ข่าว

'บิ๊กตู่'สั่งเด้งรองเลขาฯสมช.

'บิ๊กตู่'สั่งเด้งรองเลขาฯสมช.

23 ก.ค. 2558

'ประยุทธ์' สั่งเด้ง 'พล.ท.พงศกร' พ้นรองเลขาฯ สมช. ให้ 'ปกรณ์ ศรีจันทร์งาม' นั่งแทน งัด ม.44 ปราบเด็กเเว้น ผิดซ้ำ ผู้ปกครองเจอคุก 3 เดือน ปรับ 3 หมื่น

 

                      23 ก.ค. 58  เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา http://www.mratchakitcha.soc.go.th/ เผยแพร่ คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 21/2558 เรื่อง การกําหนดตําแหน่งเพิ่มและการแต่งตั้งข้าราชการให้ดํารงตําแหน่ง

'บิ๊กตู่'สั่งเด้งรองเลขาฯสมช.

                      เพื่อให้การปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินด้านความมั่นคงและการบริหารราชการในสํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ มีประสิทธิภาพและมีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปประเทศตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคําสั่ง ดังต่อไปนี้
 
                      ข้อ 1 ให้ พลโท พงศกร รอดชมภู พ้นจากตําแหน่ง รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และให้ดํารงตําแหน่ง ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจํา
 
                      ข้อ 2 ให้ นายปกรณ์ ศรีจันทร์งาม พ้นจากตําแหน่ง ผู้ช่วยเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และให้ดํารงตําแหน่ง รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ
 
                      ข้อ 3 ให้ข้าราชการซึ่งดํารงตําแหน่งข้างต้นปฏิบัติหน้าที่ตามตําแหน่งตั้งแต่วันที่คําสั่งนี้ใช้บังคับเป็นต้นไป
 
                      ข้อ 4 ให้สํานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน สํานักงบประมาณ และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องดําเนินการเกี่ยวกับตําแหน่งและอัตราเงินเดือนของข้าราชการดังกล่าวให้เรียบร้อยโดยด่วน และให้นายกรัฐมนตรีนําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งข้าราชการให้ดํารงตําแหน่ง หรือพ้นจากตําแหน่งตามคําสั่งนี้ ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 24 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557
 
                      ข้อ 5 คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
 
 
สั่ง ณ วันที่ 24 กรกฎาคม พุทธศักราช 2558
 
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
 
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
 
 
 
งัด ม.44 ปราบเด็กเเว้น-แก้ปัญหาร้านเหล้าใกล้สถานศึกษา
 
 
                      เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา http://www.mratchakitcha.soc.go.th/ เผยแพร่ คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2558 เรื่อง มาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในทาง และการควบคุมสถานบริการหรือสถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการ
'บิ๊กตู่'สั่งเด้งรองเลขาฯสมช.
                      โดยที่ขณะนี้ได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าประชาชนทั่วไปต่างได้รับความเดือดร้อนรําคาญและได้รับอันตรายในการสัญจรไปมาจากกรณีที่มีการรวมตัวกันเพื่อแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในทาง จึงจําเป็นต้องกําหนดมาตรการเพื่อป้องกันภัยสังคม อีกทั้งเพื่อระงับยับยั้งและแก้ไขปัญหาการรวมกลุ่มหรือมั่วสุมเพื่อก่อความเสียหายแก่ผู้อื่น นอกจากนี้ เพื่อสร้างจิตสํานึกรับผิดชอบให้แก่เด็กและเยาวชน ผู้ปกครอง ผู้ที่เกี่ยวข้อง และสังคมในทุกภาคส่วน ให้ตระหนักถึงความปลอดภัย การให้ความคุ้มครองกับชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน รวมตลอดทั้งเป็นการยับยั้งพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของผู้มีอายุต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ที่เข้าไปในสถานบริการหรือสถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการ และแก้ไขปัญหาการจําหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงสถานศึกษาหรือหอพักในบริเวณใกล้เคียงสถานศึกษา และลงโทษผู้ประกอบการที่กระทําการฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งถือว่าเป็นการดําเนินการเพื่อปฏิรูปและจัดระเบียบในสังคม รวมทั้งเพื่อระงับและป้องกันการกระทําอันเป็นผลต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม
 
