ข่าว

วิกฤติแล้งน้ำเค็มรุกสวนกล้วยไม้กระอัก

วิกฤติแล้งน้ำเค็มรุกสวนกล้วยไม้กระอัก

27 ก.ค. 2558

วิกฤติแล้งน้ำเค็มรุกสวนกล้วยไม้กระอัก : ทีมข่าวภูมิภาครายงาน

                แม้สายฝนที่เริ่มโปรยปรายหนาเม็ด และบ่อยครั้งขึ้น ในช่วงสัปดาห์ก่อน ได้ช่วยผ่อนคลายความเครียดของชาวนาภาคกลางในหลายจังหวัดลง เพราะไม่ต้องกล้ำกลืนฝืนใจเห็นต้นข้าวในแปลงนาที่กำลังตั้งท้องต้องแห้งเหี่ยวตายไปต่อหน้า แต่ก็ยังมีเกษตรกรอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังต้องดิ้นรนต่อสู้ เสาะหาแหล่งน้ำมาต่อชีวิตต้นพืชของพวกเขาเอาไว้จนกว่าฟ้าฝน และน้ำท่าในระบบคูคลองหนองบึงจะกลับสู่ภาวะปกติ

                เกษตรกรกลุ่มที่ว่า คือผู้เพาะเลี้ยงกล้วยไม้ในเขต จ.นครปฐมและสมุทรสาคร สองพื้นที่แหล่งผลิตสินค้าเกษตรขนาดใหญ่แห่งลุ่มน้ำท่าจีน และแม่กลอง ซึ่งกำลังได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าแหล่งเพาะปลูกในลุ่มเจ้าพระยาที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤติ แม้ว่าจะเป็นผลกระทบทางอ้อม แต่ก็ถือว่ารุนแรงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

                ภาวะน้ำเค็มหนุนสูงในแม่น้ำท่าจีน คือที่มาของปัญหา จากข้อมูลของกรมส่งเสริมการเกษตร ที่ประมาณการพื้นที่ประสบภัยจากภาวะน้ำเค็มหนุนเข้ามาในพื้นที่แม่น้ำท่าจีน ประกอบด้วยเขต อ.สามพราน จ.นครปฐม คาดว่าจะมีพื้นที่ปลูกกล้วยไม้กว่า 1,200 ไร่ ได้รับผลกระทบ เช่นเดียวกับ อ.เมือง อ.กระทุ่มแบน และ อ.บ้านแพ้ว ซึ่งมีพื้นที่ปลูกกล้วยไม้รวม 2,000 ไร่ ล้วนได้รับผลกระทบจากคุณภาพน้ำซึ่งถ้าหากเกษตรกรฝืนนำมาใช้จะสร้างความเสียหายใหญ่หลวงและในทันที

                ภาวะความแห้งแล้วติดต่อยาวนานถึง 3 ปี นับแต่การบริหารจัดการน้ำผิดพลาดเมื่อปี 2555 ด้วยการระดมพร่องน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำในเขื่อนใหญ่ ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ จากลุ่มน้ำหนึ่งไปถึงอีกลุ่มน้ำหนึ่ง นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปี 2557 เริ่มมีสัญญาณแล้วว่า ในปีถัดมาจะประสบปัญหาที่รุนแรงขึ้น ซึ่งก็ไม่ได้ผิดไปจากที่คาดการณ์ไว้ เพราะมกราคม 2558 น้ำเค็มจากอ่าวไทยเริ่มหนุนสูงเข้าสู่แม่น้ำท่าจีน ขณะที่เขื่อนแม่กลองซึ่งรับบทบาทบริหารจัดการน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี ก็มีข้อจำกัดที่จะปล่อยน้ำลงมาผลักดันน้ำเค็มได้ในปริมาณที่มากพอ

                แม่น้ำท่าจีน มีระบบคูคลองต่อเชื่อมกับแม่น้ำแม่กลอง เมื่อเขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ ต้องรับบทบาทเป็นพระเอกสำรองน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคข้ามลุ่มน้ำไปยังเจ้าพระยา เขื่อนแม่กลองที่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ก็พลอยต้องทำหน้าที่ "จัดการน้ำ" ตามลำดับความสำคัญก่อนหลังไปพร้อมๆกัน

                มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เขื่อนต่างๆ จะต้องระมัดระวัง ปริมาณ "น้ำต้นทุน" ในอ่างกักเก็บไม่ให้ลดน้อยลงไปอยู่ในระดับอันตราย สำหรับฤดูกาลถัดไป การผันน้ำทั้งเพื่อการเกษตรและผลักดันน้ำเค็มจากเขื่อนแม่กลองจึงไม่อาจสนับสนุนพื้นที่เพาะปลูก 13 ตำบล ของ อ.สามพราน จ.นครปฐม บางพื้นที่ของ อ.เมือง อ.กระทุ่มแบน และอ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ได้อย่างเต็มที่

                "กล้วยไม้" นับเป็นพืชที่มีความอ่อนไหวต่อค่าความเค็มของน้ำที่จะนำมาใช้รดหล่อเลี้ยงเป็นอย่างยิ่ง ขณะที่พืชผลไม้อื่นๆยังพอ "ทนได้" กับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

                การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยภูมิปัญญาชาวบ้านจึงเริ่มขึ้นด้วยการสร้างทำนบปิดกั้นปากคลองซอยต่างๆ ป้องกันน้ำเค็มไหลเข้าร่องสวน ที่พวกเขากักเก็บน้ำจืดเอาไว้ใช้สอยได้ในห้วงเวลาหนึ่งเพราะถึงอย่างไรเมื่อน้ำจืดหมดลง น้ำเค็มก็จะหนุนเข้าแทนที่อยู่ดี แนวสกัดที่ว่านี้พบเห็นได้ที่ ต.บางช้าง อ.สามพราน จ.นครปฐม

                ภาวะฝนทิ้งช่วงยาวนานผนวกเข้ากับการทำทำนบปิดปากคลองจินดาตรงฝั่งแม่น้ำท่าจีน ใน อ.สามพราน เป็นเพียงแนวทางรับมือเพียงชั่วคราวเท่านั้น เพราะถึงแม้ว่ากรมชลประทานจะผันน้ำจากแม่น้ำแม่กลอง ในเขตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครปฐมและโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาราชบุรีฝั่งซ้ายมาช่วยแต่ก็ไม่สามารถที่จะต้านกับน้ำเค็มที่รุกเข้ามาได้แบบ 100% ชาวสวนกล้วยไม้จึงเผชิญกับปัญหาน้ำเค็มหนุนสูงติดต่อกันมาหลายเดือน และพวกเขาต้องดิ้นรนต่อสู้ด้วยนานาวิธีเพื่อประวิงเวลารอฝนจากฟ้าต่อไป

                พิชยา เจริญสุขใส เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้ ต.บางยาง อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร บอกว่า แม้ส่วนราชการในท้องถิ่นจะสนับสนุนด้วยการจัดหารถบรรทุกน้ำจืดเข้ามาแจกจ่าย แต่ก็ไม่สามารถกระจายความช่วยเหลือได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ทางออกในขณะนี่้ก็คือ การขออนุญาตจากทางจังหวัดขุดเจาะบ่อบาดาล

                “หัวใจสำคัญของการปลูกกล้วยไม้อยู่ที่แหล่งน้ำทางธรรมชาติ เดิมคิดกันว่าปัญหาแล้ง ที่เกิดภาวะน้ำเค็มหนุนเข้ามาในเขตน้ำจืด นับตั้งแต่มกราคมจะคลี่คลาย แต่เอาเข้าจริง ฝนทิ้งช่วงกินเวลายาวนาน ทำให้เกษตรกรต้องดิ้นรนหาทางออกกันเอาเอง"

                บ่อบาดาลที่ถูกขุดขึ้นด้วยเงินลงทุนก้อนใหม่มากถึง 3 แสน บาท สำหรับเนื้อที่ 50 ไร่ คือการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ตามวิถีของพิชยา เพราะการซื้อน้ำจืดมาใช้เดือนละ 3 หมื่นบาท ยังมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด ซึ่งค่าใช้จ่ายที่ตามมาก็ยังมีเรื่องค่าไฟฟ้า และน้ำมัน เฉลี่ยอีกเดือนละ 4 หมื่นบาท
                
                อย่างไรก็ตาม พิชยาแสดงความห่วงใยถึงเกษตรกรที่มีแปลงเพาะขนาดเล็ก เพราะมีข้อจำกัดในเรื่องเงินทุนเจาะบาดาล และมีความเสี่ยงมากที่สุดคือ อาจจะต้องยอมปล่อยให้แปลงกล้วยไม้เสียหาย เนื่องจากไม่อาจคาดหวังได้ถึงความช่วยเหลือจากภาครัฐ

                พยงค์ คงอุดมทรัพย์ เจ้าของสวนกล้วยไม้แอดวานซ์ ออร์คิด ต.บางช้าง อ.สามพราน กล่าวว่า ภาวะน้ำเค็มหนุนแม่น้ำท่าจีน ถือว่ารุนแรงและกินระยะเวลาที่ยาวนานมาก แนวทางการทำทำนบกั้น หรือผันน้ำจืดเข้ามาไล่ ไม่สามารถแก้ปัญหาได้แบบ 100% วิกฤติในครั้งนี้ ที่จะเอาตัวรอดได้คือเกษตรกรรายใหญ่เท่านั้น นี่คือบทเรียนที่บ่งบอกว่า การเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ไม่อาจจะพึ่งพิงธรรมชาติเพียงทางเดียวได้
                
                แต่ในท่ามกลางวิกฤติ วินิตย์ ปิยะเมธาง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร กลับเห็นเป็นโอกาส จากการขยายโครงขายระบบประปาภูมิภาคเพื่อส่งน้ำจืดไปหล่อเลี้่ยง และในอนาคตก็จะต่อยอดเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับนิคมการผลิตกล้วยไม้เพื่อการส่งออกของสมุทรสาครไปพร้อมๆ กัน
                
                เอนก น้อยพิทักษ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) คลองใหม่ อ.สามพราน แนะนำว่า เพื่อเป็นการรักษาพื้นที่แหล่งผลิตกล้วยไม้ที่สำคัญ ทาง อบต.ได้เข้าไปสนับสนุนการจัดหารถน้ำ เพื่อช่วยเกษตรกรให้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอ ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ถือว่ากินระยะเวลาที่ยาวนานมาก ทั้งที่คาดการณ์เอาไว้ว่าเมื่อเข้าสู่ฤดูฝนตามการประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ทุกอย่างก็น่าจะคลี่คลาย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม

                สุรสิษฐ์ สุทธิเดชารัชต์ หัวหน้าสำนักงานเกษตรจังหวัดนครปฐม ยืนยันว่า ติดตามสถานการณ์น้ำเค็มที่มีผลกระทบต่อการเพาะปลูกอยู่ตลอดเวลา โดยประสานงานกับทางชลประทาน เพื่อให้จัดสรรน้ำมาไล่น้ำเค็มในเขตแม่น้ำท่าจีน รวมทั้งการขอความช่วยเหลือจากทางท้องถิ่น ในการจัดหารถน้ำ เข้าไปสนับสนุนพื้นที่เกษตรที่สำคัญ เพื่อให้มีน้ำเพียงพอ “ตอนนี้พื้นที่ที่ต้องเพิ่มมาตรการดูแล ก็คือเขต อ.สามพราน ที่เป็นแหล่งผลิตกล้วยไม้ที่สำคัญในเขตภาคกลาง ซึ่งก็ให้ความมั่นใจได้ว่า พร้อมที่จะประสานทุกฝ่ายเพื่อเข้าไปสนับสนุนการรักษาศักยภาพในฐานะแหล่งเพาะปลูกที่สำคัญของประเทศ”

                นี่คืออีกบทสรุปที่สะท้อนให้เห็นว่า มิติของวิกฤติภัยแล้งที่เกิดขึ้น ไม่ได้จำกัดวงอยู่เพียงแค่ปัญหาการขาดน้ำสำหรับบางกิจกรรมเท่านั้น หากแต่ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง และทุกๆคนในสังคมล้วนได้รับผลของมันทั้งสิ้น