ข่าว

‘นายกฯ’ชี้ข่าวปรับครม.ทำเสียสมาธิ

‘นายกฯ’ชี้ข่าวปรับครม.ทำเสียสมาธิ

24 ก.ค. 2558

‘นายกฯ’ ชี้ข่าวปรับครม.ทำเสียสมาธิ ระบุย้าย ‘พล.ท.พงศกร’ พ้นสมช.เพื่อความเหมาะสม เมินสหภาพอียูสเปนจี้ ‘อียู’ ให้ใบแดงประมงไทย ซัด กสม.อย่าทำลายประเทศ

 
        24 ก.ค.58 เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยล่าสุดผลสำรวจของกรุงเทพฯโพลล์ระบุว่าควรมีการปรับ ครม. ว่า “ก็มีข่าวปรับทุกวัน” 
 
        เมื่อถามย้ำว่า จะมีการปรับจริงใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า กำลังคิดอยู่ คือก็ไม่อยากให้มีผลกระทบ แต่ถ้าปรับก็คือปรับ ไม่ปรับก็คือไม่ปรับ ถ้าพูดทุกวันก็ทำให้ทุกอย่างแย่ไปหมด เศรษฐกิจ ความมั่นคงก็แย่ เกิดความขัดแย้ง
 
        “พอปรับเสร็จสื่อก็บอกว่านี่คือความขัดแย้ง บอกว่าผมไม่สนใจไม่ฟังเสียงประชาชน เอ๊ะ! จะเอาอย่างไรกัน ถามหลายครั้งจะปรับใครล่ะบอกมาซิ ชื่ออะไรเสนอมา จะให้ปรับใครบ้าง บอกมา” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว 
 
        ผู้สื่อข่าวระบุว่า ผลสำรวจส่วนใหญ่ต้องการให้มีการปรับในกระทรวงเศรษฐกิจ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “เหรอ เขาทำอะไรผิดบ้างบอกมาสิ สิ่งไหนที่เขาทำวันนี้มันไม่ดีตรงไหน หรือดีตรงไหน ทำให้เศรษฐกิจเลวลงหรืออย่างไร เลวลงเพราะเขาทำ เพราะผมทำ หรือมันด้วยเพราะเศรษฐกิจโลกเศรษฐกิจข้างล่าง ความผิดความถูกการกระทำ ธุรกิจที่ผ่านมามองให้ครบทุกมิติด้วย เอาล่ะถ้ามองในแง่ของความไว้วางใจความน่าเชื่อถือก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะฉะนั้นสังคมต้องมองให้ออกว่าถ้าเผื่อปรับไปแล้วไม่ดีขึ้นกว่าเดิมจะโทษใครอีก โทษผมมั้ง ปรับผมออกใช่หรือเปล่า อย่าเพิ่งไปให้ความสำคัญมากนักเดี๋ยวผมจัดการของผมเอง” 
 
        เมื่อถามว่า เพื่อไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อมจะทำให้เร็วขึ้นหรือไม่ในการปรับ ครม. พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “กระเพื่อมอะไร แล้วในความคิดของสื่อมีความคิดเห็นอย่างไร มันแย่ลงมากมั้ย แล้วจะเอาใครมาเป็น เสนอใส่กระดาษมาให้ผม เขียนส่งมาเดี๋ยวผมจะดูให้ วันนี้หนังสือพิมพ์ก็มี 2 ขาตลอด เชียนคนนี้เชียร์คนโน้นก็มาตั้งเสียเองก็แล้วกัน”
 
        ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมข่าวปรับ ครม.จึงเกิดในช่วงนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า มันต้องดูว่าเป็นข้อเท็จจริงหรือเปล่า มันเป็นอย่างนี้เขาไม่เข้าใจหรือไม่ ใจร้อนหรือเปล่าไม่ทันใจ อีกส่วนหนึ่งคือความไว้วางใจความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นรายบุคคล มีการเมืองฝ่ายตรงข้ามไปก่อกวนอะไรข้างล่างหรือเปล่า มันเกิดขึ้นได้หมดทุกเรื่อง ตนอยากจะบอกว่าวันนี้ทุกคนควรต้องคิดใคร่ครวญให้ดีว่ารัฐบาลนี้ไม่ใช่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ทุกคนก็รู้อยู่เป็นรัฐมนตรี ใครทำหน้าที่อะไรมันมีกติกาของฝ่ายการเมือง ตนไม่ใช่คนตั้งกติกาตรงนี้ ดังนั้นตนจะดูที่ผลงาน ดูที่ประสิทธิภาพ จึงต้องให้เวลาไปสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับประชาชนไม่เช่นนั้นมุมมองในภาคธุรกิจก็ไม่กล้าที่จะทำอะไร สื่อก็ต้องให้ความเป็นธรรมด้วย อะไรที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริง เป็นแค่เพียงคำบอกเล่าหรือไม่มีหลักฐานขุดคุ้ยขึ้นมามันก็ไม่มีประโยชน์ 
 
        เมื่อถามว่าข่าวปรับ ครม.ที่ออกมาส่งผลให้ ครม.เสียสมาธิในการทำงานหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คนที่เสียสมาธิคือตน รัฐมนตรีเขาต้องมีสมาธิอยู่แล้วเพราะเขาทำงานตามที่ตนสั่ง ถ้าทำได้ก็ไม่มีปัญหาแต่ถ้าทำไม่ได้ตนก็ต้องหาคนทำให้ได้เท่านั้นเอง 
 
        เมื่อถามว่า ครั้งนี้เป็นการปรับใหญ่หรือปรับเล็ก พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “อะไรคือใหญ่อะไรคือเล็ก”
 
        เมื่อถามย้ำว่าปรับ ครม.หลายตำแหน่งหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเลี่ยงว่า “อ๋อเหรอ ก็เสนอเข้ามาซิ” 
 
        เมื่อถามว่า วันนี้มีรัฐมนตรี ถอดใจยื่นใบลาออกบ้างหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวปฏิเสธว่า ยังไม่เห็นมีใคร ทุกคนก็ยังเข้มแข็งอยู่ พยายามทำหน้าที่ ประเด็นปัญหาวันนี้คือปัญหามีเยอะมาก ทับซ้อนมากและตนก็รู้ปัญหาเยอะจึงสั่งการณ์เยอะ อีกทั้งมีความกดดันข้างนอกด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องจัดลำดับให้ดี ว่าอะไรทำได้อะไรควรทำ อะไรที่ทำแล้วเกิดความเชื่อมั่นไว้วางใจอะไรที่ก่อให้เกิดการค้าการลงทุนมากขึ้น ในเมื่อเราฝากความหวังเศรษฐกิจทั้งประเทศไว้กับการส่งออกซึ่งมีถึงร้อยละ 70 ถามว่ามันจะได้หรือไม่ ถ้าทำอย่างนี้ต่อไปวันข้างหน้าก็ต้องเป็นแบบนี้อีกไม่สามารถทำได้เพราะโครงสร้างมันไม่ถูก และเราก็ไปทุ่มเทกับองค์กรสิทธิมนุษยชนบ้าง เอ็นจีโอบ้าง ซึ่งไม่ใช่ว่าจะผิด แต่ต้องดูว่าประเทศเราต้องการอะไรเดินให้เป็นคู่ขนาน เราสร้างความเข้มแข็งในภาคอื่นไม่ได้ก็ต้องพึ่งการส่งออกอย่างเดียว ซึ่งการส่งออกก็ต้องพึ่งภาคการเกษตรอย่างเดียว รายได้ร้อยละ 70 คือการส่งออก ซึ่งร้อยละ 90 คือธุรกิจเอสเอ็มอี ร้อยละ 70 เป็นการเกษตรทั้งสิ้น ดังนั้นเราต้องสร้างการใช้จ่ายในประเทศ ปรับคุณภาพ ปรับนวัตกรรม ความต้องการต่างๆ ปรับต้นทุน สร้างโรงงานแปรรูป หาตลาดเพิ่ม 
 
