ข่าว

ปฏิบัติการ‘ยาแรง’สตช.สกัดแก๊งเข้าเมืองผิดกฎหมายรุกคืบพัทยา

ปฏิบัติการ‘ยาแรง’สตช.สกัดแก๊งเข้าเมืองผิดกฎหมายรุกคืบพัทยา

24 ก.ค. 2558

ปฏิบัติการ‘ยาแรง’สตช. สกัดแก๊งเข้าเมืองผิดกฎหมายรุกคืบพัทยา : ทีมข่าวอาชญากรรม

               หากใครเคยเข้าไปสัมผัสบรรยากาศถนนคนเดินย่าน "วอล์กกิ้งสตรีท" แหล่งบันเทิงสำคัญของเมืองพัทยา จ.ชลบุรี คงจะคุ้นชินกับภาพนักท่องเที่ยวชาวไทย และต่างชาติที่แห่แหนเข้ามาหาความสำราญกันไม่เว้นแต่ละค่ำคืน

               "วอล์กกิ้งสตรีท" ถือเป็นจุดขายระดับตัวพ่อของเมืองพัทยา เพราะมีรูปแบบการให้บริการที่หลากหลาย โดยเฉพาะการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาจับจ่ายใช้สอย และเสพสุขไปพร้อมๆ กัน แต่ขณะเดียวกันในอีกด้านหนึ่ง สิ่งที่ชาวพัทยาและนักท่องเที่ยวเห็นกันจนชินตา คือ ภาพชาวต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย ทั้ง "พม่า กัมพูชา และเวียดนาม" ต่างออกมาขอทาน และเร่ขายดอกไม้ให้บรรดานักท่องเที่ยวในวอล์กกิ้งสตรีทอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย

               เมื่อทีมข่าว "คม ชัด ลึก" ลงพื้นที่ตรวจสอบคนกลุ่มนี้พบว่า  ช่วงหัวค่ำจะเป็นกลุ่มชาวกัมพูชาและพม่าเข้าประจำจุด กระทั่งเวลาประมาณตีสาม จะมีกลุ่มชาวเวียดนาม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นจะเข้ามาแทนที่ โดยมีกลุ่มบุคคลทำหน้าที่รับ-ส่งตามสถานที่ต่างๆ เพื่อคอยเติมดอกไม้ให้เวลาขายหมด

               ตำรวจชุดสืบสวน บช.ภ.2 บอกต่อทีมข่าวว่า ต่างด้าวเหล่านี้จะเดินทางเข้ามาขายดอกไม้บนถนนวอล์กกิ้งสตรีท ในช่วงเวลา 19.30 น.  โดยจะแยกย้ายกันไปประจำตามจุดต่างๆ ในลักษณะแบ่งโซนกันขายอย่างชัดเจน กระทั่งเมื่อถึงช่วงเวลา 03.00 น. จะเป็นกลุ่มชาวเวียดนามเข้ามาขายแทนในลักษณะเหมือนมาเปลี่ยนเวรกัน ซึ่งกลุ่มชาวเวียดนามจะขายดอกไม้ถึงแค่เวลา 05.00 น. อาจเป็นไปได้ว่า พวกเขาเหล่านี้ไปขายที่อื่นกันมาก่อน ที่จะเข้ามาขายในวอล์กกิ้งสตรีท เพราะรู้ว่ามีอีกกลุ่มขายอยู่แล้ว จึงไม่สามารถเข้ามาขายได้ เพราะจะกลายเป็นการแย่งรายได้กัน

               "พวกเขาจะต่างคนต่างเดินทางกันมาเอง บางคนก็มีคนขี่รถจักรยานยนต์ไปส่ง บางคนจะเดินเท้า หรือจักรยานยนต์รับจ้างทั่วไป ก่อนจะเข้าไปขายดอกไม้ตามร้านอาหาร หรือตามผับ ตามบาร์ ในเมืองพัทยา รวมถึงถนนวอล์กกิ้งสตรีท เพราะคนกลุ่มนี้จะเลือกร้านหรือสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน ส่วนรายได้วันหนึ่งก็หลักหลายร้อยบาท บางคนเมื่อขายดอกไม้เสร็จก็จะไปตั้งวงดื่มสุรา ก่อนจะแยกย้ายกันกลับที่พัก" ตำรวจชุดสืบสวน บช.ภ.2 เปิดเผย

               จากกรณีดังกล่าว ตำรวจชุดสืบสวน บช.ภ.2 กว่า 10 นาย ลงพื้นที่ในตัวเมืองพัทยาทั้งเหนือ กลาง และใต้ ตามปฏิบัติการทลายเครือข่ายชาวต่างชาติที่เข้ามาเร่ขายดอกไม้และขอทานในเมืองพัทยา

               จุดแรกบนถนนพัทยา-นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ก่อนจะควบคุมตัว "เรือง" อายุ 24 ปี สาวชาวเวียดนาม ขณะเดินขายดอกไม้ตามร้านอาหาร พร้อมยึดรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า พร้อมดอกกุหลาบหลายสิบดอกเป็นของกลาง

