
ข้าราชการไทยไร้ทุจริตในมุมมองของเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท.
ก่อนที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเข้ามาบริหารประเทศนั้น
กล่าวได้ว่ามีการทุจริตทั้งในหน้าที่และพฤติกรรมขณะเดียวกันการทุจริตก็แผ่กระจายออกไปทั่วประเทศ โดยสรุปก็คือรุนแรงทั้งทางพฤติการณ์และในเชิงพื้นที่ และในขณะนี้ผลของการทุจริตได้เข้าไปกัดกร่อนโครงสร้างหลักของประเทศ เช่น สังคม เศรษฐกิจ การเมือง และที่หนักที่สุดคือระบบราชการผลที่ตามมานอกจากจะเสียหายเรื่องเม็ดเงินแล้ว หน้าที่ที่ต้องทำ ต้องแก้ไขปัญหาก็ไม่ได้ทำ จึงนับเป็นความเสียหายทั้ง ๒ ส่วน ก็คือ งานก็เสีย เม็ดเงิน ก็เสียที่ผ่านมาเราละเลยในเรื่องนี้มานาน ผลที่สุดสถานการณ์มันจึงรุนแรงขึ้น ปราบก็ไม่ได้ผล ป้องก็ไม่ได้ทำอย่างเต็มที่ สถานการณ์ที่ผ่านมามันจึงใหญ่โตขึ้นอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตามในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) กระทรวงยุติธรรม หลังจากที่ได้รับคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๖๙/๒๕๕๗ เรื่อง มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบซึ่งมอบหมายเจาะจงมายัง หัวหน้าส่วนราชการและหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ ให้ดำเนินการตรวจสอบว่าหน่วยงานของตัวเองมีจุดอ่อนตรงไหน แล้วทำแผนงานโครงการ หรือมาตรการการป้องกันแก้ไขปัญหาการทุจริตในจุดนั้น กรณีมีเหตุสงสัย หรือมีการกล่าวหาว่าผู้ใต้บังคับบัญชาของตัวเองกระทำการทุจริตประพฤติมิชอบก็ขอให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ภายใต้ระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง โดยให้บังคับใช้มาตรการทางวินัย มาตรการทางปกครอง และมาตรการทางกฎหมายอย่างเฉียบขาดและรวดเร็ว กรณีหัวหน้าส่วนราชการหรือผู้บังคับบัญชา ปล่อยปละละเลย ไม่ดำเนินการ ถือว่าเป็นความผิดวินัยหรือความผิดทางอาญาแล้วแต่ละกรณี สำหรับการจัดชื้อจัดจ้าง ก็ให้หัวหน้าส่วนราชการ มีหน้าที่ควบคุม กำกับดูแลให้เป็นไปตามกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) ซึ่งได้กำหนดมาตรการการจัดชื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐไว้ ๒ ประการได้แก่ การให้หน่วยงานภาครัฐจัดทำรายละเอียดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดชื้อจัดจ้าง ราคากลาง การคำนวณราคากลางไว้ในระบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และการให้บุคคลหรือนิติบุคคล ที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐแสดงบัญชีรายการรับจ่ายของโครงการต่อกรมสรรพากร และให้ สำนักงาน ป.ป.ท. ดำเนินการแสวงหาข้อมูลและข้อเท็จจริงใดๆรวมทั้งเร่งรัดให้หัวหน้าส่วนราชการเร่งดำเนินการตามคำสั่งฉบับดังกล่าว ก็คือให้ สำนักงาน ป.ป.ท.เข้าไปมีอำนาจ ซึ่งตรงนี้เป็นเจตจำนงค์ที่ คสช. ให้อำนาจ สำนักงาน ป.