
นายกฯรับเตรียมปรับครม.เพื่อความเหมาะสม
27 ก.ค. 2558
พล.อ.ประยุทธ์ รับเตรียมปรับครม.เพื่อความเหมาะสม หลังบริหารครบ 1 ปี ลั่นไม่เอานักการเมืองร่วมรัฐบาล ระบุรอฟังสหรัฐฯประกาศอันดับปราบค้ามนุษย์ไทย
27 ก.ค.58 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกระแสการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า การปรับครม.จะไม่ทำตามกระแสกดดัน และไม่มีใครสามารถมากดดันตนได้ จะทำตามวิจารณญาณของตนเอง
“การปรับครม.จะปรับเมื่อระยะเวลาที่เหมาะสม คือเมื่อทำไประยะหนึ่งแล้วต้องมีระยะต่อไป ที่ต้องต่อเนื่อง ต้องมีปรับบ้าง แต่ไม่ได้ปรับเพราะมีความผิด หรือเพราะสังคมอะไรต่าง ๆ เราทำงานด้วยหลักการ สังคมอาจจะไม่ทันใจบ้างผมก็รับฟัง” นายกฯ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าผลโพลที่สำรวจออกมาว่าสนับสนุนให้ปรับครม.มีผลในการตัดสินใจหรือไม่ นายกฯ กล่าวย้อนถามผู้สื่อข่าวว่า "โพลบอกว่าต้องปรับใคร" โดยผู้สื่อข่าวกล่าวว่า "ตามโพลระบุว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ " จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "เขาทำอะไรผิด เพราะว่าเขาเป็นทหารต้องเอาออก หรือไม่มีผลงาน หรืออย่างไร ผู้สื่อข่าว กล่าวตอบว่า อาจเป็นเพราะอยู่กระทรวงพาณิชย์ โดยนายกฯ กล่าวตอบว่า ทุกคนไปมองว่าเศรษฐกิจมันแย่ แต่ไม่ฟังว่าแย่เพราะอะไร เมื่อถึงเวลานั้นเศรษฐกิจก็ต้องโดนทั้งหมด ตนขอถามว่าวันนี้ พล.อ.ฉัตรชัย ไปค้าขายอะไรหรือไม่ ขณะนี้ก็บินไปประเทศแอฟริกา นั่งไปกว่า 20 ชั่วโมง ยังไม่ได้กลับ รู้กันบ้างหรือไม่ว่าเขาทำงานกันอย่างไร มีใครอยากบินไปแอฟริกาเป็นเวลานานๆ หรือไม่ ที่ผ่านมาเขาทำงานไปขายของเพิ่มขึ้นตั้งเท่าไหร่ ทั้งผลไม้ ที่ขายให้กับญี่ปุ่น หรืออะไรต่างๆ ต้องดูตรงนั้น ดูที่งาน ไม่ใช่บอกว่าเขาไม่สนใจ มีแต่คนไทยที่ไม่ให้เกียรติคนของตนเอง แล้วมาตีกันเอง ให้ที่แย่อยู่แล้วแย่กว่าเดิม
ส่วนจากผลสำรวจพบว่า มี 3 กระทรวงที่ไม่น่าพอใจ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถามว่า “สำรวจจากใคร กลุ่มไหน อาชีพอะไร ถ้าแตกต่างกันผลสำรวจก็แตกต่างกัน คำตอบก็จะไปเหมือนกัน ต้องถามว่าสำรวจคนทุกกลุ่มหรือไม่ แต่ตนก็รับฟัง ขณะเดียวกันก็รู้ว่าคณะรัฐมนตรีแต่ละคนทำงานกันอย่างไร”
เมื่อถามย้ำว่า ห้วงเวลานี้สมควรที่จะปรับครม.แล้วหรือยัง นายกฯ กล่าวว่า “เมื่อใกล้ครบปีก็ต้องดูก่อนว่าสมควรหรือยัง แต่ไม่ใช่ว่าปรับหรือไม่ปรับ เพื่อให้เศรษฐกิจดีขึ้น ผมว่าเป็นความรู้สึกมากกว่า”
ส่วน“หากปรับครม. จะปรับเฉพาะทีมเศรษฐกิจหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ”ปรับทั้งทีมนั่นแหละ ผมจะดูของผมเอง ทำไมต้องเน้นเศรษฐกิจอย่างเดียว“ ผู้สื่อข่าวถามว่าจะปรับใหญ่หรือปรับเล็ก นายกฯ กล่าวว่า การปรับครม.ต้องมีการปรับเปลี่ยนหมุนเวียน ดูทุกเหตุผลทั้งสุขภาพ อายุ ยืนยันว่าที่ผ่านมาทุกคนทำงานมาตลอด และเป็นการทำงานในช่วงที่ยากลำบาก ทุกคนเหนื่อย อย่าไปกดดันกันมากนัก”
