
พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯ...7 วันเร่งสปีดขรก.
พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯ...7 วันเร่งสปีดขรก. : ทีมข่าวรายงานพิเศษ
ตั้งแต่ 21 ก.ค.2558 เป็นต้นไป ประชาชนที่ไปติดต่อหน่วยงานรัฐ ต้องได้รับการอำนวยความสะดวกทุกอย่างภายใน 7 วัน มิเช่นนั้นถือว่าเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบมีความผิด...
นับเป็นนิมิตหมายอันดีของชาวไทยที่มี “พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558” จากนี้ไปคงไม่ต้องไปนั่งรอที่อำเภอหรือสำนักงานเขตทั้งวันอีกต่อไป
กลุ่มนักธุรกิจพยายามผลักดันกฎหมายฉบับนี้มาหลายปี เนื่องจากการประสบปัญหาในการติดต่อกับเจ้าหน้าที่รัฐมาตลอด หากทำให้ไม่พอใจจะถูก “ดองเรื่อง” แต่ถ้าจ่ายงามๆ จะกลายเป็น “เด้งเรื่อง”
องค์กรเอกชน ดูอิ้งบิวซิเนส” www.doingbusiness.org เปรียบเทียบการจัดอันดับความยากง่ายในการติดต่อธุรกิจของไทยและประเทศอื่น ตั้งแต่เมื่อปี 2006-2014 ปรากฏว่าไทยอยู่อันดับท้ายสุด เมื่อเทียบกับสิงคโปร์ ฮ่องกง มาเลเซีย และเกาหลีใต้ แม้กระทั่งไต้หวันที่เคยได้อันดับท้ายๆ ก็ตีตื้นขึ้นมาแซงหน้าไทยแลนด์ได้สำเร็จในปี 2013
ดังนั้นการผลักดันกฎหมายฉบับนี้ จึงมีหลักแนวคิดสำคัญให้คำนึงถึงประชาชนผู้มารับบริการเป็นศูนย์กลาง (Citizen Centric) เน้นประสิทธิภาพการให้บริการ (Efficiency) และการควบคุม (Control) พร้อมจัดให้มีการปรับปรุงการทำงาน 3 ส่วน ได้แก่
ส่วนที่ 1 ทุกหน่วยงานรัฐต้องมี “คู่มือสำหรับประชาชน” เพื่อเผยแพร่และแจกจ่ายเป็นเอกสาร หรือให้ดาวน์โหลดผ่านเว็บไซต์ ใครมีธุระติดต่อเรื่องใดจะได้รู้ว่าต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง มีขั้นตอนอย่างไร ใช้เวลาประมาณกี่วัน หากเอกสารถูกต้องครบถ้วนต้องอนุมัติหรืออนุญาตทันทีภายใน 7 วัน ถ้าเรื่องไม่เสร็จมีปัญหาอะไรต้องแจ้งให้ชาวบ้านเจ้าของเรื่องทราบใน 7 วันเช่นกัน ไม่ใช่ปล่อยเกียร์ว่างหรือทำเป็นเฉยเมยมิรู้ร้อนรู้หนาวอย่างที่ผ่านมา
ที่สำคัญคือ ต้องบันทึกไว้ด้วยว่าขาดเอกสารอะไรบ้าง และสามารถขอเอกสารเพิ่มเติมได้เพียงครั้งเดียวด้วย
ส่วนที่ 2 การจัดตั้ง “ศูนย์บริการร่วม” หมายถึง ส่วนราชการต้องจัดบริการให้ทุกอย่างในจุดเดียวกัน เช่น ในจังหวัดหนึ่งต้องมีพื้นที่ให้หน่วยงานต่างๆ มาร่วมกันทำงาน เช่น หากมีใครต้องการเปิดโรงงาน สามารถไปติดต่อครั้งเดียวแล้วได้พบผู้มีส่วนในการจดทะเบียนนิติบุคคล หน่วยตรวจสอบแปลนโรงงาน หน่วยควบคุมมลพิษสิ่งแวดล้อม แผนผังที่ดิน ฯลฯ ที่ผ่านมาต้องไปติดต่อหลายกระทรวงกว่าจะเปิดโรงงานสำเร็จ แต่จากวันนี้ไปทุกจังหวัดต้องเร่งเปิด “ศูนย์บริการร่วม” ให้ประชาชนเดินทางไปยื่นขออนุญาตครั้งเดียวได้ครบทุกกระทรวง
ส่วนที่ 3 “ศูนย์รับคำอนุญาต” จะเกิดขึ้นได้เมื่อมีมติของคณะรัฐมนตรี ทำหน้าที่รับคำขอและค่าธรรมเนียมต่างๆ อาจประจำกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งตามความเหมาะสม เช่น การจ่ายค่าธรรมเนียมในการยื่นขอคำอนุญาตสามารถทำได้ที่ศูนย์แห่งนี้ เจ้าหน้าที่ศูนย์จะส่งเรื่องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ช้ากว่า 3 วันทำการ