        “ลืมหรือยังว่าผมเข้ามาทำงานกี่เดือนแล้ว เป็น คสช.มาตั้แต่ 22 พ.ค.57 เป็นรัฐบาลในเดือน ก.ย.57 รวมแล้วปีกว่า แต่ปัญหาที่มีอยู่ทับซ้อนมาเป็นสิบปี แต่ผมก็ทำได้ในเวลาแค่ปีเดียว เป็นธรรมกับผมบ้างว่าอะไรที่ทำแล้ว อะไรที่ยังไม่ทำอะไรที่กำลังทำอยู่ แค่นี้ยังหาไม่เจอผมพูดทุกวัน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว 
 
        ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้ให้กำลังใจ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ที่ถูกกระแสข่าวถูกปรับออกจาก ครม.บ้างหรือไม่ พลงอ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ผมก็ให้กำลังใจทุกคนนั่นแหละ ผมก็ให้มาตลอดทุกวันไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นผมก็ให้กำลังใจ หรือจะต้องให้ไปลดกำลังใจคนอย่างนั้นหรือ ทำไม” 
 
        เมื่อถามว่า แต่การทำงานอาจจะเกิดความหวั่นไหวเพราะมีกระแสข่าวทุกวัน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า " ท่านก็บอกแล้วนี่ว่าท่านก็พร้อม ฟังบ้างสิ เวลาที่ท่านพูด ทุกคนเขาก็สุภาพบุรุษกันอยู่แล้วไม่ต้องกลัวหรอก ทุกคนเขารู้ดีว่าเข้ามาแล้วต้องเจอกับสถานการณ์อะไรบ้าง เขารับได้ทั้งหมด แต่ก็อย่าไปทำให้เขาเสียกำลังใจ คือปรับมันก็ต้องปรับ แต่ไม่ใช่ปรับเพราะเขาเลว ไม่ดี เขาไม่เก่ง มันไม่ใช่ แต่ในแง่ของปัญหาที่ทับซ้อนเยอะ แล้วกระบวนการประชาธิปไตยมันก็เร่งรัด นักการเมืองก็อยากให้เขามาเลือกตั้งเร็วๆ ต้องมองทั้งปัจจัยภายในและภายนอกทั้งในและนอกประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมันก็ดี 
 
        ผู้สื่อข่าวถามว่า การปรับ ครม.ครั้งนี้ จะมาพร้อมกับโผโยกย้ายนายทหารในเดือน ก.ย.นี้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวย้อนถามว่า “มันเกี่ยวอะไร พวกคุณไปเขียนอะไรขึ้นมาผมยังไม่คิดสักคนว่าจะเอาใครจากกองทัพมา แค่นี้มันก็จะแย่อยู่แล้ว วันนี้กองทัพก็คือกองทัพ ทำไมจะต้องเอาคนนั้นคนนี้มา ไปเอาข่าวมาจากไหน” 
 
        เมื่อถามว่า แต่ในเดือน ก.ย.นี้จะมีทหารระดับสูงเกษียณอายุราชการหลายคน และมีข่าวว่าอาจมีการปรับรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ทำไม อ๋อเหรอ อือๆ ก็ผมไม่เปลี่ยนอ่ะ ทำไม”
 
        เมื่อถามว่า จะมีการปรับในส่วนของ คสช.ด้วยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ ไม่มีๆ ทำไมต้องปรับ คสช.ทำไม คสช.เป็นรัฐบาลหรือ คสช. เป็นอะไรมาจากการเลือกตั้งหรืออย่างไร ผมตั้งไปแล้วก็คือตั้งไปแล้ว มีแต่จะตั้งเพิ่ม ขอร้องว่าอย่าไปเขียนกันอีกกองทัพก็คือกองทัพ วันนี้เขาก็อยู่ของเขาอยู่แล้วทำหน้าที่อย่างสมศักดิ์ศรี ทหารเหล่านี้เขาหมดหน้าที่ก็เหมือนกับผมที่กะว่าเหมือนเกษียณอายุแล้วก็จะกลับไปอยู่บ้าน ถ้าไม่มีเรื่องผมก็ไม่มายืนให้เมื่อยอยู่แบบนี้ เขาก็คงไม่มีใครอยากจะมานักหรอก อย่าไปเขียนว่าพอเกษียณแล้วก็อยากจะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี ถามว่าผมต้องรับคนเข้ามาเยอะแยะเลยหรือ ถ้าผมบอกว่าไม่เอาใครเดี๋ยวก็จะมาเกลียดผม วันนี้เขามีหน้าที่เมื่อเกษียณเขาก็ยังมีหน้าที่อยู่ใน คสช.แล้วจะเอาอะไรอีก”
 