                      อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคําสั่ง ดังต่อไปนี้
 
                      ข้อ 1 ห้ามมิให้ผู้ใดรวมกลุ่มหรือมั่วสุมหรือจัดให้มีการรวมกลุ่มหรือมั่วสุมในลักษณะหรือโดยพฤติการณ์ที่น่าจะเป็นการนําไปสู่การแข่งรถในทางอันเป็นความผิดและต้องรับโทษตามกฎหมายว่าด้วยจราจรทางบก ในกรณีที่มีเหตุตามวรรคหนึ่ง ให้เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยจราจรทางบกหรือเจ้าพนักงานตํารวจ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในทาง มีอํานาจเข้าระงับ ยับยั้ง หรือดําเนินการใดๆ เพื่อป้องกันมิให้มีการกระทําดังกล่าวได้ตามที่เห็นสมควร อํานาจเช่นว่านี้ให้รวมถึงการนํารถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่สงสัยว่าจะใช้ในการแข่งรถในทางมาเก็บรักษาไว้เป็นการชั่วคราว เพื่อการป้องกันหรือรักษาไว้เพื่อความปลอดภัยสาธารณะ จนกว่าลักษณะหรือพฤติการณ์ดังกล่าวจะสิ้นสุดลง 
 
                      ให้นําความในวรรคหนึ่งและวรรคสอง มาใช้บังคับกับผู้ซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกับการรวมกลุ่มหรือมั่วสุมตามวรรคหนึ่ง เว้นแต่ผู้นั้นจะพิสูจน์ได้ว่าตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในทาง
 
                      การเก็บรักษาและการขอคืนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามระเบียบที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติกําหนด
 
                      ข้อ 2 บิดามารดาหรือผู้ปกครองต้องให้การอุปการะเลี้ยงดู อบรม สั่งสอน และยับยั้งพฤติกรรมที่ไม่ดีของเด็กและเยาวชนที่อยู่ในความปกครองดูแลของตน รวมทั้งต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในกฎกระทรวงตามกฎหมายว่าด้วยคุ้มครองเด็ก ตลอดจนต้องไม่สนับสนุนหรือปล่อยปละละเลยให้เด็กและเยาวชนในปกครองเกิดการรวมกลุ่มหรือมั่วสุมเพื่อการแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในทาง และให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอํานาจหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ดําเนินการติดตาม สอดส่องให้มีการดําเนินการอย่างเคร่งครัด
 
                      ในกรณีที่พบเด็กและเยาวชนรวมกลุ่มหรือมั่วสุมตามข้อ 2 ให้ถือว่าเป็นความรับผิดชอบของบิดามารดาหรือผู้ปกครองของเด็กและเยาวชน แล้วแต่กรณี และให้เป็นอํานาจของเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยจราจรทางบก หรือเจ้าพนักงานตํารวจ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ที่จะแจ้งให้บิดามารดาหรือผู้ปกครองเข้ามารับทราบการกระทําของเด็กและเยาวชนดังกล่าว เพื่อให้คําแนะนํา ตักเตือน ทําทัณฑ์บน หรือวางข้อกําหนดเพื่อป้องกันมิให้เด็กและเยาวชนกระทําความผิดอีก หรืออาจให้วางประกันไว้เป็นจํานวนเงินตามสมควรแก่ฐานานุรูป แต่จะเรียกเงินประกันไว้ได้ไม่เกินระยะเวลาสองปี หากเด็กและเยาวชนได้กระทําความผิดดังกล่าวซ้ำอีก บิดามารดาหรือผู้ปกครองจะต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ริบเงินประกันเป็นของกองทุนคุ้มครองเด็กตามกฎหมายว่าด้วยคุ้มครองเด็ก
 