               เรือง เล่าว่า เข้ามาขายดอกไม้ที่ประเทศไทยนานกว่า 2 เดือนแล้ว โดยเดินทางเข้ามาทาง จ.นครพนม เพียงลำพัง ก่อนที่จะนั่งรถโดยสารมาลงที่หมอชิต และนั่งรถโดยสารต่อมายังพัทยา จากนั้นได้เช่ารถจักรยานยนต์ขี่ตระเวนขายดอกไม้ตามร้านอาหารในตัวเมืองพัทยา มีรายได้วันละ 300-400 บาท เพื่อนำเงินที่ได้ส่งให้ลูกที่ประเทศเวียดนาม 2 คน เป็นค่าใช้จ่าย

               สอดคล้องกับข้อมูลของ "ดา" วัย 30 ปี สาวชาวเวียดนามที่ตั้งครรภ์กว่า 8 เดือน และถูกตำรวจจับกุมขณะเดินขายดอกไม้อยู่ที่ซอยบัวขาว ถนนพัทยากลาง อ.บางละมุง พร้อมยึดรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า คลิก สีแดง และดอกกุหลาบหลายช่อ ซึ่งขณะที่ตำรวจเข้าจับกุม สามีของดาวิ่งหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว

               "หนูอยู่ประเทศไทยมาได้ปีกว่า ส่วนใหญ่จะไปๆ กลับๆ พร้อมกับสามีที่หลบหนีไป อีกเพียง 5 วันจะคลอดลูกแล้ว ปล่อยหนูเถอะนะอย่าจับเลยนะ หนูมีพ่อแม่ที่ต้องส่งเสียเลี้ยงดูอยู่ที่ประเทศเวียดนาม" ดา เปิดเผยทั้งน้ำตา

               ทั้งนี้ เมื่้อตำรวจชุดสืบสวน บช.ภ.2 ตรวจสอบถึงแหล่งที่มาของ "จักรยานยนต์" ที่ชาวเวียดนามนำมาใช้ในการขนส่งดอกไม้ พบว่า มีชื่อคนไทยมีภูมิลำเนาใน จ.นครพนม เป็นผู้เช่า ซึ่งตำรวจเตรียมขยายผลไปยังคนไทยรายนี้แล้ว เพราะมีพฤติการณ์ช่วยเหลือชาวต่างชาติเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และอาจพัวพันกับการ "ค้ามนุษย์"

               เพื่อให้การกวาดล้างกลุ่มชาวต่างชาติที่เข้าเมืองมาอย่างผิดกฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ตำรวจอีกชุดเข้าตรวจค้นห้องพักของชาวเวียดนามในซอยพัทยาเหนือ อ.บางละมุง พบชาวเวียดนามอาศัยอยู่ภายในห้องพัก 5-6 คน โดยเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการกับผู้ให้ที่พักพิงอย่างเด็ดขาด เนื่องจากเห็นว่า พฤติกรรมของชาวต่างชาติที่หลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมาย บางรายถึงขนาดก่อคดีอาชญากรรม และมีพฤติการณ์เข้าข่ายมาเฟีย

               เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ รอง ผบ.ตร. เปิดเผยว่า พัทยาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ขณะนี้ในปีหนึ่งมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยปีละ 6-8 ล้านคน ปัจจุบันปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติมีหลายรูปแบบ และเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งในอดีตส่วนใหญ่เป็นคดีเกี่ยวกับชีวิตร่างกาย ตอนนี้คดีเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายลดน้อยลง แต่คดีที่เกี่ยวกับทรัพย์มีจำนวนมากขึ้น ส่วนคดีอาชญากรรมข้ามชาติกลับเป็นคดีเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะบัตรเอทีเอ็ม ปัญหาพาสปอร์ต เครดิตการ์ดทั้งหลายต่างเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงปัญหาต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำชับให้ดูแลนักท่องเที่ยว รวมไปถึงการปราบปรามปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่มคนผิวสีที่เข้ามาก่อเหตุในไทยมากขึ้น

               "ภาพรวมถือว่า ปัญหาอาชญากรรมต่างๆ ที่กระทบต่อนักท่องเที่ยวถือว่า ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรีภาค 2 ยังสามารถควบคุมได้ เพราะที่ผ่านมาสามารถจับกุมกลุ่มผู้กระทำความผิดได้ ซึ่งขณะนี้ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เร่งดูแลนักท่องเที่ยวตามสถานที่สำคัญต่างๆ ทั้งพัทยา และภาคอื่นๆ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มอาชญากรข้ามชาติ" รอง ผบ.ตร. กล่าว

               แม้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติจะพัฒนารูปแบบอยู่เสมอ ซึ่งต้นตอของปัญหาเกิดจากสภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น จึงเป็นที่มาของการลักลอบเข้ามาทำงานในประเทศที่ให้ค่าตอบแทนดีกว่า แต่ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติจะหมดไปหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการเอาจริงเอาจัง รวมถึงการใช้ "ยาแรง" เรื่องข้อกฎหมาย และการขับเคลื่อนนโยบายที่เข้มแข็งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าจะเข้มงวด จริงจังแค่ไหน...!