
4องค์กรสื่อยื่นข้อเสนอปช.ปรับแก้ร่างพ.ร.บ.
4องค์กรสื่อยื่นข้อเสนอปช.ปรับแก้ร่างพ.ร.บ. ชี้ปฏิรูปสื่อไม่ใช่แค่ออกก.ม.คุมต้องให้ดูแลกันเอง
เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 24 ก.ค.2558 ที่รัฐสภา กลุ่ม 4 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ในนามคณะทำงานสื่อเพื่อการปฏิรูป ประกอบด้วย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สภาผู้ประกอบวิชาชีพข่าวและโทรทัศน์ไทย เข้าร่วมหารือกับนายจุมพล รอดคำดี ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชน และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) โดยนายจุมพล กล่าวในที่ประชุมว่า กมธ.ปฏิรูปฯ เชิญ 4 องค์กรสื่อเข้าร่วมพูดคุย เพราะอยากทราบเหตุผลเรื่องแถลงการณ์คัดค้านที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด เราไม่ต้องการให้เกิดเป็นปัญหาตามมา ซึ่งมีการกำกับเป็นขั้นเพื่อดูแลกันเองไม่ใช่ให้มีอำนาจควบคุมการทำงานของสื่อ แต่แถลงการณ์ที่ออกมาเหมือนกับเป็นการบ่น วิพากษ์วิจารณ์ โดยไม่มีข้อเสนอแนะหรือข้อแก้ไขที่ชัดเจน ทั้งที่สิ่งที่ทางกมธ.ปฏิรูปฯอยากได้คือข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์มากกว่า
ทั้งนี้ 4 กลุ่มองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ได้ยื่นเอกสารประกอบการพิจารณาแนวทางในการกำกับดูแลจริยธรรมสื่อขององค์กรสื่อต่อนายจุมพล เกี่ยวกับแนวทางและกลไกการกำกับดูแลผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนที่เหมาะสมกับประเทศไทย ป้องกันการแทรกแซงสื่อจากอำนาจรัฐและทุน รวมถึงให้ความสำคัญกับการปฏิรูปที่อยู่บนพื้นฐานการสนับสนุนให้สื่อควบคุมกันเอง แต่เห็นจุดอ่อนของการควบคุมกันเองที่ผ่านมาว่า อำนาจในการลงโทษที่องค์กรวิชาชีพมีอยู่นั้น ไม่สอดคล้องกับความต้องการของสังคม เพราะอำนาจในการลงโทษขององค์กรวิชาชีพสื่อ มีแต่เพียงให้แก้ไขความผิดพลาดโดยตีพิมพ์คำวินิจฉัยขององค์กรวิชาชีพสื่อ จึงไม่สามารถลงโทษปรับหรืออื่นๆ ซึ่งเป็นโทษในทางแพ่งและอาญาแก่ผู้กระทำผิดได้
การปฏิรูปสื่อครั้งนี้ จึงมีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาว่า สื่อมวลชนจะรับอำนาจรัฐมาลงโทษกันเองหรือไม่ ซึ่งคณะทำงานสื่อเพื่อการปฏิรูปเห็นว่า หากทำเช่นนั้นนอกจากจะขัดต่อหลักการควบคุมกันเองที่พยายามพัฒนากันมากว่า 18 ปี ซึ่งเป็นหลักการที่เป็นที่ยอมรับกันในทางสากล การรับอำนาจรัฐมาเสี่ยงกับการถูกแทรกแซงโดยรัฐ ที่จะเข้ามาโดยการให้เงินอุดหนุนองค์กรที่จะจัดตั้งขึ้น หรือต้องขึ้นทะเบียนผู้ประกอบวิชาชีพโดยตรงหรือโดยอ้อม ซึ่งเสมือนกับการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพโดยกลายๆ ทั้งนี้แม้ว่ากมธ.ปฏิรูปสื่อฯ มีเจตนาในการปฏิรูปที่น่าชื่นชมหลายประการ แต่รูปแบบกฎหมายที่สปช.เห็นชอบไปนั้น มีความไม่รอบคอบและอาจจะก่อปัญหาในอนาคตได้ จึงมีคำทักท้วงว่ากมธ.ปฏิรูปสื่อฯ ควรเสนอเฉพาะหลักการไว้ในรายงาน แต่ไม่ควรเสนอร่างกฎหมายที่มีปัญหา และการปฏิรูปสื่อที่จะเกิดขึ้นควรจะเป็นการปฏิรูปสื่อทั้งระบบ มิใช่ออกกฎหมายมาปฏิรูปสื่อภาคเอกชน โดยมิได้รวมสื่อภาครัฐเข้าไปด้วย อีกทั้งการปฏิรูปสื่อต้องใช้วิธีการที่หลากหลาย ให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ของปัญหา มิใช่การออกกฎหมายฉบับที่มีเนื้อหามุ่งแต่การควบคุมสื่อภาคเอกชนอย่างเดียว
จากนั้นเวลา 16.15 น. นายจุมพล แถลงว่า หลังจากที่กมธ.ปฏิรูปฯทราบเหตุผลและข้อเสนอแนะทั้งหมดแล้ว ก็จะนำไปปรับปรุงในที่ประชุมอีกครั้งในวันที่ 27 ก.ค. ยืนยันว่าจะทำให้ร่างพ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน หรือร่างพ.ร.บ.สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ให้มีความสมบูรณ์ก่อนที่จะส่งให้กับสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อพิจารณาต่อไป
ขณะที่นายเทพชัย หย่อง กล่าวว่า ส่วนใหญ่แล้วเข้าใจตรงกันในหลักการที่ต้องการให้มีกลไกการตรวจสอบการทำงานของสื่อ แต่ก็มีบางประเด็นที่เป็นห่วงเช่นการรับรองใบประกอบวิชาชีพที่มาของเงินกองทุนสภาวิชาชีพสื่อ รวมถึงจำนวนวงเงินที่อาจสูงเกินไป รวมถึงกระบวนการสรรหาคณะกรรมการ ที่จะต้องไม่เป็นไปเพื่อการแทรกแซงหรือครอบงำการทำงานของสื่อ