        เมื่อถามย้ำอีกว่า มีรัฐมนตรีคนใดถอดใจยื่นใบลาออกบ้างหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนพูดมา 3 ครั้งแล้ววันนี้มีใครส่งข่าวไปบอกสื่อบ้างหรือไม่ ยืนยันว่าไม่มี วันเดียวกันนี้นายสมหมาย ภาษี รมว.คลังก็บอกแล้วว่าเขาพร้อมออกแต่ก็พร้อมทำงานไปก่อน เขาไม่ได้ลาออก 
 
        ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าการปรับ ครม.ทั้งหมดต้องฟังจากนายกรัฐมนตรี เพราะมีอำนาจคนเดียวใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็ใช่ แล้วทำไมต้องถามกันมากมาย
 
        "มันง่ายหรือเปล่า สั่งวันนี้แล้วพรุ่งนี้ออกหรือ มันไม่ได้ ต้องมาคัดเลือกตัวบุคคล ตรวจสอบคุณสมบัติ เรื่องการแจ้งบัญชีทรัพย์สิน ร่างประวัติและต้องนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะทำวันนี้จดรายชื่อ 15 คน 10 คน หรือ 9 คน แล้วใส่ลงไปพร้อมดึงคนใหม่เข้ามา มันไม่ใช่”
 
        พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงอาการป่วยของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ที่ลาป่วยหลายวันว่า “อาการของพล.อ.ประวิตรก็ดีขึ้น และคุยกับผมทุกวัน เพียงแต่เจ็บแขนก็เลยไม่สะดวก ออกกำลังกายมากไปอะไรไปหรือเปล่าก็ไม่รู้ก็เจ็บขาด้วย ส่วนการปั่นจักรยานนั้น ก่อนหน้านี้ท่านก็ขี่แต่ตอนหลังท่านขี่ไม่ไหว เพราะทั้งน้ำหนักด้วยและอายุด้วยต้องระวัง”
 
        ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การให้สัมภาษณ์วันนี้ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ใช้เวลากว่า 45 นาที และเป็นที่น่าสังเกตว่ามีอารมณ์ดีเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อถูกถามถึงเรื่องการปรับ ครม. พล.อ.ประยุทธ์ ตอบคำถามอย่างใจเย็นซึ่งผิดกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ขณะเดียวกันเมื่อผู้สื่อข่าวหมดคำถาม พล.อ.ประยุทธ์ ยังแกล้งหยอกด้วยการยืนเพื่อขอพูดต่อ
 
 
‘นายกฯ’ ชี้ย้าย ‘พงศกร’ พ้นสมช.เพื่อความเหมาะสม
 
 
        24 ก.ค.58 เมื่อเวลา 11.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.กล่าวถึงกรณีมีคำสั่งหัวหน้าคสช.ให้ พล.ท.พงศกร รอดชมภู พ้นจากตำแหน่งรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ ว่า เหตุผลเพื่อให้เกิดความเหมาะสม เกิดการรองรับในการปรับย้าย ปรับคนให้เหมาะสมกับงานเท่านั้น ไม่มีอะไร   
 
        เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่าปรับย้ายพล.ท.พงศกร เพราะสนิทกับ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการ สมช.ในสมัยรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายกฯ กล่าวว่า คงไม่เกี่ยว ตอนที่ตั้งมาทำไมไม่ถามเขาเล่า ถามเขาสิ ไปถามว่าทำไมถึงตั้งคนนี้มา และในเมื่อเขาทำได้ ตนก็ทำได้ ตนก็ต้องฟังหน่วยงานเขา ทำไมไม่นึกถึงคนที่อยู่ในหน่วยงานเขาบ้างว่า มีความสามารถหรือไม่ ตนยังไม่รู้เลย ส่วนเลขาธิการสมช.คนใหม่ ก็แล้วแต่หน่วยงานที่เขารับผิดชอบเสนอมา ตนดูแล้วไม่ได้ผิดกติกา ไม่ได้ผิดกฎ ส่วนเรื่องสังคม ตนเห็นว่าสังคมไม่เห็นจะรับใครสักคน   
 