ป.ท. อย่างเป็นรูปธรรมในเรื่องนี้อีกทั้ง ยังเป็นเหมือนการตัดไฟเสียตั้งแต่ต้นลม เพราะหากผู้บังคับบัญชาปล่อยปละละเลยไม่ทำงานก็จะมีความผิดเสียเอง โดยกลไกที่จะขับเคลื่อนให้หน่วยราชการต้องทำงานตรวจสอบคือ ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ( ศอตช.) โดยมี สำนักงาน ป.ป.ท. เป็นฝ่ายเลขา ถ้าหน่วยราชการไม่ทำงาน ก็จะมีกำลังจาก ป.ป.ง. ,ส.ต.ง.และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ลงไปกระตุ้นในพื้นที่ เมื่อส่วนราชการทำงานการตรวจสอบในประเทศจะดีขึ้น เพราะจะมีกลไกกำกับให้หน่วยงานต้องทำงาน กระตุ้นให้ดีขึ้น
และภายใต้นโยบายรัฐบาลปัจจุบัน กับการแก้ปัญหาการทุจริตในช่วงที่ผ่านมา พบว่า“จากการจัดอันดับขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันของประเทศไทยในปี พ.ศ.๒๕๕๗ประเทศไทยอยู่อันดับที่ ๘๕ จาก ๑๗๕ ประเทศทั่วโลกโดยดีขึ้นจากอันดับที่ ๑๐๒ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๖” ณ วันนี้ กลไกการแก้ไขปัญหาดีขึ้น ซึ่งผมมองว่าปัญหาจะกลับมาใหญ่เหมือนเดิมได้ยาก เพราะ
๑. รัฐบาลปัจจุบันมีเจตจำนงชัดเจนในเรื่องนี้
๒. บรรดาตัวกฎหมายที่เคยมีช่องว่างในปัจจุบันนี้ก็จะได้รับการ
ปฏิรูปให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
๓. การมองปัญหาของรัฐจะให้ความสำคัญมากขึ้นแล้วความ ร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ก็จะตามมา
๔. มีมาตรการดำเนินงานครบถ้วน โดยเล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องของการทำงานเพื่อแก้ไขในทุกๆ ปัญหา โดยต้องให้ทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องช่วยกันทำงานอย่างบูรณาการ
และข้อสุดท้ายทุกภาคส่วนในสังคมมีแนวโน้นจะเข้ามาช่วยกัน ภาครัฐถูกฟื้นขึ้นมาทำงานกันอย่างจริงจัง ภาคประชาชนภาคประชาสังคม ภาคสื่อมวลชน ภาคเอกชนเข้ามาให้ความร่วมมือ เพราะฉะนั้นเงื่อนไข ๕ ประการนี้เป็นเงื่อนไขความสำเร็จของฮ่องกง ซึ่งผมคิดว่าเรามีแนวโน้มครบทั้ง ๕ เรื่อง แต่ต้องพัฒนาให้มากขึ้นฮ่องกงใช้เวลา ๑๓ ปี ของเราในช่วง ๑-๒ ปีก็น่าจะดีขึ้นเพราะฉะนั้น จากสถานการณ์รุนแรง ถูกยาแรงกัดมาพอดีแล้ว ต่อไปเมื่อเราพัฒนากลไกเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ให้ดีขึ้น และในเป้าหมายสุดท้ายที่เป็นตัวชี้วัดก็คือดัชนีชี้วัดความโปร่งใสประเทศไทยจะดีขึ้นจะดีขึ้น โดยยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ ๒ ( พ.ศ. ๒๕๕๖- ๒๕๖๐ )ตั้งเป้าหมายยกระดับค่า CPI ของประเทศไทยให้สูงขึ้นให้ได้ระดับ๕๐คะแนนจากคะแนนเต็ม ๑๐๐ ในปีพ.ศ. ๒๕๖๐ โครงการ “ข้าราชการไทยไร้ทุจริต” จึงเป็นแนวคิดในการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่สั่งสมมาเป็นเวลายาวนาน ปัญหาหรือต้นเหตุสำคัญของปัญหาคือ เจ้าหน้าที่ภาครัฐบางส่วน ขาดจิตสำนึกและปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ยิ่งรุนแรงมากขึ้น เมื่อ เจ้าหน้าที่ภาครัฐ หรือ ข้าราชการ ที่ดีไม่ได้รับการสนับสนุน กล่าวคือ การขาดพื้นที่สำหรับ ข้าราชการที่ดี ซึ่งนับว่าเป็นการบั่นทอนขวัญกำลังใจ ข้าราชการที่ดี