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะปรับครม.ในส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีที่เป็นทหารออก แล้วนำเอามืออาชีพมาทำงานหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ทำไม ใครที่เป็นมืออาชีพ ที่ผ่านมามืออาชีพทำมาตั้งนานแล้ว แล้วได้อะไรขึ้นมาบ้าง ทหารมันโง่นักหรือไง วันนี้ต้องยอมรับว่าทหารเข้ามาต้องเข้ามา ทหารไม่ได้โง่นักหรอก การทำงานที่ผ่านมาเขาก็ทำกันแบบนี้ ข้าราชการเขาก็ทำงาน ไปถามนักการเมืองด้วยว่าทำกันหรือเปล่า วันนี้สั่งงานทุกเม็ด แต่อยู่ที่ข้าราชการทำได้แค่ไหน ไม่ใช่อยู่ที่ใครเข้ามามีฝีมือหรือไม่มีฝีมือ ผมไม่เชื่อตรงนั้น เพราะคิดว่าไม่ต่างกัน ไม่มีอะไรต่างกัน ใครเข้ามาใหม่ต้องทำแบบนี้ เพียงแต่วันนี้กระแสการตอบรับประชาชนก็เขียนกันเข้าไป ก็เสียกันทุกคน วันหน้าก็เสียกันอยู่แล้ว ไม่มีอะไรดีสักอย่าง วันหน้าก็ต้องเตรียมรับสถานการณ์ ที่มันแย่แล้วกัน”
ส่วนการปรับครม.จะมีความชัดเจนได้เมื่อไหร่ นายกฯ กล่าวย้อนถามอีกว่า อยากเปลี่ยนใช่หรือไม่ อย่างนั้นก็ไปเลือกตั้งเข้ามาไหม ใครเขาอยากจะมาทำ อยากจะรู้ ไม่มีใครเขาอยากมาหรอก
“จะชัดเจนเมื่อไหร่ ก็เมื่อครบ 1 ปี นี่หนึ่งปีแล้วหรือยัง หรืออาจจะเร็วกว่านั้น” นายกฯ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า 1 ปีที่ผ่านมา มองว่าการทำงานพัฒนาไปเยอะหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ถ้าพัฒนาไม่เยอะคงไม่เดินหน้ามาขนาดนี้ วันนี้ทุกคนทำงานกัน ที่ผ่านไม่มีใครไปไล่ในเรื่องการทำงานเท่านี้ ทำกันขนาดนี้ยังได้แค่นี้เลย ถามว่าถ้าสถานการณ์เป็นแบบเดิม สิ่งต่าง ๆ ที่แก้จะเป็นแบบนี้หรือไม่ จะดีขึ้นหรือไม่ ส่วนเกรดจะดีขึ้นหรือไม่ไม่รู้ แต่ได้ทำ เมื่อก่อนหน้านี้ไม่ได้ทำเลย นี่คือความแตกต่าง วันนี้ลืมกันไปหมดแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นมา เอาแต่อยากได้ อยากให้เร็ว ถามว่าเศรษฐกิจไม่ดีเพราะอะไร เพราะบริหารไม่เป็นหรือเพราะขายของไม่ได้ ซึ่งเศรษฐกิจโลกก็เป็นส่วนหนึ่ง อย่าไปโทษเขามาก ต้องโทษตัวเอง ไปโทษคนบริหารเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ว่าเก่ง ๆ วันนี้ที่แย่เพราะอะไร ทั้งปัจจัยภายนอก ภายใน โรงงานต่างๆ ที่เริ่มล้าสมัย หากินกันมากี่ปี การเมืองเคยมาดูกันหรือไม่ เคยปรับโครงสร้างอะไรให้เข้มแข็งบ้าง หรือดูแลเฉพาะที่อยากจะดู นี่แหละที่ล้มเหลว ขายของกันแบบเดิมๆ จะสู้เขาได้ไหม
ต่อข้อถามที่ว่าที่นายกฯคิดว่าเศรษฐกิจล้มเหลว แล้วมองว่าใครเหมาะสมที่จะมาทำหน้าที่ตรงนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ได้อยู่ที่คน ใครก็ได้
ส่วนที่มีชื่อนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษาคสช.ด้านเศรษฐกิจ นายกฯ กล่าวว่า “ก็มี แต่ตนไม่เคยพูดถึง สื่อไปเขียนกันเองทั้งนั้น แล้วนอกจากนี้มีใครคนอื่นอีกหรือไม่ เสนอมาสิ” จากนั้น สื่อกล่าวว่า คนที่มีชื่อดังตอนนี้คือ นายสมคิด พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “อ๋อเหรอ นี่ไปรับทางโน้นเขามาหรือเปล่า ถ้าเปล่าก็เฉย ๆ ผมจะตั้งของผมเอง”
ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ที่จะให้นายสมคิด เข้ามา เพราะต้องการเรียกความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจ หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอย่างมีอารมณ์โมโหว่า “เชื่อมั่นผมนี่ เพราะผมเป็นคนทำ ทำไมต้องเชื่อมั่นคนโน้น คนนี้ ผมเป็นหัวหน้า ผมเป็นคนรับผิดชอบ ผมเป็นคนสั่งเขาทำ ถ้าไม่เชื่อมั่นใครเลย แสดงว่าไม่เชื่อผมด้วย และถ้าไม่เชื่อผม ผมก็จะทำแบบนี้”
ต่อข้อถามที่ว่า การปรับครม.ครั้งนี้จะไม่มีข้อจำกัดต้องเป็นคนกลุ่มการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช่หรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวเสียงดังขึ้นอีกครั้งว่า “ไม่เกี่ยว ไม่สนใจเรื่องนี้ คนที่เป็นนักการเมืองอย่าเพิ่งเข้ามาตอนนี้ ชัดเจน อย่าไปเขียนกันให้เลอะเทอะ เวลาผมทักทายคนก็ทักทายทั่วไป ไปเขียนกันเป็นเรื่องเป็นราว ว่าจะเอาคนนั้นคนนี้มา จะมารู้ใจผมได้อย่างไร ทุกอย่างผมทำด้วยหลักการ ต้องฟังทั้งหมด ไม่ได้ฟังจากสมองผมคนเดียว คนแนะนำและที่ปรึกษาเยอะไปหมด รัฐมนตรีก็ต้องทำตามที่ผมสั่ง ช้าเร็วว่ามา ถ้าทำช้าต้องหาคนทำเร็วเข้ามา ก็แค่นั้นจะยากอะไร ผมไม่ได้ใช้อารมณ์อธิบายเพียงแต่ต้องให้ความเป็นธรรมกับมนุษย์เขาหน่อย ถามว่าถ้าเข้ามาใหม่ไม่ดีจะไปโทษใครอีก โทษผมสิคราวนี้ เคยมีหลักการดูบ้าง ถ้าทุกอย่างทำมาแล้วผมไม่ต้องมาทำแบบนี้ เศรษฐกิจคงไม่เลวร้ายขนาดนี้”
ผู้สื่อข่าวถามว่า อยากขอร้องให้คนหยุดมองในแง่ร้ายหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ต้องขอร้องอะไรทั้งนั้น รักชาติก็ทำเพื่อประเทศชาติกันบ้าง ตนไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง จึงไม่ต้องขอใครทั้งนั้น
“รวมถึงนักการเมืองที่มาวิพากษ์วิจารณ์ ถามว่ารู้หรือไม่ว่ารัฐบาลทำงานอย่างไร เศรษฐกิจวันนี้เป็นอย่างไร ผมต้องโทษกลับไปบ้าง เพราะผมมารื้อของเก่าจนเจอว่ามีปัญหาอย่างไร แล้วขณะนี้กำลังแก้ให้ดีขึ้น เราต้องใช้เวลา ไม่ใช่เนรมิตให้ดีได้” นายกฯ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า จากกระแสข่าวการปรับครม.ซึ่งมีการพูดคุยในเซฟเฮ้าส์แห่งหนึ่ง นายกฯ มีเซฟเฮ้าส์หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า เซฟเฮ้าส์บ้าอะไร ไม่มี
‘นายกฯ’ รอฟังสหรัฐฯประกาศอันดับปราบค้ามนุษย์ไทย
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่สหรัฐอเมริกาเตรียมประกาศผลการจัดลำดับการปราบปรามการค้ามนุษย์ ในวันที่ 27 ก.ค.นี้ ว่า ให้รอเวลา 21.00 น. ต้องรอฟังว่าทางสหรัฐฯ จะว่าอย่างไร อย่าเพิ่งไปพูดอะไรก่อน ให้ประกาศอย่างเป็นทางการเสียก่อน แต่ก็มั่นใจในสิ่งที่ทำมา ถ้าไม่มั่นใจก็คงไม่ทำ ซึ่งตนมั่นใจว่าเราทำได้ดีกว่าเดิม ส่วนจะได้หรือไม่ได้ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของสหรัฐฯ เราต้องยอมรับกติกา
