
คืนชีพส.ว.สรรหาทั้งสภา
คืนชีพส.ว.สรรหาทั้งสภา : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ สำนักข่าวเนชั่น
หนึ่งในเรื่องที่นิ่งน้อยและเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้งที่สุดในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คงเป็นเรื่องอื่นไปไม่ได้ นอกเสียจากเรื่อง ที่มา ส.ว. เพราะจากแรกสุดที่จะให้ใช้ระบบสรรหาและเลือกตั้งกันเองทั้งหมด 200 คน ต่อมาก็ปรับเป็นสรรหาและเลือกตั้งกันเอง 123 คน และให้ประชาชนเลือกตั้งจังหวัดละหนึ่งคนแต่ต้องมีกรรมการกลั่นกรองก่อนที่จะให้ประชาชนเลือก
ต่อมาก็ปรับเป็นให้ประชาชนเลือกตั้งโดยตรง โดยที่ไม่ต้องมีกรรมการกลั่นกรอง และมีระบบเลือกตั้งกันเองของกลุ่มต่างๆ รวมไปถึงจับสลากในบางองค์กรด้วย สุดท้ายก็มาหยุดที่ ประชาชนเลือกตั้งโดยตรงจังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน และอีกส่วนมาจากระบบการสรรหา 123 คน
อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มคนที่ไม่ต้องการให้ประชาชนเป็นผู้เลือก ส.ว. โดยพยายามล็อบบี้ให้มีการแก้ไขกลับไปเป็น ส.ว.สรรหาทั้ง 200 คน ซึ่งเรื่องนี้ “ไพบูลย์ นิติตะวัน” ยอมรับว่ามีเรื่องดังกล่าวจริง และอ้างว่าการที่กำหนดให้มี ส.ว. ทั้งสรรหาและเลือกตั้งจะกลายเป็นปลาสองน้ำ ส.ว.ควรมีที่มาจากที่เดียว และก็เป็นไปไม่ได้ที่จะให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เพราะต้องการให้ ส.ว.มีที่มาที่ต่างจาก ส.ส.
เขาพยายามชักแม่น้ำทั้งห้าว่า เมื่อได้มาเป็น ส.ว.แล้ว โดยธรรมชาติ ส.ว.เลือกตั้งจะสามารถรวมตัวกันได้เป็นกลุ่มก้อนมากกว่า ส.ว.สรรหาที่แม้จะมีจำนวนมากกว่าแต่จะกระจัดกระจาย และเนื่องจาก ส.ว.เลือกตั้งส่วนใหญ่มักจะมีสายสัมพันธ์กับพรรคการเมือง จึงจะส่งผลให้การทำงานของรัฐสภาบิดเบี้ยวในที่สุด
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่ามีนักเคลื่อนไหวบางคนพยายามล็อบบี้ไปทางผู้มีอำนาจเพื่อให้มากดดันกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญแก้กลับไปเป็นอย่างที่ตัวเองต้องการ ซึ่ง “ไพบูลย์” ก็ยอมรับเอาดื้อๆ ว่า “เป็นเรื่องธรรมดา เพราะนี่คือการเขียนกติกาของประเทศ”
คำถามคืออะไรที่ทำให้พวกเขามั่นใจและอยากได้ ส.ว.สรรหามากนัก รวมไปถึงความหวาดกลัว ส.ว.เลือกตั้ง การรวมกลุ่มของ ส.ว.เลือกตั้งก็จริงตามที่ “ไพบูลย์” อ้าง เพราะที่ผ่านมาเราก็เห็นสภาพเช่นว่า แต่สิ่งที่เขาเลือกจะไม่พูดคือ ส.ว.สรรหาเองก็จับกลุ่มไม่แพ้ ส.ว.เลือกตั้ง เขาเองก็น่าจะจำได้ เพราะตัวเขาเองก็เป็นสมาชิกกลุ่มที่ว่าในนาม “40 ส.ว.”
ที่น่าสนใจคือ ระบบดังกล่าวจะได้รับการยอมรับหรือไม่ เพราะแค่ตอนแรกของการร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอให้มีแต่ ส.ว.สรรหา ก็ถูกสับเละ จนสุดท้ายต้องถอยกรูดยอมให้ มี ส.ว.เลือกตั้งเพื่อลดแรงกดดัน
แน่นอนว่าหากกำหนดให้มี ส.ว. มาจากการสรรหาทั้ง 200 คน เชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งจุดตายที่คนจะหยิบมาโจมตีรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย ดีไม่ดีอาจไม่ผ่านตั้งแต่ชั้น สปช.ด้วยซ้ำไป เพราะแค่ที่เป็นอยู่นี้ก็มี สปช.บางคนตั้งเป้าไว้ว่าจะคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เสียแล้ว
และต่อให้ผ่านไปได้ก็เชื่อได้ว่าประเด็นนี้จะต้องถูกชูขึ้นมารณรงค์ในการทำประชมติ และมีความเป็นไปได้สูงว่ารัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านประชามติ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็เท่ากับว่าหลักการสำคัญที่พวกเขาต้องการวางระบบระเบียบใหม่ก็จะเสียของไปพร้อมๆ กัน
หากพวกเขาอยากให้รัฐธรรมนูญผ่านก็ต้องตัดปัจจัยเสี่ยงที่ไม่จำเป็นทิ้งออก การหวังจะเอาเสียทั้งหมด อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเสียทั้งหมดก็เป็นได้