        เมื่อถามว่า มีแนวโน้มว่านายปกรณ์ ศรีจันทร์งาม รองเลขาธิการ สมช.จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเลขาธิการสมช.คนใหม่ นายกฯ กล่าวว่า ตนไม่รู้ เพราะเขายังไม่เสนอ ถ้ายังก็รอเขาเสนอตั้งเลขาธิการสมช.คนใหม่ ซึ่งใครก็ได้ทั้งนั้น ซึ่งเขาดูแลอยู่ ไม่ใช่ตนจะไปล้วงตับเขาทั้งหมด ไม่อย่างนั้นจะตั้งทำไม ตนก็เป็นทั้งหมดเลยสิ
 
 
‘นายกฯ’ ยันเร่งเดินหน้ารถไฟไทยจีน
 
 
        24 ก.ค.58 เวลา 11.00 น. ที่ทำเนียรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการดำเนินการโครงสร้างพื้นฐาน ว่า ช่วงเช้าที่ผ่านมาตนได้คุยกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแล้ว ในเรื่องของรถไฟขอให้เร่งการดำเนินการด้านการลงทุนให้เร็วขึ้น เพราะที่ผ่านมามีปัญหาติดตรงนี้ตรงโน้น ปัญหาที่ว่าคือคนไม่เข้าใจและก็ขัดแย้งต่อต้านกัน จึงทำทีโออาร์ไม่ได้ ทั้งนี้ไม่ใช่ความผิดของใคร เพียงแต่ประชาชนไม่เข้าใจ ซึ่งมันต้องมีใครเดือดร้อนบ้าง และเราจะดูแลเขาอย่างไร
  
        พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทางแก้นั้นคือต้องคุยกันทำได้ก็คือทำ ทำไม่ได้ต้องร่วมกันรับผิดชอบในอนาคต อย่างไรก็ตามในเดือน ส.ค.ต้องมีการเริ่มต้นให้ได้ ซึ่งรถไฟไทยจีนนั้นเป็นรถไฟประวัติศาสตร์ 40 ปี และจะเกิดการก่อสร้างภายในเดือนต.ค. และเริ่มทำต่อ วันนี้ก็มีการพูดคุยกันครั้งที่ห้าที่หกแล้ว ซึ่งมันไม่ได้ง่ายแบบเดิมที่คุยกันสองวัน และเซ็นต์สัญญาร่วมกันเปิดให้ใครไปทำเลย มันไม่ใช่ ในเมื่อเราจะเป็นจีทูจี ก็ต้องทำเป็น 5 คณะทำงาน แยกระบบทั้งหมดออกมาไม่ใช่รถไฟคือรถไฟ ต้องมีระบบรางระบบรถ ระบบบริหารจัดการเดินรถ ระบบผลประโยชน์ที่ได้จากการเดินรถจะแบ่งปันร่วมทุนกันอย่างไร ซึ่งมันเยอะแยะมหาศาล มันยากไหมล่ะ
   
