
รัฐไฟเขียว..ประกันภัยรถฉุกเฉินหน่วยเสี่ยงชีวิต
รัฐไฟเขียว..ประกันภัย รถฉุกเฉินหน่วยเสี่ยงชีวิต : ปฏิญญา เอี่ยมตาล ทีมข่าวรายงานพิเศษ
ตามที่ “คม ชัด ลึก” นำเสนอรายงานข่าวปัญหาความเสี่ยงอันตรายของเจ้าหน้าที่ใน “รถฉุกเฉิน” (AMBULANCE) ทั้งพยาบาลและผู้ขับขี่ที่ประสบอุบัติเหตุ รถชน รถพลิกคว่ำ บาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตขณะทำหน้าที่นั้น
ล่าสุดโรงพยาบาลหน่วยงานรัฐกว่า 10 จังหวัด นำร่องเดินหน้าทำประกันภัยชั้น 1 รถฉุกเฉินแล้ว เช่น จ.ตาก จ.เพชรบูรณ์ จ.เลย จ.กระบี่ จ.ระยอง จ.ขอนแก่น จ.สุโขทัย เป็นต้น แม้แต่โรงพยาบาลต่างอำเภอ อย่าง หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ก็เล็งเห็นความสำคัญของความปลอดภัยผู้ปฏิบัติงานในรถฉุกเฉิน สร้างความมั่นใจ หลักประกันคุ้มครองดูแล
“เกษร วงศ์มณี“ สาธารณสุขอำเภอหล่มสัก บอกว่า ทำประกันภัยชั้น 1 ให้รถฉุกเฉินทุกคันเมื่อเดือนมิถุนายน เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องดูแลบุคลากร เพราะพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ สภาพเป็นเขา มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูง ซึ่งการมีประกันภัยจะคุ้มครองเรื่องการรักษาพยาบาล ค่าซ่อมรถ หรือช่วยเหลือกรณีมีคดีความฟ้องร้อง โดยเบิกจ่ายการทำประกันภัยจากงบประมาณราชการได้ ทั้งในส่วนของการประกันภัยภาคบังคับและภาคสมัครใจ
ทั้งนี้ จากรายงานสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ระบุว่า ประเทศไทยมีสถิติอุบัติเหตุรุนแรงเกิดขึ้นกับรถฉุกเฉินที่สูงมาก เฉพาะปี 2547-2557 เกิดอุบัติเหตุรุนแรงมากกว่า 300 ครั้ง ทำให้บุคลากรการแพทย์ฉุกเฉิน ผู้ป่วยและญาติ เสียชีวิต 21 คน บาดเจ็บสาหัส 4,315 คน พิการถาวร 12 คน
ขณะที่ปี 2557 เพียงปีเดียว มีเหตุเกิด 61 ครั้ง พยาบาล ผู้ป่วยและญาติเสียชีวิต 19 คน ล่าสุด 6 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-มิ.ย.) มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นแล้ว 28 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 5 คน บาดเจ็บ 54 คน
จากคำบอกเล่าของ “เพลินพิศ ไชยวัฒน์” พยาบาลวิชาชีพแผนกห้องคลอด โรงพยาบาลแกลง จ.ระยอง ครั้งนั้นในฐานะพยาบาลที่ประสบอุบัติเหตุรุนแรง รถฉุกเฉินพลิกคว่ำชนต้นไม้ข้างทาง ระหว่างเดินทางกลับ หลังส่งเคสผู้ป่วยที่โรงพยาบาลระยอง ออกมาเรียกร้องผ่าน “คม ชัด ลึก” และ ”เนชั่นทีวี” ให้รถฉุกเฉินทำประกันภัยชั้น 1 และ พ.ร.บ.ผู้ประสบภัยจากรถ
