอย่างของคำพิพากษาศาล เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ที่ยกฟ้องกรณีมีผู้กล่าวหาว่าผู้ชุมนุมขัดขวางการเลือกตั้ง จากไปปิดล้อมหน้าสำนักเขตดินแดง

              ศาลได้ให้ความเห็นว่า “ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า การชุมนุมของ กปปส.เป็นการชุมนุมที่ชอบด้วยกฎหมายตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยเป็นการชุมนุมโดยสงบที่หน้าสำนักงานเขตดินแดง”

              ส่วนอีกคดี เป็นคดีที่ถูกกล่าวหาเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) กรณีสลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. เมื่อปี 2553 โดยมิชอบ ซึ่งอัยการเป็นผู้ยื่นฟ้องว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และนายสุเทพ มีความผิดฐานร่วมกันก่อหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำหรือฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา

              คดีนี้แม้จะขึ้นสู่ชั้นศาล แต่ต่อมาศาลอาญามีคำพิพากษาว่าคดีดังกล่าวอยู่ในอำนาจการทำสำนวนของ ป.ป.ช. และหากพบว่ามีมูลต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณา

              ทั้งนี้ ศาลระบุว่า “การกระทำของทั้งสองเกี่ยวพันกับการใช้อำนาจตำแหน่งหน้าที่ราชการในฐานะนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี รวมทั้ง ผอ.ศอฉ.ตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ด้วย ไม่ใช่การกระทำทางอาญาที่กระทำโดยส่วนตัวหรือนอกเหนือหน้าที่ราชการ ดังนั้นจึงเป็นการกระทำที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งราชการด้วย เป็นการกระทำกรรมเดียวที่ควรพิจารณาไปในวาระเดียว

              ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีอำนาจไต่สวน และหาก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดก็ต้องยื่นฟ้องคดีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตาม พ.ร.บ.ว่าการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 66 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีการพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 9 (1) และประกาศ คสช. ฉบับที่ 11/2557 และ 24/2557 ที่ ป.ป.ช.มีอำนาจไต่สวนชี้มูลความผิดเกี่ยวกับการกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ โดยคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลนี้ จึงพิพากษายกฟ้อง”

              จนขณะนี้เรื่องก็ยังไม่ไปถึง ป.ป.ช. เพราะโจทก์ยื่นอุทธรณ์เนื่องจากเห็นว่าอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม เนื่องจากเป็นคดีที่กระทำแล้วเล็งเห็นผลจนมีคนเสียชีวิต แต่ในส่วนของ ป.ป.ช.เองก็กำลังสอบสวนในประเด็นดังกล่าวไปพร้อมกันเช่นกัน เพราะรับเรื่องต่อมาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษอีกทางหนึ่ง

              อย่างไรก็ตาม หากดูความเคลื่อนไหวทางคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองกลุ่มอื่นๆ ต่างก็มีเส้นทางคดีของตัวเอง โดยในส่วนของ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ขณะนี้แล้วเสร็จไปแล้วหนึ่งคดี คือคดีที่การท่าอากาศยานฟ้องแพ่งแกนนำพันธมิตร ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการปิดสนามบิน โดยคดีสิ้นสุดที่ชั้นอุทธรณ์และสั่งให้จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชย จำนวน 522 ล้านบาท 

              ส่วนอีกคดีอาญาที่มีความคืบหน้าค่อนข้างมากคือ ที่แกนนำพันธมิตรพาผู้ชุมนุมบุกทำเนียบรัฐบาลเมื่อปี 2551 ซึ่ีงศาลชั้นต้นเพิ่งตัดสินให้จำคุกจำเลยคนละ 3 ปี แต่การนำสืบเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี ลดโทษ 1 ใน 3 เหลือจำคุกจำเลยทั้งหก คนละ 2 ปี และอยู่ระหว่างการอุทธรณ์

              แต่ในส่วนของคดีอาญาจากการที่แกนนำพันธมิตรพาผู้ชุมนุมปิดสนามบิน ล่าสุด ศาลเพิ่งเลื่อนนัดการตรวจหลักฐานออกไปเป็นวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 

              สำหรับคดีของแกนนำ “นปช.” ซึ่งโดนกล่าวหาก่อการร้ายจากการชุมนุมเมื่อปี 2553 ขณะนี้เรื่องอยู่ในชั้นศาลและอยู่ระหว่างการสืบพยานโจทก์

              จะเห็นได้ว่า แต่ละคดียังมีรายละเอียดที่ต้องต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นชั้นศาลหรือในชั้นองค์กรอิสระ ที่ยังมีความแตกต่างกัน และหนทางในการต่อสู้ยังอีกยาวไกล แกนนำการชุมนุมหลายฝ่ายก็ยังต้องสู้คดีกันต่อไปเรื่อยๆ ชนิดที่ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดวันไหน หรือชะตากรรมสุดท้ายจะเป็นอย่างไร