ซื่อสัตย์สุจริตเพราะฉะนั้น จึงต้องเร่ง ปลุกกระตุ้น ให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐ มีจิตสำนึกในเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริต รวมพลังกันต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ โดยใช้ยุทธศาสตร์ “ สำนึกรักองค์กร” จึงเกิดความร่วมมือ-กัน ระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.)กระทรวงยุติธรรม และ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ดำเนินการโครงการ“ข้าราชการไทยไร้ทุจริต” สร้างครือข่ายภาครัฐโดยการมีส่วนร่วมจากหน่วยงานภาครัฐ จากหน่วยงานส่วนกลางระดับ กรม. รัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชน องค์กรปกครองส่วนท้อง(องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาลนครกรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา) จำนวนกว่า ๒๕๐ หน่วยงาน เพื่อสร้างเครือข่ายภาครัฐต่อต้านการทุจริต จำนวนกว่า ๑๕,๐๐๐ คน เพื่อมุ่งหวังให้เป็นกลไก การเฝ้าระวัง แจ้งเบาะแสการทุจริตในภาครัฐ รวมทั้งสร้างค่านิยมความซื่อสัตย์สุจริต และร่วมกันการต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ
ปัญหากระบวนการเอาคนผิดมาลงโทษ ส่วนใหญ่เป็นคดีอาญา ซึ่งต้องอาศัยการพิจารณาคดีเป็นเวลายาวนาน การใช้ยุทธศาสตร์ “ตัดไฟแต่ต้นลม” โดยการเน้นป้องกันปัญหา โดยการสร้างจิตสำนึกค่านิยม ให้กับเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ร่วมกันเป็นเครือข่ายภาครัฐต่อต้านการทุจริต เพราะ “ เจ้าหน้าที่ภาครัฐ หรือข้าราชการ” เป็นต้นเหตุของปัญหาการทุจริต ซึ่งยุทธศาสตร์นี้ คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตและสิทธิพลเมืองของเกาหลี หรือ Anti-Corruption and Civil Rights Commission of Korea : ACRC ใช้สำเร็จมาแล้ว
..และท้ายนี้ผมฝากถึง หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่เข้าร่วมเป็นเครือข่ายภาครัฐต่อต้านการทุจริต รวมถึงประชาชน ที่ได้ทราบถึงโครงการดังกล่าวด้วยครับ.. ว่า..ต้องขอขอบคุณ และชื่นชม เจ้าหน้าที่ภาครัฐ ที่เข้าร่วมเป็นเครือข่ายภาครัฐต่อต้านการทุจริตภายใต้โครงการ ข้าราชการไทยไร้ทุจริต ท่านคือพลังสำคัญ ที่ยิ่งใหญ่ นอกจากท่านต้องเป็นแบบอย่างในเรื่องของการทำงานอย่างมีธรรมาภิบาลแล้ว ท่านยังต้องขยายผลไปยังกลุ่มอื่นๆ อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ภาครัฐในองค์กรของท่านเอง ท่านสามารถสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนในสังคม ร่วมกันต่อต้านการทุจริตใช้มาตรการทางสังคมกดดันไม่ให้คนโกงมีที่ยืนในสังคมไทยอีกต่อไป
แจ้งเบาะแสการทุจริต โทร.๑๒๐๖ สำนักงาน ป.ป.ท. กระทรวงยุติธรรม



