
กฟผ.โอดแบกภาระค่าเอฟที 2.2 หมื่นล. ต้นทุนผลิตไฟฟ้าพุ่ง
กฟผ.อ่วมภาระค่าเอฟทีพุ่ง 2.2 หมื่นล้านบาท หลังจากราคาน้ำมัน-ก๊าซผันผวน ดันต้นทุนผลิตไฟฟ้าสูงขึ้น คาดขยับค่าเอฟทีงวดล่าสุดได้ลำบาก เตรียมเลื่อนเวลาเก็บเงินคืนออกไปอีกหนึ่งปี
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงานเปิดเผยว่า จากที่ราคาน้ำมันตลาดโลกมีความผันผวน ส่งผลทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติผันผวนตามไปด้วย โดยเดือนกรกฎาคมนี้ ราคาเนื้อก๊าซบวกค่าผ่านท่อ อยู่ที่ระดับ 230 บาทต่อล้านบีทียู ซึ่งคาดว่าปลายปีนี้ราคาจะปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 240-250 บาทต่อล้านบีทียู ตามราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้า รวมถึงภาระจากการตรึงค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (เอฟที) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
ล่าสุดภาระจากการตรึงค่าเอฟทีของ กฟผ.ได้ปรับขึ้นอีก 2,000 ล้านบาท จากเดิม 2 หมื่นล้านบาท เพิ่มเป็น 2.2 หมื่นล้านบาท จากต้นทุนเนื้อก๊าซปรับขึ้นตามราคาน้ำมัน ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันยังไม่ฟื้นตัว ทำให้คาดว่าการขึ้นค่าเอฟที งวดปลายปี (ก.ย.-ธ.ค.2552) เพื่อเกลี่ยภาระดังกล่าวอาจทำได้ยาก ดังนั้นแผนการลดภาระจำนวน 2.2 หมื่นล้านบาท คำนวณเป็นค่าเอฟที 50 สตางค์ต่อหน่วย ในปี 2552 อาจต้องเลื่อนออกไปอีกหนึ่งปี
อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายปีที่ราคาก๊าซอาจจะสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 240-250 บาทต่อล้านบีทียู ซึ่งจะกระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าอย่างแน่นอน เพราะปัจจุบันมีการใช้ก๊าซผลิตไฟฟ้าถึง 70% จากเชื้อเพลิงที่ใช้ทั้งหมด
"กฟผ.ต้องบริหารต้นทุน เพื่อลดผลกระทบจากค่าเอฟทีน้อยที่สุด โดยปลายปีนี้จะมีการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ ที่มีต้นทุนต่ำเข้าระบบเพิ่มเติม จากโครงการน้ำเทิน 2 ในประเทศลาว นอกจากนี้ยังเร่งผลิตไฟฟ้าต้นทุนต่ำอื่นๆ เข้าระบบ ได้แก่ โรงไฟฟ้าแม่เมาะ และโรงไฟฟ้าถ่านหินบีแอลซีพี ในสัดส่วน 12%" แหล่งข่าวกล่าว