        ผู้สื่อข่าวถามว่า โครงการรถไฟไทยจีนจะเดินหน้าในปีนี้ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ไอ้นี่ก็จะเอาแต่เดินหน้า ถ้าเดินหน้าไม่เกิดก็บอกว่านี่ทำไม่ได้ คุณไม่ฟังผมอธิบายเลย ผมพูดว่าถ้าที่ทำได้ทั้งหมดนั้นมันทำได้ เดือนหน้ามันก็เกิด ไม่ว่าจะโรงไฟฟ้า โรงแก๊ส พลังงานอะไรทั้งหมด ถ้ามันไม่ขัดแย้ง ถ้ามันทำได้ มันเกิดพรุ่งนี้ก็ได้ ได้สัญญาวันนี้พรุ่งนี้เซ็นต์ ได้หมดหล่ะ แต่มันจะเกิดได้ยังไง เมื่อความขัดแย้งมันเกิดขึ้น การเมืองก็เข้ามาแทรกอีก มันจะเกิดได้ทั้งหมดไหม แล้วก็กลับมาโทษผม เพราะผมเป็นคนคิด เป็นคนริเริ่ม เป็นคนทำให้โปร่งใส แต่ถ้าไม่ช่วยกันอธิบายไม่ไว้วางใจกัน เหมือนที่ผ่านมา ผมถามว่ามันจะเกิดประโยชน์อะไรที่ผมเข้ามา มันไม่เกิดประโยชน์หรอก ท่านก็เป็นเครื่องมือต่อไปแล้วกัน สิ่งที่จะทำวันนี้ไม่ได้ทำแบบเดิม มันทำเพื่ออนาคต ไม่ได้ทำเพื่อส่วนตัว ทุกอย่างในประเทศไทยนั้นไม่ค่อยรักษากติกาตรงมติที่ประชุม มติบอร์ด คำว่ามติคือเสียงข้างมากหรือเปล่า แล้วมีเสียงข้างน้อยคนสองคนออกมาพูดข้างนอกว่าไม่เห็นด้วย ทีนี้ก็แห่ตามกันไป แบบนี้ที่เขาเรียกว่าไปไม่ได้หมดทุกเรื่องเข้าใจไหม”
   
        พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวย้ำว่า เรื่องของรถไฟไทยจีนนั้นจะคงมีความชัดเจนขึ้น เพราะตนได้สัญญาเขาไปแล้วว่ามันต้องเป็นรถไฟสายประวัติศาสตร์ ส่วนปีหน้าก็ครบรอบ 40 ปี ความสัมพันธ์ไทยกับเวียดนาม ต้องมีการร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจลงทุนกันให้มากขึ้น นี่เขาเรียกว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มันก็ดีหมดทุกประเทศ มีแต่คนของเราเองชอบมาพูดนี่พูดโน่น แล้วมันทำให้เกิดความมั่นคง มั่นใจขึ้นมาไหม ก็ไม่เกิด เพราะเขาไม่มั่นใจในเสถียรภาพในความสงบเรียบร้อยแบบนี้ แบบวันนี้ วันที่ตนอยู่ เขาบอกว่ามันดีกว่าที่ผ่านมา ประชาธิปไตยก็คือประชาธิปไตย เขาก็แปลกใจว่าอยู่วันนี้แล้วทำไมสงบกว่าตอนประชาธิปไตย ตนถามประเทศเขาว่ามีแบบไทยไหม เขาบอกไม่มี ถ้าจะมีการเคลื่อนไหวประท้วงอะไร ก็ขออนุญาตหมด เห็นไหมว่าเขาเอาไม้ตีกันทุกที่ เราต้องกลับไปเป็นแบบนั้นเหรอ บ้านเราหนักกว่านั้นอีกเอาปืนยิงกัน อายเขาไหม บ้านเขาเอาไม้ตีกันแล้ววิ่งหนีก็เลิกจบ เราทำได้ไหม บ้านเราเอาไม้ตีก็ถูกสวนด้วยเอ็ม16 ไปบอกให้มันเลิกสักที
 
 
‘นายกฯ’ เมินสหภาพอียูสเปนจี้ ‘อียู’ ให้ใบแดงประมงไทย ซัด กสม.อย่าทำลายประเทศ
 
 
        เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่สมาชิกสหภาพอียูของประเทศสเปน เสนอให้อียูใหญ่ให้ใบแดงกับประเทศไทยในเรื่องประมง ว่า ได้รับรายงานแล้ว ซึ่งหลายประเทศมีปัญหา ประเทศไทยคือประเทศไทยมีพันธะสัญญากับทางอียูและสหประชาชาติหรือยูเอ็น เราก็ได้แสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหา และจะทำให้ดีที่สุด อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด หลายประเทศก็ไม่ได้แก้ทำไมถึงไม่โดน ทั้งนี้ตนเห็นด้วยที่กรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) ออกมาดูแลคน แต่การดูแลสิทธิมนุษยชนไม่ใช่ดูแลเฉพาะคนที่มีปัญหา จะต้องดูแลคนทั้งประเทศ รวมถึงต้องให้ความเป็นธรรมเจ้าหน้าที่ด้วย แต่กลับสร้างความไม่เข้าใจในประเทศของตัวเอง สร้างความขัดแย้งมันดีกับประเทศเราหรือไม่ หลายประเทศไม่มีการปล่อยให้เป็นอิสระเสรี นักสิทธิมนุษยชนจะต้องมีการขออนุญาตทั้งหมด กสม.จะต้องนึกถึงหน้าที่ที่มีต่อสังคมโลกมนุษยชาติและหน้าที่ที่มีต่อประเทศชาติของตนเอง จะต้องคิดให้ครบ   
 
