
พท.ไม่ขวางหากทักษิณรับช่วยทีมศก.
พท.ไม่ขวางหากทักษิณรับช่วยทีมศก. คาดสุเทพสึกมีนัยสำคัญหวังป้องรบ.บิ๊กตู่
28ก.ค.2558นายวรชัย เหมะ อดีตส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าวระบุพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้ประกาศในงานวันเกิดพร้อมเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจให้กับรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช.ว่า คงไม่คัดค้านอะไร เพราะเป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน พ.ต.ท.ทักษิณก็เป็นคนไทย รักประเทศไทย และคงเห็นว่าขณะนี้ประเทศชาติลำบากเพราะรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์เดินผิดทางในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การค้าการลงทุนเดินหน้าไม่ได้ตั้งแต่ระดับล่างจนถึงระดับบน ทำให้ประชาชนเดือดร้อนทั้งประเทศ
"อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจจะดีได้นั้นต้องเร่งคืนอำนาจประชาธิปไตยให้ประชาชน ทั้งนี้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษาคสช.ด้านเศรษฐกิจไม่ใช่ว่าเป็นรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณแล้วจะแก้ปัญหาได้ แต่เพราะทำตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งนายสมคิดเองก็นำความคิดมาจากพ.ต.ท.ทักษิณ นำแนวคิดมาจากพรรคไทยรักไทยมาแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ หากนายสมคิดไม่มีพ.ต.ท.ทักษิณก็ไม่ทราบว่าจะเก่งในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจหรือไม่ อยากให้นายสมคิดเข้าไปพิสูจน์ฝีมือว่าจะแก้ปัญหาได้หรือไม่ถ้าไม่มีพรรคเพื่อไทย ไม่มีพ.ต.ท.ทักษิณช่วยเหลือเหมือนสมัยนั้น"นายวรชัย กล่าว
คาด‘สุเทพ’สึกมีนัยสำคัญหวังป้อง‘รบ.บิ๊กตู่’
นายวรชัย กล่าวถึงการสึกของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำกปปส.ว่า การเคลื่อนไหวของนายสุเทพที่บอกว่าจะสร้างอาชีพ ผลักดันให้อาชีวะมีคุณภาพ จบมามีงานทำนั้น แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา มีนักศึกษาอาชีวะและนักศึกษารามฯ กลุ่มหนึ่งออกมาต่อต้านนักศึกษาที่เรียกร้องประชาธิปไตย ตนไม่ทราบว่านายสุเทพสึกออกมาแล้วจะเป็นแบบหัวหน้ากลุ่มกระทิงแดงที่จบชีวิตไปแล้วหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การสึกในเวลานี้นั้นตนมองว่า นายสุเทพยืนอยู่ข้างพล.อ.ประยุทธ์ ที่ผ่านมาออกมาปกป้องรัฐบาลตลอดเวลา แม้แต่เรื่องเรือดำน้ำก็ให้การสนับสนุน ดังนั้นการออกมาครั้งนี้คงมีนัยสำคัญ เพราะนายสุเทพประกาศชัดเจนว่าจะไม่ลงสมัครส.ส. ไม่เล่นการเมือง แต่อาจจะมีนัยสำคัญที่จะมาปกป้องรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ก็เป็นได้
‘สุเทพ’หลังสึกเริ่มงานแรกยื่นระงับคำสั่งย้ายตร.