ผู้สื่อข่าวถามว่า คาดหวังว่าจะมีการเลื่อนจากระดับเทียร์ 3 เป็นเทียร์ 2 หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ได้คาดหวังว่าลำดับจะขึ้นหรือไม่ขึ้นแต่คาดหวังว่าสิ่งที่ได้ทำจะมีผลสำเร็จก่อน ซึ่งต้องมีระยะเวลาในการเปลี่ยนผ่านและระยะเวลาในการแก้ไข ไม่ใช่แก้เพียงวันเดียว เดือนเดียว ปีเดียว ก็ต้องใช้เวลาทั้งระบบ มั่นใจว่าได้ทำทุกด้านดีขึ้นกว่าเดิมมาก แต่ขึ้นอยู่กับว่าทางสหรัฐฯ จะเชื่อมั่นหรือไว้วางใจหรือเปล่า เราก็ต้องให้เกียรติเพราะสหรัฐฯ เป็นผู้ตั้งกติกา
ส่วนถ้าลำดับของประเทศไทยยังอยู่ที่เดิม จะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นกับต่างประเทศหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ถ้าออกมาอย่างนั้นก็รับทราบแต่ถือว่ายังไม่ได้ยินอย่างเป็นทางการออกมา ไม่ว่าออกมาอย่างไรก็เป็นตามนั้น อย่างไรเราก็ต้องทำอยู่แล้ว ยืนยันว่าไม่ได้ทำเพื่อเรื่องนี้อย่างเดียวแต่ทำเพื่อรักษาทรัพยากรของเราด้วย
“จากนี้เจ้าหน้าที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องถ้าไม่ทำก็ต้องเล่นงานทำอยู่แล้วต้องทำตามหน้าที่ เป็นข้าราชการ ไม่ทำต้องถูกลงโทษ ทำไมก่อนหน้านี้ไม่ทำถามแค่นี้ วันนี้เขาทำกันอยู่ เรือที่ผิดกฎหมายใช้อวนผิดประเภทก็ไม่ได้ออก ต้องทำให้ถูกต้องก่อน ผิดกฎหมายออกไม่ได้ทั้งสิ้นอย่างนี้ถือว่าไม่ทำอะไรหรือ เราทำแต่เขาจะเห็นอย่างไรต้องแล้วแต่เขา” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า วงในมีการรายงานให้ทราบผลหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทราบ แต่ให้เขาพูดดีกว่า เป็นมารยาทเขาเป็นคนกำหนดกติกาต้องฟังเขาพูด เราพูดในสิ่งที่เราทำ
‘นายกฯ’ เปิดตลาดอาชีวะ แนะเด็กจบ ปวช.หางานทำก่อนเรียนต่อ
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 27 กรกฏาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เป็นประธานเปิดและเยี่ยมชมงาน“ตลาดอาชีวะ” โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวะศึกษา จัดขึ้นเพื่อนำผลงานของนักเรียน นักศึกษา ที่เกิดจากการเรียนการสอนและการฝึกทักษะอาชีพมาจำหน่าย ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 27 - 29 กรกฏาคม บริเวณริมคลองผดุงกรุงเกษมข้างกระทรวงศึกษาธิการ โดยเมื่อเดินทางมาถึงนายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมร้านค้าพร้อมสอบถามและให้คำแนะนำต่อบรรดาร้านค้าต่างๆ โดยในงานดังกล่าวนายกฯได้ชมการเดินแฟชั่นโชว์จากนักศึกษาอาชีวะด้วย
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่เห็นความตั้งใจของนักศึกษาอาชีวะ รัฐบาลพร้อมสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้กับนักศึกษา ซึ่งอาชีวะเองมีส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้สำหรับนักเรียนอาชีวะหากเรียนจบในระดับ ปวช.แล้วยังไม่อยากเรียนต่อ ก็ให้ไปหางานทำก่อนประมาณ 2-3 ปี เพราะวันนี้หากรีบเรียนในระดับปริญญา จบมาก็อาจไม่มีงานทำก็ได้
