ข่าว

รวบพระจอมขมังเวทย์ปลุกเสกเหล็กไหล

รวบพระจอมขมังเวทย์ปลุกเสกเหล็กไหล

28 ก.ค. 2558

รวบพระจอมขมังเวทย์ปลุกเสกเหล็กไหล พบมีผู้ตกเป็นเหยื่ออื้อไม่กล้าแจ้งความ

              เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 28 ก.ค. ที่ กองบังคับการปราบปราม พล.ต.ต.อัคราเดข พิมลศรี ผบก.ป.ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ไพโรจน์ โรจนขจร ผกก.2 บก.ป. พ.ต.ท.ต่อศักดิ์ ปานกลิ่นพุฒ สว.กก.2 บก.ป. ด.ต.เกียรติเฉลิม รักษ์งาม ผบ.หมู่ กก.2 บก.ป. เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ป. เจ้าหน้าตำรวจชุดสืบสวน สภ.บรบือ จ.มหาสารคาม เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพล จ.ขอนแก่น ร่วมกันทำการจับกุมนายวิชิต นามโคตร์ หรือพระวิชิต วิสุทโธ อายุ 50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 104 ต.กุดรัง อ.บรบือ จ.มหาสารคาม ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดพล ที่ 89/2550 ลงวันที่ 18 ก.ค.2550 ในฐานความผิดร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่บริเวณถนนหน้าวัดบ้านสงเปลือย ต.ยาง อ.บรบือ จ.มหาสารคาม      

              พ.ต.ท.ต่อศักดิ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านให้ช่วยตรวจสอบพฤติกรรมของนายวิชิตหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า พระดากี้ อดีตพระลูกวัดวัดป่ากุดรัง จ.มหาสารคาม ซึ่งในภายหลังได้ตั้งตนเป็นเจ้าสำนักวัดสงเปลือย จ.มหาสารคาม หลังพบพฤติกรรมชอบอวดอุตริอ้างว่า มีเวทย์มนต์คาถา และหลอกลวงชาวบ้านในแทบพื้นที่ภาคอีสานว่า มีวิชาอาคมสามารถหยิบก้อนหินขึ้นมาเสกให้กลายเป็นเหล็กไหลศักดิ์สิทธิ์ได้ จนมีชาวบ้านหลงเชื่อยอมเสียเงินเช่าซื้อหินเหล็กไหลจากพระวิชิต เพื่อเก็บไว้บูชาตามความเชื่อ ก่อนจะมาทราบอีกทีว่าถูกหลอกในภายหลังก็สายไป

              พ.ต.ท.ต่อศักดิ์ กล่าวต่อว่า อีกทั้งยังพบว่าพระรูปดังกล่าวมีพฤติกรรมหลายอย่างที่ขัดกับวินัยสงฆ์ อาทิ มีการใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือยนำเงินไปซื้อรถยนต์มาขับเป็นรถส่วนตัวถึง 3 คัน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีผู้หลงเชื่อตกเป็นเหยื่อจำนวนหลายราย แต่ส่วนใหญ่ไม่มีใครกล้าเข้าไปแจ้งความ กระทั่งมีผู้เสียหายรายหนึ่งเข้ามาแจ้งความร้องทุกข์กับทางตำรวจท้องที่ ก่อนจะมีการประสานมายังกองบังคับการปราบปรามให้ช่วยตรวจสอบจนแน่ชัดว่ามีการกระทำความผิดตามที่มีผู้ร้องเรียนจริงจึงนำพยานหลักฐานยื่นขออนุญาตศาลฯออกหมายจับ ก่อนจะนำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าไปจับกุมตัวได้ดังกล่าว ทั้งนี้ระหว่างที่เข้าไปทำการจับกุมนั้นทางพระวิชิต หรือนายวิชิต ผู้ต้องหาได้ยินยอมขอลาสิกขาบทที่วัดบรบือสราราม โดยมีเลขาเจ้าคณะอำเภอเป็นผู้ทำพิธีลาสิกขาบทให้กับพระวิชิต เพื่อขอออกมาต่อสู้คดีดังกล่าว

              เบื้องต้นจากการสอบสวน นายวิชิต ยังคงให้การภาคเสธว่า ไม่ได้หลอกหลวงผู้เสียหาย แต่ยอมรับว่าเคยทำพฤติกรรมดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งสมัยนั้นยังเป็นฆราวาส ก่อนจะมาอุปสมบทเป็นพระภิกษุในปี 2552 ซึ่งเงินที่ได้จากการปล่อยเช่าบูชาเครื่องรางคลังที่ได้มา ตนจะนำไปใช้สอยซื้อของใช้สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ อาทิ รถยนต์ และสิ่งของมีค่าอื่นๆ เบื้องต้นจึงแจ้งข้อกล่าวหา“ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน” ก่อนส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองพล ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป