
เส้นทางอพยพอุยกูร์:จากซินเจียงถึงไทย
เส้นทางอพยพอุยกูร์:จากซินเจียงถึงไทย : โลกมุสลิม โดยศราวุฒิ อารีย์
หลายคนตั้งคำถามว่าทำไมมุสลิมอุยกูร์ ซึ่งอาศัยอยู่เขตปกครองตนเองซินเจียงทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน จึงไม่เลือกเส้นทางลี้ภัยผ่านทางดินแดนเอเชียกลางเข้าตุรกี เพราะซินเจียงมีเขตพรมแดนติดเอเชียกลางและมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดและศาสนาใกล้ชิดกัน คือคนของทั้งสองดินแดนนี้เป็นคนเชื้อสายเติร์กและนับถือศาสนาอิสลามเหมือนกัน ทำไมชาวอุยกูร์จึงเลือกอพยพไปเส้นทางอื่น คือจากซินเจียงผ่านจีนแผ่นดินใหญ่ แล้วลัดเลาะเข้าไปในประเทศต่างๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
คำตอบบางส่วนอาจเป็นเพราะประเทศต่างๆ ในเอเชียกลาง แม้จะแยกตัวออกมาจากอดีตสหภาพโซเวียตตั้งแต่หลังยุคสงครามเย็น แต่บรรดาชนชั้นนำของประเทศก็ยังมีสายสัมพันธ์โยงใยกับรัฐบาลรัสเซียอยู่ และยังปกครองด้วยระบอบอำนาจนิยม จึงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับชาวอุยกูร์ที่จะหลุดรอด “ตาสับปะรด” ของ “รัฐตำรวจ” ในเอเชียกลาง
แต่ที่สำคัญกว่านั้น ระยะหลังจีนให้ความสำคัญกับประเทศเอชียกลางอย่างมาก ถึงขนาดเอาอกเอาใจเพื่อสร้างความสัมพันธ์รูปแบบใหม่กับประเทศต่างๆ เหล่านี้ จนเป็นที่มาของการสร้างความร่วมมืออย่างเข้มข้น สกัดกั้นไม่ให้เกิดการลักลอบอพยพคนข้ามพรมแดนระหว่างกัน ด้วยเหตุนี้ ชาวอุยกูร์จึงไม่มีทางเลือก ต้องเปลี่ยนทิศมุ่งหน้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านจีนแผ่นดินใหญ่ ทั้งๆ ที่ไม่มีหนังสือเดินทาง เพราะทางการจีนไม่ยอมออกให้
เมื่อนักข่าวของอัล-ญาซีเราะห์ (Al Jazeera) ถามผู้อพยพชาวอุยกูร์คนหนึ่งที่ไม่เปิดเผยชื่อ ถึงเส้นทางการหลบหนีเจ้าหน้าที่จีนเข้ามายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ได้ความว่า เขาต้องปลอมตัวแล้วเดินเท้าเข้ามายังจีนแผ่นดินใหญ่ เพราะทางการห้ามไม่ให้ชาวอุยกูร์เคลื่อนย้ายออกนอกพื้นที่เขตปกครองตนเองซินเจียงหากไม่ได้รับอนุญาต กว่าจะสามารถข้ามมาฝั่งประเทศเวียดนามก็ใช้เวลา 28 วัน
ที่เวียดนามจะมีพวกรับจ้างพาชาวอุยกูร์เดินทางบุกป่าฝ่าดง บางครั้งเดินเท้าบางครั้งก็ขึ้นรถเป็นเวลาอีก 6 วัน กว่าที่จะข้ามไปยังพรมแดนประเทศกัมพูชา จากนั้นจึงเดินเท้าต่อไปยังประเทศลาว อยู่ในลาว 2 วันก่อนที่จะเข้ามายังประเทศไทย ใช้เวลาอยู่ในไทย 8 วันก่อนที่พวกรับจ้างพาคนหลบหนีเข้าเมืองจะพาชาวอุยกูร์เดินทางต่อโดยใช้เรือลำเล็กในตอนกลางคืนข้ามไปยังฝั่งมาเลเซีย
อาหารที่ชาวอุยกูร์เตรียมในระหว่างเดินทางที่ยาวนานมีเพียงไข่และถั่วอัลมอนด์ เพราะหากนำอาหารติดตัวไปมากก็จะทำให้เป็นอุปสรรคกับการเดินทางเคลื่อนย้าย ช่วงที่เดินป่าฝ่าดงพวกเขาก็หาต้นไม้ใบหญ้าเป็นอาหาร ส่วนน้ำดื่มก็ต้องรอจนกว่าฝนจะตก
เมื่อถามว่าทำไมต้องอพยพหลบหนีจากซินเจียง คำตอบก็คือเขาไม่สามารถอยู่ในพื้นที่บ้านเกิดของเขาได้อีกต่อไป “ภรรยาของผมไม่สามารถใช้ผ้าฮิญาบคลุมผม พวกเราถูกห้ามไม่ให้อ่านคัมภีร์อัล-กุรอาน หรือแม้แต่การละหมาดก็ไม่เป็นที่อนุญาต”
เขาเล่าต่อไปว่า เหตุการณ์ที่ทำให้เขาและครอบครัวตัดสินใจหลบหนีออกจากซินเจียงคือ เหตุการณ์นองเลือดที่ทางการจีนบุกเข้าไปเข่มฆ่าผู้คนในมัสยิดเมื่อปี 2013 จนทำให้ลุงของเขาที่มีอายุ 78 ปีต้องจบชีวิตลง
ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร จะจริงอย่างที่เขาเล่าหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องมีการตรวจสอบและค้นหาความจริง แต่สิ่งสำคัญคือเรื่องราวลักษณะนี้ถูกส่งผ่านไปยังประชาคมมุสลิมโลกอย่างถ้วนทั่วจากสำนักข่าวของโลกมุสลิมที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุดสำนักหนึ่งอย่างอัล-ญาซีเราะห์
(ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน http://www.msri.org.my/v5/archive/articles/refugees/a-long-and-perilous-road-to-turkey-for-uyghur-refugees/#sthash.a5euKJRG.dpuf)