                      ข้อ 3 ผู้ใดผลิต ครอบครอง จําหน่าย ประกอบ ดัดแปลง หรือเปลี่ยนแปลงสภาพรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ หรือการทําชิ้นส่วนพิเศษหรืออุปกรณ์สําหรับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ หากกระทําการนั้นในลักษณะที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเป็นการตระเตรียม ยุยง ส่งเสริม สนับสนุน ชักชวน จัดให้มี จัดหา เป็นธุระ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อนําไปสู่การแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในทาง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทําในลักษณะเป็นการส่งเสริมหรือสนับสนุนให้มีการแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในทางและมีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยจราจรทางบก โดยต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
 
                      ในกรณีที่บุคคลตามวรรคหนึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการพาณิชยกิจ โรงงาน หรืออาคารที่เกี่ยวกับการผลิต ครอบครอง จําหน่าย ประกอบ ดัดแปลง หรือเปลี่ยนแปลงสภาพรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์หรือการทําชิ้นส่วนพิเศษหรืออุปกรณ์สําหรับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในการประกอบกิจการดังกล่าว สั่งปิดการดําเนินการ หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการได้ทันที ในกรณีที่มีการสั่งปิดการดําเนินการ หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการกิจการนั้น ให้คําสั่งปิดการดําเนินการหรือเพิกถอนใบอนุญาตเป็นที่สุด
 
                      ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนพาณิชย์ พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน และเจ้าพนักงานสาธารณสุขตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข มีอํานาจทําการตรวจสอบกิจการพาณิชยกิจตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนพาณิชย์ โรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน และอาคาร ตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข แล้วแต่กรณี มิให้มีการกระทําผิดตามวรรคสอง และให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือเจ้าพนักงานตํารวจและพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยมีอํานาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานเจ้าหน้าที่และเจ้าพนักงานสาธารณสุขดังกล่าวด้วย
 
                      ถ้าการกระทําความผิดตามวรรคหนึ่งมีโทษตามกฎหมายอื่นที่หนักกว่าก็ให้ลงโทษตามกฎหมายนั้น
 
                      ข้อ 4 ห้ามมิให้ผู้ประกอบกิจการสถานบริการหรือสถานประกอบการใดที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการ กระทําการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
 
                      (1) ยินยอมหรือปล่อยปละละเลยให้ผู้มีอายุต่ํากว่ายี่สิบปีบริบูรณ์เข้าไปใช้บริการ
 
                      (2) ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่ผู้มีอายุต่ํากว่ายี่สิบปีบริบูรณ์
 
                      (3) เปิดทําการเกินกว่าเวลาตามที่มีกฎหมายบัญญัติ
 
                      (4) ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินกว่ากําหนดเวลาตามที่มีกฎหมายบัญญัติ
 
                      (5) ยินยอมหรือปล่อยปละละเลยให้มีการพกพาอาวุธ วัตถุระเบิด หรือยาเสพติดเข้าไปในสถานที่ของตน
 
                      ในกรณีที่สถานบริการหรือสถานประกอบการใดกระทําการตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้มีอํานาจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องมีอํานาจเพิกถอนใบอนุญาต หรือสั่งปิดและห้ามมิให้มีการเปิดสถานบริการหรือสถานประกอบการในสถานที่ดังกล่าวอีกเป็นเวลาห้าปี และหากอยู่ในระหว่างการขอต่ออายุใบอนุญาตก็ให้สั่งมิให้ต่ออายุใบอนุญาต และมิให้ออกใบอนุญาตให้แก่ผู้นั้นเป็นเวลาห้าปี
 
                      ภายใต้บังคับตามข้อ ๖ กรณีเป็นสถานบริการหรือสถานประกอบการที่ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงสถานศึกษาหรือหอพักในบริเวณใกล้เคียงสถานศึกษา ให้ผู้มีอํานาจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องสั่งเพิกถอนใบอนุญาต หรือสั่งปิดสถานประกอบการ และห้ามมิให้มีการเปิดสถานบริการหรือสถานประกอบการในสถานที่ดังกล่าวอีก
 