แม้ว่ากฎหมายอำนวยความสะดวกฯ จะครอบคลุมหน่วยงาน 8,260 แห่ง เช่น กระทรวง สถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ องค์การบริหารส่วนบุคคล แต่มีบางหน่วยงานที่กฎหมายฉบับนี้ไม่สามารถบังคับใช้ได้
คือ 1 รัฐสภา - คณะรัฐมนตรี 2 กระบวนการพิจารณาคดีของศาล 3 กระบวนการยุติธรรมทางอาญา 4 กฎหมายว่าด้วยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 5 ด้านยุทธการทหาร การควบคุมยุทธภัณฑ์ และกฎหมายว่าด้วยโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน
วันเปิดตัวกฎหมายฉบับนี้ที่หน้าตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาลนั้น นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ พยายามกล่าวตอกย้ำว่า พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯ ประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 22 ม.ค.2558 จากนั้นให้เวลาหน่วยงานต่างๆ 180 วันจนมีผลบังคับจริงในวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา
"หลังจากนี้หน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศ ต้องให้ความสะดวกกับประชาชนในการติดต่อราชการ ต้องทำคู่มือประชาชนในการติดต่อว่า จะต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง ต้องใช้เวลาเท่าไร และเสียค่าใช้จ่ายอย่างไร หากราชการไม่สามารถปฏิบัติตามได้ ต้องแจ้งให้ประชาชนทราบเป็นหนังสือ ภายใน 7 วัน ไม่เช่นนั้นจะถือเป็นความผิด ความบกพร่อง”
ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในงานเดียวกันว่า
“คนเราก็มีชีวิตจิตใจเหมือนกัน ข้าราชการก็พร้อมที่จะทำแต่ปัญหาอยู่ที่ว่า วันนี้เพิ่งเริ่มต้นก็ต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยน แต่ก็ยืนยันตามนี้กี่นาทีๆ ไม่ใช่พอไปถึงกระทรวงนั้น กระทรวงนี้ตั้งเวลาเลยแล้วพอเกินเวลาฟ้องเลย ไม่ใช่ ต้องดูเหตุดูผล”
ด้วยท่าทีที่แตกต่างกัน ทำให้หลายคนเริ่มสงสัยแล้วว่า กฎหมายฉบับนี้จะมีผลในทางปฏิบัติจริงหรือไม่ หรือเป็นแค่กฎหมายที่มีแต่คู่มือกระดาษ ไม่สามารถเร่งสปีดข้าราชการได้จริง
ข้าราชการระดับ “อธิบดี” รายหนึ่งแสดงความเห็นเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ฉบับนี้ว่า ตั้งแต่ต้นปีได้สั่งให้ข้าราชการในความรับผิดชอบเตรียมตัวและจัดทำคู่มือให้พร้อม แต่ในกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้กล่าวถึงบทลงโทษแต่อย่างใด
“คงรอให้ประชาชนที่เดือดร้อนไปร้องเรียน แล้วก็ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง หากพบว่าข้าราชการคนไหนทำผิดไม่อำนวยความสะดวกจริง ก็ต้องลงโทษตามขั้นตอนระเบียบปฏิบัติ เช่น ขั้นแรกต้องตำหนิว่ากล่าวตักเตือน ขั้นสองทำทัณฑ์บน ขั้นสามตัดเงินเดือน ลดเงินเดือนหรืออาจถึงขั้นพักงาน คงต้องพิจารณาเป็นกรณีไป”
จุดประสงค์ของ พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯ เพื่อให้ชาวบ้านได้รับบริการจากเจ้าหน้าที่รวดเร็วสะดวก ลดความสิ้นเปลือง
คงต้องรอดูว่าจะมีใครมาร้องเรียนหรือไม่ หากไม่ได้รับการพิจารณาอนุญาตเอกสารต่างๆ ภายใน 7 วัน