ก้าวข้ามความฟอนเฟะ : บทบรรณาธิการประจำวันอังคารที่ 28 กรกฎาคม 2558
ทารุณกรรมของผู้เป็นพ่อที่กระทำต่อลูกชายวัยเพียง 5 ขวบด้วยการทุบตีอย่างรุนแรงป่าเถื่อน อันผิดวิสัยของบุพการีผู้มีภาระทั้งโดยสามัญสำนึกของปุถุชน ทั้งทางความผูกพันทางสายเลือดอันพึงโอบอ้อมอารี สร้างความสลดหดหู่ให้แก่สังคมอีกครั้ง แน่นอนว่าเมื่อเขากระทำผิดก็สมควรจะต้องได้รับโทษทัณฑ์ให้สมควรกับพฤติการณ์แห่งคดี กระนั้นก็ตาม กรณีเช่นนี้ไม่น่าจะจบเพียงแค่ผู้ต้องหาคนหนึ่งเดินเข้าห้องขัง เพราะเรื่องราวทำนองนี้หาใช่ไม่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทย หรือในอนาคตก็ใช่ว่าจะไม่เกิดขึ้นซ้ำอีก ตราบเท่าที่อาการป่วยทางสังคมยังดำรงอยู่ถึงขั้นที่เรียกว่าเป็นโรคเรื้อรังไปแล้ว ชั่วแต่ว่า วันไหนจะออกอาการเท่านั้น หนักบ้างเบาบ้าง ตามที่ตัวเร่งเร้าหลายปัจจัย อย่างเช่น สภาพเศรษฐกิจ ยาเสพติด และคุณภาพการศึกษา
ด้วยหลากหลายองค์ประกอบดังกล่าวมา ล้วนแต่เป็นเหตุที่ทุกภาคส่วนก็เห็นตรงกันว่าเป็นตัวเหนี่ยวรั้งทางสังคม ซึ่งมักจะแสดงผลผ่านออกมาทางสมาชิกคนเล็กๆ ซึ่งเป็นผู้ด้อยโอกาสและถูกทอดทิ้งเอาไว้ให้จมปลักอยู่กับสารพัดเรื่องเลวร้ายที่สลับซับซ้อนเกินไปกว่าที่พวกเขาจะหาทางออกเองได้ พ่อบังเกิดเกล้าที่ทำร้ายลูกน้อยคือหน่วยหนึ่งอันเป็นผลผลิตในสังคมไทย สังคมที่กำลังดำเนินความพยายามก้าวข้ามกับดักต่างๆ มากมายที่เห็นเป็นอุปสรรคเพื่อไปให้ถึงสถานภาพของประเทศร่ำรวย อย่างที่ในห้วงเวลา 30 ปีที่ผ่านมานี้ ประเทศไทยได้ปรับตัวจากประเทศเกษตรกรรมสู่ประเทศอุตสาหกรรมผู้ผลิตเพื่อการส่งออก ประชากรวัยแรงงานหลั่งไหลเข้าสู่ระบบการผลิตและเขตนิคมอุตสาหกรรม พวกเขาต้องละจากสังคมเกษตรกรรมที่เป็นครอบครัวขยาย มีปู่ย่าตายายพี่ป้าน้าอาในร่มชายคาเดียวกันหรือใกล้เคียงเกื้อกูลเอาใจใส่ สู่ครอบครัวเดี่ยว อันมาสู่การหย่าร้าง ช่วยกันผลิตปัญหาสังคมขึ้นมาไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสินค้าส่งออกโดยเครื่องจักร
ถ้าหากคำนวณจากรายได้วันละ 400 บาท ของผู้เป็นแม่ของเด็กชายที่ถูกทารุณกรรม แม้จะมากกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ หากแต่เธอต้องเข้ามารับบทบาทหัวหน้าครอบครัว เมื่อพ่อของเด็กกลายเป็นคนว่างงาน และเป็นทาสยาเสพติด การหารายได้เลี้ยงดูครอบครัวอย่างน้อย 4-5 ชีวิตจึงเป็นภาระที่หนักหนาสาหัส และก็อาจจะมีอีกหลายๆ ครอบครัวในสังคมไทยตกอยู่ในสภาพไม่แตกต่างกันสักเท่าไร เช่นที่ปรากฏข่าวความรุนแรงในครอบครัวสารพัดรูปแบบ เช่น สามีกระทำกับภรรยา แม่-พ่อทำร้ายลูก หรือแม้กระทั่งการล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งทั้งหมดล้วนมีที่มาวนเวียนอยู่กับปัญหาเดิมๆ ทางสังคมคือ สภาพเศรษฐกิจ ยาเสพติด และคุณภาพการศึกษา ที่ซ้ำร้ายนับวันจะยิ่งจับต้นชนปลายไม่ถูก
สารพัดปัญหาสังคม ล้วนคือผลผลิตแห่งความล้มเหลวของการพัฒนาที่มุ่งเน้นไปที่รายได้และตัวเลขความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งละทิ้งคุณภาพชีวิตของประชากรเอาไว้เบื้องหลัง ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีนับแต่มีแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติใช้ฉบับแรกเมื่อ พ.ศ. 2504 มาถึงทุกวันนี้ ประเทศไทยก็เหมือนกำลังเข้าห้องสอบเพื่อขอเลื่อนชั้นไปสู่ประเทศที่มีฐานะมั่งคั่งร่ำรวย หากแต่ต้องขบโจทย์ข้อใหญ่และยากมหาหินให้แตก เพราะว่าด้วยสารพัดโรคเรื้อรังร้ายแรง โดยเฉพาะปัญหาสังคมอันเป็นผลมาจากการพัฒนาที่ผิดฝาผิดฝั่งมาเป็นเวลากว่า 50 ปี และจะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้สังคมไทยยังคงจมจ่อมอยู่กับสถานภาพของประเทศกำลังพัฒนา ที่สมาชิกหลายชีวิตต้องดิ้นรนต่อสู้และวนอยู่ในวัฏจักรความเลวร้ายของชีวิต