                      ในการสั่งเพิกถอน หรือสั่งปิดตามวรรคสอง หากสถานบริการหรือสถานประกอบการนั้นได้รับใบอนุญาตขายสุรา ให้ถือว่าเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยสุรา และให้เจ้าพนักงานสรรพสามิตเพิกถอนใบอนุญาตขายสุราด้วย แต่ถ้าเป็นสถานบริการหรือสถานประกอบการที่ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงสถานศึกษาหรือหอพักในบริเวณใกล้เคียงสถานศึกษา ให้เพิกถอนใบอนุญาตขายสุรา และห้ามมิให้ออกใบอนุญาตขายสุราให้อีก
 
                      คําสั่งเพิกถอนใบอนุญาตหรือสั่งปิดหรือมิให้ต่ออายุใบอนุญาตให้เป็นที่สุด
 
                      ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐปล่อยปละละเลยให้มีการออกใบอนุญาตประกอบกิจการสถานบริการหรือใบอนุญาตขายสุราที่ไม่เป็นไปตามข้อกําหนดเกี่ยวกับการออกใบอนุญาตสถานบริการ หรือข้อกําหนดการออกใบอนุญาตขายสุรา และการขายสุรา ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุของเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นดําเนินการทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครองกับเจ้าหน้าที่ผู้นั้นอย่างเฉียบขาดและรวดเร็ว
 
                      กรณีที่หัวหน้าส่วนราชการหรือผู้บังคับบัญชาปล่อยปละละเลย ไม่ดําเนินการตามวรรคหก ให้นํามาตรการที่กําหนดไว้ในคําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 69/2557 เรื่อง มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ ลงวันที่ 18 มิถุนายน พุทธศักราช 2557 มาใช้บังคับ
 
                      ข้อ 5 ในกรณีที่สถานบริการหรือสถานประกอบการใดที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการ ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรําคาญทางเสียงแก่ผู้อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียงสถานบริการหรือสถานประกอบการดังกล่าว ให้เจ้าพนักงานสาธารณสุขตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข เจ้าพนักงานตํารวจ และเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง สั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองสถานที่ดังกล่าวดําเนินการปรับปรุงแก้ไขเหตุเดือดร้อนรําคาญทางเสียงนั้นให้แล้วเสร็จภายในเวลาสามสิบวัน และในระหว่างระยะเวลาดังกล่าวให้หยุดการใช้เสียงที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรําคาญนั้น
 
                      ในกรณีที่ครบกําหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่งแล้ว หากเจ้าของหรือผู้ครอบครองสถานที่ดังกล่าวยังไม่ได้ทําการปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องตามกฎหมาย ให้นําความในวรรคสองของข้อ 4 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
 
                      ข้อ 6 ห้ามมิให้มีสถานที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงสถานศึกษาหรือหอพักในบริเวณใกล้เคียงสถานศึกษา
 
                      หากพบว่ามีผู้ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานของรัฐซึ่งมีอํานาจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องดําเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นโดยเด็ดขาดและเคร่งครัดรวมทั้งให้มีอํานาจในการสั่งปิดสถานที่ดังกล่าวทันที
 
                      ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือเจ้าพนักงานตํารวจและพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยมีอํานาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานของรัฐตามวรรคสองด้วย
 
                      ในกรณีที่เป็นสถานบริการหรือสถานประกอบการใดที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานประกอบการซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับสถานศึกษา หรือหอพักในบริเวณใกล้เคียงสถานศึกษา ห้ามมิให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่ดังกล่าวด้วย ให้ผู้มีอํานาจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องสั่งเพิกถอนใบอนุญาตหรือสั่งปิดสถานประกอบการ และห้ามมิให้มีการเปิดสถานบริการหรือสถานประกอบการในสถานที่ดังกล่าวอีก
 
                      ข้อ 7 ให้ทุกส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในทางและการควบคุมสถานบริการหรือสถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการ ปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทําผิด ในกรณีที่ปรากฏว่ามีการเพิกเฉยหรือละเลยไม่กระทําการหรืองดเว้นกระทําการตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุของเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นดําเนินการทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครองกับเจ้าหน้าที่ผู้นั้นอย่างเฉียบขาดและรวดเร็ว
 
