
บิ๊กต๊อกฉุนร้านเหล้านัดรวมต้านคำสั่งคสช.
27 ก.ค. 2558
พล.อ.ไพบูลย์ฉุนเจ้าของร้านเหล้านัดรวมต้านคำสั่งคสช. ย้ำชัดร้านใดทำถูกกฎหมายก็ดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ชี้ถึงเวลาต้องทำให้ถูก ลั่นหากทำชั่วแล้วมารวมตัวคงต้องเจอกัน
27 ก.ค.58 พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงการนัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบังคับตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กรณีเด็กแว้นและสถานบริการใกล้สถานศึกษา ว่า การแก้ปัญหาทั้ง 2 เรื่อง เจ้าหน้าที่ต้องทนแรงเสียดทานให้ได้ เพื่อแก้ไขทั้งปัญหาสุราและยาเสพติดกับเยาวชน สถานบริการใดที่ทำธุรกิจถูกตามกฎหมาย หรือร้านแต่งรถหากทำเพื่อความสวยงามเป็นธุรกิจถูกต้องไม่ได้แต่งรถเพื่อให้ไปแว้นสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นก็ไม่ต้องกลัว ทั้งนี้ภายหลังรัฐบาลเข้มงวดเพื่อแก้ปัญหาก็พบปฏิกิริยาต่อต้านโดยการโพสต์ข้อความผ่านสังคมออนไลน์ จึงจำเป็นต้องเรียกประชุมเจ้าหน้าที่ เพื่อกำชับให้ปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาลอย่างเข้มงวด
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีสถานบันเทิงใกล้สถานศึกษานัดรวมกัน พล.อ.ไพบูลย์ตอบด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว ว่า คสช.ไม่ได้ออกกฎหมายใดใหม่ กฎหมายห้ามเยาวชนที่อายุไม่ถึงเกณฑ์เที่ยวสถานบันเทิงก็มีอยู่แล้ว กฏหมายยาเสพติดก็มีอยู่แล้ว กฎหมายเรื่องเสียงดังก่อให้เกิดความรำคาญหรืออันตรายก็มี จึงไม่เข้าใจเจ้าของร้านเหล้าจะรวมตัวเพื่ออะไร หรืออยากให้ออกกฎหมายกำหนดไปเลยว่าพื้นที่รอบสถานศึกษา 300 เมตรห้ามขายเหล้า ตอนนี้ถ้าร้านเหล้าขายอย่างถูกกฎหมาย ไม่ขายเหล้าให้เด็ก ก็ยังทำธุรกิจต่อไปได้ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องทำให้ถูกต้อง ถ้าทำชั่วแล้วมารวมตัวเรียกร้องให้ตนเลิกทำสิ่งที่ดีต่อสังคมต่อประเทศ ตนไม่ยอม ลองดู คงต้องเจอกันหน่อย เพราะที่ผ่านมาเอาเปรียบสังคมมามากแล้ว
‘บิ๊กต๊อก’ ยัน ‘พร้อมพงศ์’ มีสิทธิยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ ยธ.พร้อมพิจารณาตามขั้นตอน
27 ก.ค. พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย จะขอพระราชทานอภัยโทษคดีหมิ่นประมาท ว่า เป็นสิทธิผู้ต้องขังทุกคน นายพร้อมพงศ์เป็นคนไทยคนหนึ่ง อย่าไปมองว่านายพร้อมพงศ์เป็นนักการเมืองหรือเป็นโฆษกพรรคเพื่อไทย ตนไม่เคยแบ่งแยกประชาชน หากยื่นเรื่องมาตนก็พร้อมจะพิจารณาตามลำดับชั้น ซึ่งการขอพระราชทานอภัยโทษมีคณะกรรมการพิจารณาว่าเข้าเงื่อนไขหรือไม่
‘บิ๊กต๊อก’ แจงคำสั่ง คสช.ไม่ห้ามเปิดสถานบริการ 300 เมตรจากสถานศึกษา