“ขอร้องว่าวันนี้ให้เลิกตีกัน เพราะมันไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรเลย และรุ่นพี่ก็อย่าไปสอนรุ่นน้อง เพราะไม่เกิดประโยชน์และเสียทั้งหมด ถ้าอยากจะตีกันลุงก็ไม่รู้จะว่าอะไร เพราะมันตายไปแล้ว คนเสียใจก็คือพ่อแม่ ญาติก็ต้องมีนั่งฟังสวด 7 วัน 100 วัน ส่วนคนตายก็ไม่รู้เรื่องแล้ว ถ้าไม่ตีกันก็คงจะดี ส่วนนักเรียนผู้หญิง เป็นห่วงเรื่องคุณแม่วัยใส อย่าให้มี ไม่เอา อย่าไปเชื่อ ผู้ชายบางคน มันไม่ได้ ลุงเป็นคนแก่แล้วก็สอนได้ ผู้ชายมันปากหวาน แต่ต้องดูว่าเขาพร้อมและดีหรือยัง รักใครชอบใครก็ไม่ว่า เพราะผู้ชายสมัยนี้กับสมัยลุงไม่เหมือนกัน เนื่องจากโลกมันเปลี่ยนไป อย่าไปชอบ รักใครเร็วๆ ให้รักพ่อแม่ รักครูอาจารย์และตัวเองก่อน เลือกคนที่มีอนาคตจะได้มีครอบครัวที่มีคุณภาพ ไม่เช่นนั้นจะเสียแรงเปล่าพ่อแม่ก็เสียใจ”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
‘นายกฯ’ เปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 27 ก.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนางนราพร จันทร์โอชา ภริยา เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการจัดนิทรรศการและสื่อสารคดีเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ โดยช่วงหนึ่งของการชมนิทรรศการ นายกรัฐมนตรีได้น้อมนำกระแสพระราชดำรัสปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นหลักในการใช้ชีวิต โดยกล่าวกับเยาวชนว่า เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาใช้ได้กับทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนจนหรือคนรวย เราต้องรู้จักคิดมีเหตุผลในการใช้เงินให้คุ้มค่า เริ่มต้นด้วยการออมและใช้ในสิ่งที่มีความจำเป็น ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีและภริยาได้ลงนามถวายพระพรในใบโพธิ์ทองแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ “ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน”และนำไปติดไว้ที่ต้นโพธิ์ทอง ซึ่งหลังจากนี้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีก็จะนำใบโพทธิ์ทองทั้งหมดไปหล่อเป็นพระพุทธรูปต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกรัฐมนตรีและภริยาได้ให้ความสนใจการทำผ้าไหมมัดหมี่ ซึ่งเด็กชายป้องทอง ศรีสมุทร หรือน้องเคน อายุ 10 ปี เป็นชาวบ้านหนองสูง จ.มุกดาหาร ซึ่งมากับคุณยายได้มาสาธิตในการมัดหมี่ลายนาคหัวโพ๊ะ และทอหูก ( การทอผ้าไหมพุ่งกระสวย) ซึ่งเป็นศิลปะชั้นสูงของชาวอีสาน โดยนายกรัฐมนตรีและภริยาได้ชื่นชมและกล่าวว่า อยากให้มีเด็กที่มีความรู้ ความสามารถในเรื่องการทัดหมี่ ทอหูกให้มากกว่านี้เพื่อสืบสานประเพณี วัฒนธรรมและศิลปะของไทยต่อไป
จากนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวให้โอวาทกับนักเรียน นักศึกษาที่เข้าร่วมงานตอนหนึ่งว่า ขอให้ทุกคนตระหนักถึงความพอเพียงเพื่อลูกหลานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ขณะเดียวกันสื่อจะต้องมีคุณภาพและความรับผิดชอบ ไม่ใช่เสนอแต่บันเทิงอย่างเดียวเพราะมันอันตรายต้องรายงานทั้งสาระและความบันเทิง และต้องติดตามโซเชียลมีเดียด้วยเพราะหากไม่ตามจะโดนหาว่าโง่ แต่ถ้าฟังแล้วเชื่อไปหมดจะโดนหาว่าบ้า นอกจากนี้อยากให้ลูกหลานตระหนักถึงประวัติศาสตร์ของประเทศให้ได้ ขณะเดียวกันสิ่งที่ยังเป็นปัญหาคือความเข้มแข็งและความยากจนของประเทศ ซึ่งไทยมีอัตราการว่างงานต่ำที่สุดในโลกเพราะหยิบจับอะไรก็เป็นเงิน เช่น การขับจักรยานยนต์รับจ้าง การเก็บเงินค่าเข้าสถานที่สำคัญ ที่เมื่อมีการปล่อยปละละเลยก็มีรายได้ แต่พอเข้มงวดมากขึ้นก็ทำให้รายได้ของประเทศลดลง ซึ่งรัฐบาลพยายามให้เกิดความเป็นธรรมที่สุดแต่ยอมรับว่าระยะแรกก็ทำได้ยาก
นายกฯ ยังได้กล่าวถึง การดูแลทรัพยากรน้ำและป่าไม้ โดยขอให้สื่ออธิบายถึงความเป็นมา ของการเปรียบเทียบว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวคือน้ำ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ คือป่า โดยต้องอธิบายว่า น้ำคือสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเริ่มในหลายด้านทั้งชลประทาน และการอนุรักษ์แหล่งน้ำต่าง ๆ ส่วนป่าหมายถึง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชกรณียกิจ เกี่ยวกับอนุรักษ์น้ำ เพื่อให้เกิดความชุ่มชื้นและมีฝน ซึ่งคำว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวคือน้ำ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ คือป่า ไม่ใช่คำคล้องจองเท่านั้น
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คนไทยเป็นคนละเอียดอ่อน ช่างติ ทำเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่เรื่องใหญ่เป็นเรื่องใหญ่ไปอีก แต่ก็ขอให้ไปใช้ในเรื่องสำคัญที่จะต้องแก้ที่ระบบการศึกษา เพราะเด็กสมัยนี้ไม่มีจินตนาการ ไม่มีการสร้างการคิดที่ต่อเนื่อง นโยบายของรัฐบาลนี้ นักเรียนต้องมีความสุข ครูต้องมีความสุข ไปหาวิธีมาให้ได้ภายใน 2 ปีที่ตนยังอยู่ ขณะเดียวกันเยาวชนจะต้องหาตัวเองให้เจอว่าชอบอะไร หาให้เจอให้มีภูมิความรู้แล้วค่อยวิพากษ์วิจารณ์คนอื่นไม่เช่นนั้นสังคมก็จะปั่นป่วนกันไปหมด ข่าวสารต้องติดตาม แต่ต้องรู้ให้จริง อย่าไปสนใจนักเรื่องการปรับ ครม. อย่างรายการคืนความสุข ตนอุตส่าห์พูดแทยตาย ยังปิดทีวีหนี
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อย่างไรก็ตามการปลูกข้าว10 ปี ที่ผ่านมา ยังไม่มีการปรับแก้โครงสร้างทั้งความต้องการและการผลิต เกษตรกรพยายามปลูกข้าวให้ได้ปีละ 5-6 ครั้ง จนสุดท้ายทำให้ข้าวไม่มีคุณภาพไปเน่าอยู่ในคลัง จึงต้องจัดระเบียบใหม่ทั้งหมด หากไม่แก้ก็ต้องวนมาแบบเดิม ขณะนี้รัฐอยู่ระหว่างการออก พ.ร.บ.การเช่าที่นาและการบริหารจัดการน้ำ
“ค่านิยม 10 ประการไม่ได้ยกเลิกของจอมพล ป.เลยเพียงแต่เพิ่มบางข้อ รัฐบาลไม่ได้อะไรแต่ได้กับตัวเองทั้งนั้น ยากไหม 12 ข้อ ทำแล้วมันตายไหม คนมันจะว่าอยู่ทุกวัน ไอก็ว่าแล้ว” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว



