
ธนะศักดิ์ย้ำจุดยืนบนเวทีโลกไทยเป็นเพื่อนกับทุกประเทศ
ธนะศักดิ์ย้ำจุดยืนบนเวทีโลก ไทยเป็นเพื่อนกับทุกประเทศ
รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บริหารประเทศมาได้ปีเศษๆ แล้ว แต่แรงกดดันจากสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป (อียู) ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะผ่อนปรนลง ขณะเดียวกันการที่ไทยเข้าไปสานสัมพันธ์กับจีนและรัสเซีย อย่างใกล้ชิดมากขึ้น ก็ทำให้ถูกมองว่าเป็นพลิกขั้วหรือถ่วงดุลโลกตะวันตก
พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์รายการ “ชั่วโมงที่ 26” ทางช่อง NOW26 โดยย้ำว่า ไทยยังคงนโยบายเป็น "เพื่อน" กับทุกประเทศ โดยเราเป็นมิตรกับสหรัฐอเมริกามา 180 ปี และเป็นเพื่อนกับรัสเซียมาจะครบ 120 ปีแล้ว ส่วนจีนก็มีสัมพันธ์ทางการทูตมา 40 ปี แต่ถ้านับจริงๆ ก็คงเป็นพันปี
กรณีที่ไทยซื้ออาวุธจากรัสเซีย และจีนมากขึ้น พล.อ.ธนะศักดิ์ ไม่อยากให้มองว่าซื้อมากขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยจัดซื้อมาก่อน บางส่วนก็แลกเปลี่ยนกับสินค้าเกษตร เช่น รัสเซียที่จะซื้อยางพาราอย่างน้อย 8 หมื่นตันจากไทย ซึ่งเกิดจากการประชุมคณะกรรมาธิการร่วม (เจซี) ไทย-รัสเซีย
ส่วนการเตรียมจัดซื้อเรือดำน้่ำจากจีน พล.อ.ธนะศักดิ์ ออกตัวว่า เรื่องนี้ยังตอบไม่ได้ แต่การซื้อยุทโธปกรณ์มีเหตุมีผล อะไรที่จำเป็นจะซื้อก็จะต้องมีการทดลอง และมีคณะกรรมการในการพิจารณา โดยจะพิจารณาจากข้อตกลงที่ดี คุณภาพที่ดี เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้ และมีหลายชาติเอาไปทดลองใช้
เมื่อถามว่า กระทรวงการต่างประเทศมีส่วนในการเจรจาเรื่องเรือดำน้ำด้วยหรือไม่ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิเสธว่า เรื่องนี้มีคณะกรรมการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพพิจารณาอยู่แล้ว เท่าที่ทราบเป็นแผนการพัฒนาของกองทัพเรือ ซึ่งรอบบ้านมีหมดแล้ว โดยอาวุธพวกนี้เหมือนกับการป้องปราม ไม่ใช่อาวุธที่จะคุกคามใคร
"การจัดซื้อเรื้อดำน้ำยังไม่มีการเสนอใน ครม. ซึ่งวิธีคิดมีอยู่สองอย่าง คือ หน้าที่ของทหาร คือการป้องกันประเทศ? และการใช้ประโยชน์จากการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม"
ด้านความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาที่ยังคงมีระยะห่าง โดยล่าสุดสหรัฐก็ประกาศจะลดระดับการฝึก "คอบร้าโกลด์ 2016" เพราะประเทศไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตย พล.อ.ธนะศักด์ ในฐานะที่เป็นอดีต "ผู้บัญชาการทหารสูงสุด" มานานถึง 3 ปี อธิบายว่า การฝึกคอบร้าโกลด์ จะมี Light year (ไลท์เยียร์) และ Heavy year (เฮฟวี่เยียร์) ซึ่งจะสลับกันไปในแต่ละปี