        “วันนี้เรามีความจริงใจในการแก้ไขปัญหา ซึ่งหลายประเทศก็ไม่ได้แก้ ทำไมไม่โดนล่ะ ก็ขยายความเข้าไปสิ ขยายความเข้าไปเรื่อยๆก็แล้วกัน ว่ารัฐบาลทำอย่างนี้อย่างนั้น ก็เสนอกันไปสิ ก็ทำลายกันเองทั้งนั้น การดูแลสิทธิมนุษยชนไม่ใช่ดูแลคนที่มีปัญหา ต้องดูแลคนทั้งประเทศ ดูแลเจ้าหน้าที่ให้ความเป็นธรรมเขาด้วย และดูสิประเทศของท่าน ที่ต้องกินต้องอยู่อย่างนี้ และท่านไปทำลายประเทศชาติด้วยการสร้างความไม่เข้าใจ สร้างความขัดแย้งมันดีกับประเทศเราไหม” นายกฯ กล่าว
 
 
‘นายกฯ’ ประชุม ก.น.จ. ชี้ทำยุทธศาสตร์ชาติไม่ล็อคการเมือง ห่วงเรื่องสร้างการรับรู้ปชช.
 
 
        24 ก.ค.58 เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 24 กรกฎาคม ที่ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.น.จ.) ครั้งที่ 3/2558
  
        จากนั้นเวลา 11.10 น. พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์หลังการประชุม ว่า ก.น.จ.ซึ่งมีการบูรณาการการทำงานระดับจังหวัดโดยใช้งบประมาณที่แยกออกจากส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น เพื่อเป็นส่วนในการเติมช่องว่างในการทำงานของส่วนอื่น โดยเน้นทำแผนงานให้สมบูรณ์และตอบสนองความต้องการของประชาชนให้มากที่สุด ตนเห็นว่าจะต้องมีการปรับบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจนขึ้น โดยนำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 เข้าไปเชื่อมโยงด้วย เพราะรัฐบาลนี้ตั้งใจเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาทั้ง 5 กลุ่มของประเทศ คือ ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม การต่างประเทศ ครอบคลุมไปถึงการสร้างความเข้มแข็งในประเทศ รวมถึงแก้ไขปัญหาเรื่องที่สังคมโลกวิตกกังวลอยู่ คือ มาตรการลดความเสี่ยงของสภาพอากาศที่ทำให้เกิดภัยพิบัติว่าเราจะป้องกันอย่างไร ถนนหนทางจะต้องไม่ขวางทางน้ำ และสิ่งที่ช่วยบรรเทาความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับบ้านเรือนประชาชน การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การสร้างอาชีพและรายได้ให้ประเทศโดยเราจะต้องนำทุกอย่างมาเชื่อมโยงกันให้ได้ เราต้องพูดคุยกันตั้งแต่วันนี้
  
        “ก.น.จ.มีทุกจังหวัดแต่ภาคที่มีมากที่สุดคือภาคใต้ ส่วนจังหวัดอื่นๆ ก็มีก.น.จ.ประจำจังหวัดซึ่งจะทำหน้าที่เชื่อมโยงบูรณาแผนงาน คน และงบประมาณให้สอดคล้องและไม่เกิดความซับซ้อนในการทำงานกัน รวมถึงเชื่อมโยงกับงบประมาณประจำปีด้วย ส่วนเรื่องที่เรายังพัฒนาไม่ได้มากนักคือการทำความเข้าใจกับประชาชนที่ทำให้เกิดการติดขัดของการเบิกจ่ายงบประมาณ ผมจึงมีความคิดที่จะจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะไปล็อคการเมือง แต่เราต้องมีแผนของประเทศว่าจะเดินไปในแนวทางใด” นายกฯ กล่าว
   
        พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้เราจะทุ่มงบไปในภาคการเกษตรอย่างเดียวไม่ได้แล้ว เพราะราคาสินค้าการเกษตรตกต่ำทั่วโลก และคาดว่าจะให้ขึ้นราคามากกว่านี้คงลำบากหากไม่มีการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้มีมูลค่าสูงขึ้น ตนจึงสั่งการให้ทุกภาคส่วนดำเนินการตามแนวทางเกษตรแนวใหม่เพื่อให้ผลผลิตที่มีคุณภาพและภาคเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง เพราะรายได้ของประเทศส่วนใหญ่มาจากการส่งออกกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ แต่รายได้จากภาษีเราคาดหวังอะไรมากไม่ได้เพราะเศรษฐกิจมันตกต่ำ หลายกิจการก็มีผลประกอบการน้อยลง ดังนั้นเราจะต้องเพิ่มเขตเศรษฐกิจพิเศษ และเพิ่มคุณภาพภาคอุตสาหกรรมเพื่อให้สอดคล้องกับภาคอุตสาหกรรมจังหวัดด้วย
   
        “รัฐบาลแบกรับปัญหามาเยอะ และรู้ประเด็นแห่งปัญหาเราจึงแก้ไขตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา วันนี้เราอยู่ในขั้นตอนการปฏิรูปประเทศระยะที่ 1 คือเอาปัญหาทุกอย่างมาว่ากัน ทุกกระทรวงเอาแผนมาแก้ไขกัน เดินไปด้วยกัน ซึ่งภาคจังหวัดก็ได้สอบถามผมในที่ประชุมเรื่องความเป็นห่วงน้ำอุปโภค บริโภคว่าจะเพียงพอหรือไม่ ซึ่งผมก็ให้ไปดูแผนจัดการน้ำของเรา เขาก็ยังเป็นห่วงอยู่นั่น แสดงว่าเขายังไม่มีการรับรู้เข้าใจพอ ที่ผมพูดมาก เพราะผมต้องการให้ฟัง แต่ก็ยังไม่ฟังกัน ผมจึงคาดหวังกับสื่อ ต่อไปอาจมีการแจกเอกสารให้ด้วยเพราะผมพูดเร็ว สื่ออาจจะจดไม่ทัน ครบบ้างไม่ครบบ้าง จดแต่คำพูดแรงๆ ของผมไป ที่เป็นสาระสื่อก็ไม่ใส่ลงไป มันก็เกิดความขัดแย้งไง แต่ผมรู้ว่าสื่อไม่ได้ตั้งใจหรอก ผมรู้ ดังนั้นสื่อต้องช่วยกันสร้างความรับรู้และอะไรที่เป็นปัญหาสื่อก็ช่วยผมในข้อเท็จจริงด้วย” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
 
 
 
‘นายกฯ’ รับพิจารณาข้อเสนอกลุ่มต้านโรงไฟฟ้ากระบี่
 
 
        24 ก.ค.58 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.น.จ.) ครั้งที่ 3/2558 โดยก่อนการประชุมผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีนายกรัฐมนตรี รับข้อเรียกร้องของเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน จ.กระบี่ แล้วหรือไม่ ว่า “ก็มีการพิจารณา เราต้องมาพูดคุยกันว่าจะทำอย่างไร เมื่อเขาเสนอมา 3 ข้อ ก็ต้องฟังเขาหน่อย”
 
        เมื่อถามย้ำว่า ในการประชุมร่วมในวันนี้จะได้ข้อยุติเลยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ต้องมาคุยกันก่อน
 
        เมื่อถามว่า ยังไม่ได้สั่งชะลอโครงการใช่หรือไม่ นายกฯ ถามย้อนกลับว่า ตอนนี้เราทำหรือยัง มันทำได้หรือไม่ การทำโครงการต้องผ่านการทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA ) และรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ก่อน โดยตอนนี้เมื่อยังไม่ทำก็ไม่สามารถเดินหน้าโครงการได้