โดยให้เหตุผลว่า หลังจากประสบอุบัติเหตุกลางปี 2557 จนถึงขณะนี้ผ่านไปปีกว่าแล้ว อาการบาดเจ็บทางกระดูกที่ใบหน้าและไหล่ซ้าย แขนซ้ายยังไม่หายดี ยกแขนได้ไม่สุด มีอาการเจ็บเสียวตลอดเวลา ต้องไปหาหมอกระดูกเฉพาะทาง โรงพยาบาลเอกชน อย่างต่อเนื่อง ออกค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลเอง ไม่สามารถใช้สิทธิข้าราชการได้ เพราะรถฉุกเฉินไม่มีประกันภัย จึงไม่มีความคุ้มครอง
กระทั่งทุกวันนี้ สิ่งที่ “เพลินพิศ” เรียกร้องกลายเป็นจริง เมื่อกรมบัญชีกลางสั่งไปยังหัวหน้าส่วนราชการโรงพยาบาลทั่วประเทศให้ทำ พ.ร.บ.และประกันภัยชั้น 1 รถฉุกเฉินได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2558
เพลินพิศเปิดเผยความในใจว่า รู้สึกดีที่โรงพยาบาลแกลงทำประกันภัยรถฉุกเฉิน ที่ต้องนั่งเป็นประจำ อย่างน้อยก็มีค่าชดเชยดูแลเรื่องการรักษาพยาบาล กรณีบาดเจ็บและเงินชดเชยเสียชีวิตให้ครอบครัวที่อยู่ข้างหลัง มากกว่าเงินชดเชยจากราชการที่จ่ายให้ไม่คุ้มค่ากับชีวิตที่สูญเสีย ตนเองและเพื่อนพยาบาลที่นี่ (รพ.แกลง) มีความอุ่นใจมากขึ้นทุกครั้งที่นั่งรถฉุกเฉิน ลดความหวาดกลัวลงได้
นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการ สพฉ.ให้สัมภาษณ์ว่า บุคลากรผู้ทำหน้าที่ในระบบการแพทย์ฉุกเฉินและส่งต่อผู้ป่วย เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า ทำงานด้วยความเสียสละ เสี่ยงภัยเสี่ยงอันตรายยิ่งกว่าทหาร ตำรวจ ความปลอดภัยรถฉุกเฉินจึงเป็นนโยบายสำคัญที่ สพฉ.และหน่วยงานรับผิดชอบต้องคุ้มครองดูแลผู้ปฏิบัติให้ปลอดภัย
“คณะทำงานกระทรวงสาธารณสุข สพฉ. และทีมสหวิชาชีพ ยื่นข้อเสนอต่อกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในที่ประชุมวิชาการประจำปี เรียกร้องให้กำหนดมาตรการความปลอดภัยของรถการแพทย์ฉุกเฉินเป็นนโยบายเร่งด่วน 4 เรื่อง คือ ระบบความปลอดภัยในรถฉุกเฉิน การปรับปรุงสภาพรถ เครื่องยนต์ให้มั่นคงแข็งแรง การอบรมผู้ขับขี่ และการทำประกันภัยชั้น 1 รถฉุกเฉิน“ นพ.อนุชา กล่าว
ทั้งนี้ กรมบัญชีกลางได้อนุมัติหลักการตามมติ ครม.ปี 2553 ให้รถยนต์รถฉุกเฉิน และรถยนต์ราชการที่มีลักษณะใช้งานในสถานการณ์ฉุกเฉิน และทำ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พร้อมทำประกันภัยชั้น 1 ได้เป็นกรณีพิเศษ ถือเป็นรถที่มีเสี่ยงสูง โดยให้หัวหน้าส่วนราชการพิจารณาประเภทของการทำประกันภัยตามความจำเป็นและเหมาะสม หลังจากผ่านการพิจารณากลั่นกรองหลายภาคส่วนยาวนานกว่า 5 ปี
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับรถฉุกเฉินในเรื่องการมีประกันภัยชั้น 1 นั้น สร้างความอุ่นใจ มั่นใจแก่ผู้ปฏิบัติได้ การทำประกันภัยแบบนี้จะได้รับความคุ้มครอง 100 เปอร์เซ็นต์ มากกว่าสิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการ สามารถเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเอกชนหรือคลินิกเฉพาะทางตามที่ต้องการได้ในวงเงินที่เอาประกัน