"เมื่อครั้งก่อนหน้านี้มีการแถลงว่าการฝึกจะไม่มีกระสุนจริง แต่พอถึงเวลาก็มีการยิงกระสุนจริงขึ้นมา ซึ่งการฝึกถือว่าเป็นประโยชน์ในภูมิภาค เพราะทุกประเทศจะได้เข้ามาแลกเปลี่่ยนกัน อะไรที่ไม่เป็นมิตรกันก็จะเป็นมิตรกันขึ้น"
สำหรับภารกิจหลักของกระทรวงการต่างประเทศในการชี้แจงต่างชาติ โดยเฉพาะการเดินตาม "โรดแม็พ" ของ คสช. พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวว่า จากการเดินทางพบผู้นำต่างประเทศไม่มีคนถามในเรื่องนี้ แต่โรดแม็พก็คือโรดแม็พ เรายืนยันว่าจะทำตามโรดแม็พที่วางเอาไว้
แต่ถ้าถามว่า จะเป็นประชาธิปไตยเมื่อไหร่ ในความรู้สึกของผมคิดว่าตอนนี้ประเทศไทยก็เป็นประชาธิปไตย เพราะทุกคนอยากทำอะไรก็ทำได้ อยากแสดงความคิดเห็น อยากจะมานั่งตรงนั้นตรงนี้ก็แสดงออกได้เต็มที แต่มีคนมองอีกมุมว่าไม่มีประชาธิปไตย ซึ่งคำว่าไม่มีประชาธิปไตยของนานาชาติ เพราะเรายังไม่ได้เลือกตั้งเท่านั้น"
ส่วนการจับกุมนักศึกษาที่ทำให้ถูกต่างชาติโจมตีว่าไม่เป็นประชาธิปไตย โดยเฉพาะการนำพลเรือนไปขึ้นศาลทหารนั้น พล.อ.ธนะศักดิ์ ชี้แจงว่า เรื่องศาลทหารที่เข้าใจว่า ทุกคนถูกบังคับให้ขึ้นศาลทหาร แต่การจะขึ้นศาลทหารได้ก็ต่อเมื่อเข้ามาในเขตที่มีการห้ามอยู่ ซึ่งมีอยู่ไม่กี่เขต และเป็นเขตที่ห้ามเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้ง
"ขณะนี้อยู่ในช่วงสมานฉันท์ปรองดอง ซึ่งผมก็เข้าใจว่านักศึกษาไปแสดงออก แต่มันมีวิธีที่จะแสดงออกอีกหลายร้อยวิธี แต่บังเอิญไปในเขตที่ห้ามไว้ เมื่อไปก็จะต้องจับขึ้นศาลทหาร เพราะเป็นกฎกติกาที่่ได้ประกาศเอาไว้แล้ว แต่การขึ้นศาลทหารก็เหมือนกับศาลปกติที่มีการประกันตัวได้"
พล.อ.ธนะศักดิ์ ยังเผยถึงความคืบหน้าในการหาเสียงเพื่อให้ได้ที่นั่งในการเป็นสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติว่า มาถึงจุดนี้แล้วก็ถือว่ามีความมั่นใจเมื่อพิจารณาจากเสียงตอบรับ และเพื่อนของเราในเวทีโลก ซึ่งที่ผ่านมานายกฯ ได้มอบให้กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงวัฒนธรรม ทำงานสอดประสานกัน โดยใช้นโยบาย "การทูตเชิงวัฒนธรรม" โดยที่ผ่านมาก็ได้นำโขน และศูนย์ศิลปาชีพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ไปแสดงที่นิวยอร์ก หรือนำโขนไปแสดงที่ประเทศอังกฤษ เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมาชกุมารี และ 160 ปีความสัมพันธ์ไทย-อังกฤษ ซึ่งก็ถือเป็นการหาเสียงของเราด้วย