                      กรณีที่หัวหน้าส่วนราชการหรือผู้บังคับบัญชาปล่อยปละละเลย ไม่ดําเนินการตามวรรคหนึ่งให้นํามาตรการที่กําหนดไว้ในคําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 69/2557 เรื่อง มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ ลงวันที่ 18 มิถุนายน พุทธศักราช 2557 มาใช้บังคับ
 
                      ข้อ 8 ให้ทุกส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการกระทําทางปกครองหรือกระบวนการยุติธรรม ดําเนินการหรือดําเนินคดีกับความผิดที่เกี่ยวกับการแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในทางและการควบคุมสถานบริการหรือสถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการตามที่มีกฎหมายบัญญัติความผิดไว้หรือตามคําสั่งนี้
 
                      ข้อ 9 ให้ทุกส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวกับการแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในทางและการควบคุมสถานบริการหรือสถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการ กวดขันและเร่งรัดจัดทํามาตรการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้เป็นรูปธรรม เพื่อเป็นการจัดระเบียบและลดปัญหาสังคมโดยเร่งด่วน
 
                      ข้อ 10 คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
 
 
 
สั่ง ณ วันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
 
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
 
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
 
 
 
ต้อนรับ 'นายกฯ เวียดนาม' ก่อนหารือ ครม.ร่วม
 
 
                      เมื่อเวลา 09.00 น. ที่บริเวณสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนางนราพร จันทร์โอชา ภริยา ให้การต้อนรับนายเหวียน เติ๊น สุง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามและภริยา ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาล และในโอกาสร่วมประชุม ครม.อย่างไม่เป็นทางการระหว่างไทย - เวียดนาม ครั้งที่ 3 โดยนายกรัฐมนตรี ได้นำสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ตรวจแถวกองทหารเกียรติยศผสม จากนั้นทั้งสองฝ่ายได้หารือข้อราชการทวิภาคีและการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมไทย - เวียดนาม อย่างไม่เป็นทางการ ครั้งที่ 3
 
                      โดยในเวลา 11.30 น. ที่ตึกสันติไมตรี นายกรัฐมนตรีไทย - เวียดนาม ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามเอกสาร 5 ฉบับ คือ .
 
                      1. แถลงการณ์ร่วมสำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมอย่างไม่เป็นทางการ ไทย - เวียดนาม ครั้งที่ 3 
 
                      2. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน 
 
                      3. บันทึกข้อตกลงด้านการจ้างแรงงาน 
 
                      4. บันทึกความเข้าใจเพื่อสถาปนาความสัมพันธ์เมืองคู่มิตรระหว่างจังหวัดอุบลราชธานีกับจังหวัดคอนตูม เวียดนาม
 
                      5. บันทึกความเข้าใจเพื่อสถาปนาความสัมพันธ์เมืองคู่มิตรระหว่างจังหวัดตราดกับจังหวัดลองอาน เวียดนาม
 
                      ต่อมาได้มีการแถลงข่าวร่วมกัน โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เวียดนามเป็นประเทศเดียวในอาเซียน ที่ไทยมีความสัมพันธ์แบบหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ด้วย และไทยเป็นประเทศเดียวที่เวียดนามมีการจัดการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมด้วย ทั้งนี้ เวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทยในอาเซียน ขณะที่ไทยเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเวียดนามในอาเซียน โดยในปี 2557 มีอัตราการขยายตัวทางการค้าร้อยละ 13 โดยไทยกำลังผลักดันการลงทุนโครงการลงทุนขนาดใหญ่หลายโครงการในเวียดนาม และหากสำเร็จจะทำให้ไทยเป็นประเทศผู้ลงทุนลำดับต้นๆ ของเวียดนามในอนาคต นอกจากนี้เราตั้งใจว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าเราจะผลักดันให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวเป็น 1 ล้านคนต่อปี
 