ชยานันท์ คุ้มสน พยาบาลห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี บอกเล่าถึงความรู้สึกดีและอุ่นใจที่ผู้บังคับบัญชาเห็นความสำคัญของรถฉุกเฉิน แม้ตัวเองจะไม่เคยเกิดอุบัติเหตุ แต่ก็กลัวและหวาดหวั่นเมื่อนั่งบนรุถทุกครั้ง
“ไม่อยากให้มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับใครอีก เราสูญเสียบุคลากรไปมากพอแล้ว อยากขอร้องประชาชนและคนที่ร่วมบนถนน ให้ขับขี่รถอย่างระมัดระวัง”
ความเห็นของ “ชยานันท์” สอดคล้องกับเพื่อนพยาบาลและบุรุษพยาบาลห้องฉุกเฉินรายอื่นๆ ที่ว่า ดีใจที่มีประกันภัยช่วยคุ้มครองดูแลได้หลายอย่าง รวมถึงค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมรถ และเงินชดเชยต่างๆ
ทั้งนี้ สพฉ.จัดทำพ็อกเก็ตบุ๊ก “เสียงเพรียกจากนางฟ้า” จำนวน 2,000 เล่ม แจกจ่ายตามโรงพยาบาลต่างๆ ให้ประชาชนได้อ่าน รณรงค์ร่วมกัน เห็นความสำคัญของรถฉุกเฉิน ให้หลบหลีกและขับขี่ด้วยความระมัดระวัง รวบรวมคำบอกเล่าเรื่องราว อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับพยาบาลทั่วประเทศ สะท้อนปัญหาผลกระทบของอุบัติเหตุความรุนแรงรอบ 6 เดือนของปี 2558
โดยมีตัวอย่างพยาบาลวิชาชีพกว่า 10 คน ที่เคยประสบเหตุ โดยเฉพาะกรณีของ พัชรี อุดมมา อดีตพยาบาลโรงพยาบาลแม่สอด จ. ตาก หนึ่งในผู้บาดเจ็บสาหัส ที่เป็นอัมพาตจนทุกวันนี้ ต้องออกจากงาน เพราะอุบัติเหตุรุนแรงเมื่อ 3 เดือนก่อน จนกระดูกต้นคอหักทับเส้นประสาท ต้องนั่งรถเข็น มีชีวิตอยู่เพียงความหวังจากลูกสาวและพ่อที่เกษียณอายุราชการแล้วคอยดูแลเท่านั้น
“พัชรี“ เขียนเรื่องราวบันทึกถึงพ่อและลูกสาววัย 10 ขวบ ถ่ายทอดความรู้สึก ขณะพักรักษาตัวในโรรงพยาบาลครั้งนั้น มีข้อความตอนหนึ่งว่า “พ่อจะอยู่อย่างไร ลูกจะอยู่ยังไง ทุกอย่างเกิดขึ้นไม่ทันตั้งตัว ความเจ็บป่วยครั้งนี้สุดแสนทรมาน จากคนที่เดินได้เป็นเดินไม่ได้ ต้องออกจากงาน ทั้งที่เป็นเสาหลักของครอบครัว รัฐเองก็ไม่ชัดเจนเรื่องการช่วยเหลือเยียวยา ไม่มีหลักประกัน สิทธิชดเชย กลายเป็นความทุกข์ระทม ทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้ก่อ“
นอกจาก สพฉ.รณรงค์ให้โรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศทำประกันภัยชั้น 1 คุ้มครองผู้ทำหน้าที่ในรถฉุกเฉินแล้ว ยังประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมีส่วนสำคัญในการลดอุบัติเหตุ
โดยเฉพาะการสร้างจิตสำนึกในการขับขี่ และลดความเร็วพร้อมหลีกทางให้รถฉุกเฉินทุกครั้ง
รถฉุกเฉิน ทำประกันภัยชั้น 1 นำร่อง 10 จังหวัด
1.นนทบุรี
2.ระยอง
3.อุตรดิตถ์
4.เลย
5.ตาก
6.สุโขทัย
7.ขอนแก่น
8.สุรินทร์
9.กระบี่
10.สุราษฎร์ธานี