27 ก.ค.58 พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการใช้อำนาจตามมาตรา44ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการแข่งรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ในทาง รวมทั้งการควบคุมสถานบริการหรือสถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการว่าเป็นการประชุมเพื่อทบทวนหลังประกาศใช้คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งพบว่ามีผู้ประกอบการบางส่วนยังเข้าใจผิดในรายละเอียดของคำสั่ง โดยเฉพาะประเด็นกำหนดระยะห่างของสถานบันเทิงกับสถานศึกษา ยืนยันว่ามติครม.และคำสั่งคสช.ไม่มีเรื่องการกำหนดระยะห่าง 300 เมตรจากสถานศึกษา จึงมอบหมายให้กรมการปกครอง เเละสำนักงานตำรวจแห่งชาติชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการเพราะเข้าใจว่ากฎหมายที่ออกมาบางคนอ่านไม่เข้าใจจึงทำให้มีปฏิกิริยาต่อต้านกฎหมายดังกล่าวทั้งนี้ ย้ำว่ารัฐบาลและคสช. มีความจำเป็นต้องเอาจริงเอาจังตามกฎหมาย จะไม่มีการผ่อนผันเพื่อป้องกันเยาวชนไม่ให้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและสุราผู้ประกอบการที่ไม่สุจริตไม่ควรไปดึงผู้ประกอบการที่ทำถูกต้องมาเป็นพวก เพราะจะไม่ธรรมกับกฎหมายและสังคม
รมว.ยุติธรรม กล่าวอีกว่าสำหรับกระทรวงมหาดไทยมอบหมายให้ไปสำรวจการจัดทำโซนนิ่งพื้นที่เปิดสถานบริการ เนื่องจากกฎหมายเดิมกำหนดโซนนิ่งไว้ตั้งแต่ปี2545 แต่ปัจจุบันความเจริญและระบบขนส่งเข้าไปถึงสถานที่ห่างไกล ทำให้หลายพื้นที่มีความเจริญเหมาะสมกับการเปิดสถานบริการ แต่ผู้ประกอบการที่สุจริตไม่สามารถขออนุญาตเปิดอย่างถูกต้องได้เพราะติดขัดข้อกฎหมายดังนั้น จึงมอบหมายให้ไปจัดโซนนิ่งใหม่ภายใน 180 วัน จึงขอให้ผู้ประกอบการให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการสำรวจเพื่อจัดโซนนิ่งใหม่หลังจากนี้จะกำหนดให้มีการสำรวจโซนนิ่งทุก 2 ปี เพื่อไม่ปล่อยให้สถานบันเทิงต้องทำผิดเพราะกฎหมายไม่เปิดช่องทั้งนี้ตนให้เวลา2เดือนในการประเมินผลปฏิบัติตามคำสั่งคสช.และมติครม. เพื่อนำมาปรับให้เหมะสม
“ในส่วนกรมสรรพสามิตขอให้ทบทวนการออกใบอนุญาตสถานประกอบการภายใน 60 วัน เนื่องจากพบว่าผู้ประกอบการใช้ช่องว่างจากระเบียบที่หละหลวมเปลี่ยนชื่อแล้วเปิดบริการใหม่ ดังนั้น หากตรวจสอบพบว่าเคยเป็นสถานบริการที่เคยถูกสั่งปิด5ปี ต้องเพิกถอนใบอนุญาตห้ามเปิดบริการใหม่ ทั้งนี้หากเข้าไปตรวจสอบแล้วพบว่ายังมีการเปิดบริการอีกเจ้าหน้าที่ต้องรับผิดชอบ” พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวถึงคำสั่งแก้ปัญหาเด็กแว้นว่า ยืนยันอีกครั้งว่ารัฐบาลไม่ได้มีเป้าหมายเอาผิดกับร้านแต่งรถเพื่อความสวยงานผู้ประกอบการที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องสนับสนุนเพื่อไปก่อความรำคาญยังเปิดสามารถดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมจะเข้ามาตรวจสอบเช่นเดียวกับกรณีผู้ปกครองที่บุตรหลานออกมากระทำผิดก็ไม่ได้เอาผิดตั้งแต่ถูกจับครั้งแรกแต่จะผ่อนให้กับผู้ปกครองที่ปล่อยปละเป็นครั้งที่2 และ3 โดยการออกกฎหมายดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้มีการบังคับใช้อย่างจริงจังไม่ใช่แค่ข่มขู่ให้กลัวเท่านั้น นอกจากนี้ยังมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยและกรุงเทพมหานครเปิดพื้นที่เชิงบวกเป็นสนามกีฬาให้เยาวชนมีพื้นที่จัดกิจกรรมใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์โดยกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจะมีศูนย์ติดตามการทำงาน