                      นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในการประชุม ได้มีการหารือในหลายประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะการส่งเสริมการค้าและการลงทุน ซึ่งเห็นพ้องกันที่จะสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้นักลงทุนไทย ซึ่งรวมทั้งวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ลงทุนในเวียดนาม ในสาขาต่างๆ เช่น การผลิตเสื้อผ้าและสิ่งทอ พลังงาน สินค้าอุปโภคบริโภค การเกษตรและอุตสาหกรรมแปรรูป ท่องเที่ยว นายกรัฐมนตรีไทยและเวียดนามยังได้หารือเกี่ยวกับการเพิ่มการส่งออกผลไม้ไทยไปยังเวียดนาม และไทยได้เชิญเวียดนามเข้าเป็นสมาชิกสภาความร่วมมือด้านยางพาราระหว่างประเทศ ซึ่งไทย อินโดนีเซียและมาเลเซียเป็นสมาชิกแล้ว เพื่อร่วมมือรักษาเสถียรภาพราคายางพาราในตลาดโลกด้วย
 
                      พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ กำหนดให้จัดตั้งกลไกเพื่อแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย และยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามและป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติและการค้ามนุษย์
 
                      ส่วนด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเพิ่มเป้าหมายมูลค่าการค้าระหว่างกันจาก 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2563 โดยเร่งขจัดอุปสรรคทางการค้า ส่งเสริมการใช้เงินสกุลบาทและเงินด่องในการประกอบธุรกรรมทางการเงิน จัดตั้งกลไกหารืออย่างไม่เป็นทางการเรื่องการคุ้มครองและส่งเสริมการลงทุน และส่งเสริมการเปิดสาขาของธนาคารพาณิชย์ ระหว่างกัน นอกจากนี้ทั้งสองฝ่ายเน้นย้ำถึงความร่วมมือด้านการเกษตร ได้แก่ การควบคุมความปลอดภัยและคุณภาพผลิตผลทางการประมง และการพัฒนามาตรฐานและคุณภาพผลไม้ รวมทั้งเห็นพ้องที่จะเร่งรัดการพัฒนาความเชื่อมโยงทั้งทางบก ทะเล และอากาศ เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยวระหว่างกัน โดยให้มีการเร่งรัดการเปิดการเดินรถโดยสารประจำทางระหว่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยกับเวียดนาม พัฒนาการเดินเรือชายฝั่งระหว่างภาคตะวันออกของไทย กัมพูชาและตอนใต้ของเวียดนาม และเพิ่มความถี่ของเที่ยวบินและเที่ยวบินตรงระหว่างจุดหมายปลายทางใหม่ของสองประเทศต่อไป
 
                      นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า สิ่งสำคัญคือสัญญาใจที่เรามีระหว่างกันของตนกับนายกรัฐมนตรีเวียดนาม โดยมีหลายเรื่องที่เราจะต้องร่วมมือกันมากกว่านี้ ก็จะทำให้เร็วที่สุดในรัฐบาลสมัยนี้ให้ได้ เพื่อประโยชน์ของประชาชาชนทั้งสองประเทศ
 
                      ด้านนายเหวียน เติ๊น สุง กล่าวว่า ทั้ง 2 ฝ่ายยืนยันคำมั่นที่จะปฏิบัติตามพันธะกรณี ที่จะไม่อนุญาตให้บุคคลหรือองค์กรใดใช้ดินแดนของตน เป็นฐานในการบ่อนทำลาย หรือต่อต้านฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อย่างไรก็ตามไทยและเวียดนาม ยืนยันในจุดยืนเกี่ยวกับสถานการณ์ในทะเลจีนใต้ หรือทะเลตะวันออก เรายืนยันถึงท่าทีที่ระบุในถ้อยแถลงของประธานอาเซียนในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 26 โดยเรามีข้อกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่ดังกล่าวที่จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น และบ่อนทำลายสันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพในภูมิภาค เราจึงเน้นย้ำให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามปฏิญญาว่าด้วยแนวปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้ และให้มีความยับยั้งใจในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ไม่ใช่การข่มขู่ หรือใช้กำลัง และขอให้ยุติข้อขัดแย้งด้วยสันติวิธีตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงขอเรียกร้องให้มีการพูดคุยหารือเพิ่มมาขึ้นเพื่อหาข้อยุติให้ได้