"ครั้งที่แล้วเมื่อมีวิฤติการณ์ใหม่ๆ ที่ฮิวแมนไรท์วอชท์ออกรายงาน สหประชาชาติมี 193 ประเทศ แต่เราได้เสียง 140-150 เสียง ทั้งที่เราเพิ่งมีสถานการณ์ภายในประเทศ ส่วนประเทศคู่แข่งได้มากกว่าเราหน่อยเดียว งานนี้ผมมั่นใจ แต่ได้ไม่ได้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง"
เมื่อถามว่า ได้คาดการณ์มาก่อนหรือไม่ว่า การส่งชาว "อุยกูร์" กลับไปให้ทางการจีนจะทำให้เกิดปฏิกิริยาที่รุนแรงจนทำให้เกิดเหตุบานปลายที่ตุรกี และถูกโลกตะวันตกรุมกดดัน พล.อ.ธนะศักดิ์ ตอบว่า เรื่องนี้ต้องมีผลกระทบแน่นอน แต่คนที่เกี่ยวข้องได้พิจารณารอบคอบ และได้พิจารณาเรื่องนี้มาเป็นเวลาเกือบปีครึ่งแล้ว
ทั้งนี้ จีนกับไทยมีข้อตกลงกัน หรือกรณีประเทศอื่นๆ หากมีผู้กระทำผิดจะต้องมีการส่งตัวขึ้นศาล และชาวอุยกูร์ก็ไม่ได้อยู่ในฐานะผู้อพยพ แต่อยู่ในฐานะผู้เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ซึ่งเราคำนึงถึงข้อตกลงและเหตุผล และทำตามหลักมนุษยธรรม ผู้ที่ไม่มีหลักฐาน และไม่ประสงค์ที่จะกลับเราก็ส่งไปตุรกี 179 คน ส่วนที่มีหลักฐานชัดก็ต้องส่งไปจีน
"เราไม่ได้ถูกแรงกดดันจากจีน ไม่อย่างนั้นอุยกูร์ที่ส่งไปยังตุรกี 179 คนก็จะถูกกดดัน แต่จีนไม่ได้พูดอะไรเลย เพราะเราทำตามหลักฐานทั้งหมด แต่สิ่งหนึ่งคือโทษตายไม่มี นอกจากนี้จีนยังยินดีเชิญไปไปเยี่ยม และดูชาวอุยกูร์ ซึ่งเราต้องเชื่อใจกัน มั่นใจว่าคำพูดต้องเป็นคำไหนคำนั้น และได้ส่งให้เลขาธิการ สมช.เดินทางไปเยี่ยมมาแล้ว"
อีกประเด็นที่ลุ้นกันอย่างใจจดใจจ่อ คือ รายงานสถานการณ์ "ค้ามนุษย์" ของไทยที่หล่นลงไปอยู่เทียร์ 3 นั้น พล.อ.ธนะศักดิ์ มั่นใจว่าจะดีขึ้น เพราะมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีหลายอย่าง เช่น การนำเอาแรงงานผิดกฎหมายขึ้นมาจดทะเบียนได้ 1.6 ล้านคน และในภาคใต้ก็มีการจับกุมผู้ที่กระทำผิดในคดีค้ามนุษย์ได้จำนวนมาก
"เราได้ประกาศแล้วว่าในพื้นที่ภาคใต้จะต้องไม่มีแคมป์ (โรฮิงญา) อีก สิ่งเหล่านี้เราพยายามทำและดำเนินคดี โดยจะมีศาลพิเศษขึ้นมาพิจารณาเรื่องค้ามนุษย์ ซึ่งเทียร์ 3 แปลเป็นภาษาไทยว่าไม่มีความตั้งใจ แต่ตอนนี้เกินความตั้งใจ ซึ่งมั่นใจว่าจะต้องได้"
อย่างไรก็ตาม รมว.ต่างประเทศ ย้ำว่า เรื่องนี้จะต้องให้เกียรติคนพิจารณา ถ้าไม่ได้ก็ไม่เสียใจ เพราะได้มีความมุ่งมั่นทำในสิ่งที่เป็นความมั่นคงของประเทศ ตามหลักมนุษยธรรม เพื่อประกาศให้คนทั้งโลกได้เห็นถึงความตั้งใจจริงของประเทศไทย และมีความมุ่งมั่นที่จะทำต่อไป แม้ว่าอาจจะไม่ได้ตามความคาดหวังก็ตาม