เมื่อเวลา 11.45 น. นายสุเทพ หลังจากลาสิกขาบทได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ พล.ต.ท.เดชา บุตรน้ำเพชร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 เรื่อง ขอให้ระงับการโยกย้ายกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 แต่พล.ต.ท.เดชา ไปราชการ จึงมี พล.ต.ต.วิศณุ ม่วงแพรศรี รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 เป็นผู้มารับหนังสือแทน
สำหรับหนังสือดังกล่าวระบุว่า ตามที่ได้ท่านได้สั่งการให้โยกย้าย กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 จากจังหวัดสุราษฏร์ธานี ไปอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต โดยให้มีผลปฏิบัติตามคำสั่งในวันที่ 29 ก.ค.นั้น ข้าราชการตำรวจและครอบครัว ได้รับผลกระทบจากคำสั่งของท่าน ได้รับความเดือดร้อนโดยทั่วกัน มีปัญหาทั้งเรื่องที่อยู่อาศัย สถานศึกษาของบุตร การประกอบอาชีพของสมาชิกในครอบครัว และเรื่องอื่นๆ
ทั้งนี้ นายสุเทพ กล่าวภายหลังการยื่นหนังสือว่า ตนได้รับการร้องเรียนจากข้าราชการตำรวจและครอบครัวเมื่อช่วงเช้าวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา ว่า พล.ต.ท.เดชา สั่งโยกย้ายกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ( บช.ภ.8) จาก จว.สุราษฏร์ธานี ให้ไปอยู่ที่จังหวัดภูเก็ตตั้งแต่วันที่ 29 ก.ค.เป็นต้นไป ซึ่งตนได้ถามคนร้องว่าทำไมเพิ่งมาร้องเรียน เขาตอบว่า เห็นว่าตนเป็นพระอยู่ และเมื่อตนทราบเรื่องเห็นว่าเป็นเรื่องที่กะทันหัน จึงรับเรื่องมายื่นให้ด้วยตัวเอง เพราะครอบครัวตำรวจชั้นผู้น้อยประมาณ 400 คนเดือดร้อนจริงๆ ลูกเมียต้องย้ายที่เรียน ย้ายที่ทำงาน บ้านพักที่ภูเก็ตก็ยังไม่มี
นายสุเทพ กล่าวว่า การที่บช.ภ.8 อยู่ที่จ.สุราษฏร์ธานี ถือว่าเป็นศูนย์กลางของงานราชการตำรวจ ตำรวจจากระนอง ชุมพร นครศรีธรรมการ กระบี่ สามารถมาประสานงานได้คบ่องว่าที่จะไปอยู่ที่ภูเก็ต ตนเองก็จะประสานไปยังผบช.ภ.8 ให้เขาทบทวน อีกทั้งในตอนบ่ายวันนี้(28 ก.ค.) ตนก็จะทำหนังสือถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี , พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. และถ้าจำเป็น ตนก็จะทำถึงนายกรัฐมนตรีด้วยว่า ตนเห็นว่า เป็นการเสียราชการ เพราะถ้าจะย้ายไปอยู่ที่ จ.ภูเก็ตจริง ก็ควรให้โอกาสตำรวจชั้นผู้น้อยที่ไม่สะดวกที่จะย้ายไป ได้ทำการขอโยกย้ายตัวเองไปอยู่ที่อื่นได้ ไม่ว่าจะเป็นที่บช.ภ.8 หรือตามโรงพัก จะได้บรรเทาความเดือดร้อน
นายสุเทพ กล่าวถึงเหตุผลของการโยกย้ายว่า ตนไม่ทราบต้องไปถามคนที่ออกคำสั่ง ตนไม่เข้าใจเลย และที่ผ่านมาได้ถามคนที่ภูเก็ตเขาเองก็ไม่อยากได้ ข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่มีแต่อยากไปไม่รู้เพราะอะไร ส่วนจะทันหรือไม่เพราะมายื่นเรื่องช้า นายสุเทพ กล่าวว่า คนที่ออกคำสั่ง คือ ผบ.ช.8 เมื่อออกคำสั่งเองก็สามารถสั่งระงับได้ เพราะไม่ใช่คำสั่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)
“ผลกระทบที่น่าเป็นห่วงคือ เรื่องครอบครัว ถือเป็นเรื่องใหญ่ และเราเองก็ต้องคิดถึงครอบครัวตำรวจชั้นผู้น้อย ลูกเมียต้องเรียน ต้องทำงานหากย้าย ลูกก็ต้องย้ายโรงเรียน เมียก็ต้องย้ายที่ทำงาน และบางคนเองคุ้นเคยกับที่เก่าแล้วเพราะมีบ้านอยู่ที่แล้ว และที่ได้ยินมาไม่รู้จริงหรือไม่เห็นว่ามีการสั่งตัดน้ำตัดไฟแล้วใครอยู่ต่ออยู่ไม่ได้แล้ว ” นายสุเทพ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ท่านร้องเรียนร้องเรียนในฐานะอะไร นายสุเทพ กล่าวว่า ตนร้องเรียนในนามนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะประชาชน ที่รู้วิธีปฏิบัติราชการ พอจะรู้ข้อมูล รู้ช่องทางเป็นที่พึ่งของประชาชน และต่อไปนี้ ตนพร้อมจะรับใช้ทั้งข้าราชการและประชาชน



