
ชำแหละไทยต้นทุนสูงประสิทธิภาพต่ำ
24 ก.ค. 2558
ชำแหละไทยต้นทุนสูงประสิทธิภาพต่ำ เอกชน-นักวิชาการแนะเร่งแก้เชิงโครงสร้าง
คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ จัดสัมมนาในหัวข้อ “เศรษฐกิจไทยจะเดินหน้าอย่างไร” โดยมีตัวแทนจากภาครัฐ ภาคเอกชนและนักวิชาการที่ร่วมแสดงความคิดเกี่ยวกับปัญหาที่ไทยเผชิญอยู่ พร้อมยอมรับว่ามีสารพัดปัจจัยเสี่ยงที่รุมเร้าเศรษฐกิจไทยในปีนี้ให้ขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ยังมองว่าไทยมีโอกาสในการปรับตัว แนะฉวยจังหวะช่วงราคาน้ำมันลดทำให้มีต้นทุนถูกลง หากเร่งเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการขยายตัวในอนาคต
นายวิรไท สันติประภพ ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวยอมรับว่า ระบบราชการไทยมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีจำนวนข้าราชการเพิ่มขึ้น 50% ต้องใช้งบประมาณรองรับสวัสดิการ เงินเดือนเพิ่มขึ้น 3 เท่า มีภาระต่องบประมาณ 7% ของจีดีพี นับว่าสูงสุดในอาเซียน แต่เมื่อวัดผลประสิทธิภาพในทุกมิติกลับลดลงอย่างมาก
ขณะที่รัฐวิสาหกิจจากช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ขนาดทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 1 เท่า รายได้เพิ่มจาก 1.5 ล้านล้านบาท เพิ่มเป็น 5.1 ล้านล้านบาท เมื่อรายได้เพิ่มขึ้นแต่จีดีพีของประเทศกลับไม่เพิ่มขึ้น 3 เท่าตามไปด้วย ดังนั้นแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ควรมุ่งเน้นในระยะยาว ด้วยการเดินหน้าแก้ปัญหารัฐวิสาหกิจ การควบคุมดูแล บริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ โดยรัฐบาลกำลังพิจารณาเสนอร่างกฎหมายการตั้งบริษัทโฮลดิ้ง มีการแบ่งกลุ่มรัฐวิสาหกิจให้ชัดเจนมากขึ้น ดังนั้นการเดินหน้าต่อไปควรแก้ปัญหาโครงสร้างระบบเศรษฐกิจไม่จำเป็นต้องใช้เงินเพียงอย่างเดียว
ด้านนางกิริฎา เภาวิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารโลก กล่าวว่า ปัจจุบันไทยเป็นประเทศมีรายได้ปานกลางถึงระดับสูง มีรายได้ต่อคนต่อหัว 5,370 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี หากจะก้าวไปสู่ประเทศพัฒนาแล้วเหมือนกับประเทศที่มีรายได้สูง เช่น สิงคโปร์ ที่มีรายได้ต่อหัว 54,040 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี สหรัฐมีรายได้ต่อหัว 53,670 ดอลลาร์สหรัฐ เกาหลี 25,920 ดอลลาร์สหรัฐ มองว่าไทยยังมีโอกาสและขณะนี้การที่ราคาน้ำมันยังมีแนวโน้มลดลง ทำให้ต้นทุนพลังงานและต้นทุนการผลิตลดลง ไทยอยู่ในภูมิภาคเอเชีย และอาเซียน ที่กำลังมีแนวโน้มเติบโตที่ดี มีประชาชนมีระดับรายได้ปานกลางถึงสูง จึงดึงดูดการลงทุนของประเทศต่างๆ เข้ามาในภูมิภาคนี้
นอกจากนี้แม้เศรษฐกิจชะลอตัว แต่เศรษฐกิจอินเดียกลับเติบโตสูงแนวโน้มในปี 59-60 จีดีพีเฉลี่ยขยายตัวได้ถึง 8% เพราะได้ปรับเรื่องการค้าและการลงทุน ทำให้อินเดียช่วยดันเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ให้ขยายตัวสูง นอกจากนี้ยังต้องเร่งแก้ปัญหาผลิตภาพแรงงานของไทยซึ่งขยายตัวในอัตราต่ำมากในภาคเกษตรกรรม และก่อสร้าง จึงต้องให้ความสำคัญกับการศึกษา เพราะเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างคุณภาพแรงงาน เพื่อให้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศ เพราะระดับคะแนนของเด็กไทยยังสู้หลายประเทศไม่ได้
ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยเผชิญกับปัญหาทั้งหนี้สินภาคครัวเรือน ปัญหาภัยแล้ง ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ การลงทุนภาคเอกชนยังไม่ขยายตัว เมื่อเทียบกับช่วงก่อนปี 2540 การลงทุนของภาครัฐและเอกชนรวมกันมีประมาณ 40% ของจีดีพี แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 22% ของจีดีพี และไม่มีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานมานานทำให้การลงทุนภาครัฐลดลงไป 4.9% ของจีดีพี ส่วนยอดนักท่องเที่ยวที่เติบโตต่อเนื่องโดยปัจุบันขยายตัวถึง 25% นั้นเป็นเพราะการลงทุนสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ หากมีเพียงสนามบินดอนเมืองอาจทำให้ยอดนักท่องเที่ยวเติบโตไม่ได้ขนาดนี้
ดังนั้น ทางออกในการแก้ปัญหาคือ เมื่องบประมาณมีจำกัด ควรเลือกใช้เงินเยียวยาเพื่อผลระยะสั้นและได้ผลในระยะยาวด้วย เช่น การอบรมคุณภาพแรงงาน การเพิ่มประสิทธิภาพบริการ ทั้งโลจิสติกส์ บริการท่องเที่ยว บริการเทคโนโลยีเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม จัดการสภาพแวดล้อมต่อการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรม
ขณะที่นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในครึ่งปีแรก ส่งผลให้เอสเอ็มอีได้รับผลกระทบยอดสั่งซื้อลดลง ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมรายใหญ่บางส่วนต้องเลิกจ้างพนักงานและลดการทำงานล่วงเวลาลงเพื่อช่วยลดต้นทุน แต่คงยังไม่มีการปลดพนักงานจำนวนมาก เนื่องจากไทยยังคงขาดแคลนแรงงาน จึงต้องรักษาแรงงานกลุ่มดังกล่าวไว้ ดังนั้นระหว่างนี้รัฐบาลต้องเข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้มีเงินทุนหมุนเวียนมากขึ้น เพื่อให้สามารถพยุงธุรกิจต่อไปได้และปรับขนาดส่วนราชการให้เล็กลง เปิดให้คนภายนอกรับทำงานในบางส่วนเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการทำงาน
ทั้งนี้ สอท.ยังคงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ 3% ส่วนการส่งออกคาดติดลบ 2% โดยมีผลกระทบมาจากปัญหาภัยแล้ง และอาจต้องมีการทบทวนการประเมินจีดีพีปีนี้ใหม่ในช่วงเดือนตุลาคมนี้อีกครั้งหากภัยแล้งมีความรุนแรงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากปัญหาภัยแล้งจะส่งผลต่อกำลังซื้อของประชาชน โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และยังมีปัญหาเรื่องการส่งออกที่ต้องเดินหน้าเจรจาเปิดการค้าเสรีกับอินเดีย และตลาดเปิดใหม่อย่างตุรกี และรัฐบาลควรเร่งไปเจรจากับทางยุโรปให้ผ่อนปรนการส่งออกสินค้าทะเลจากไทยด้วย รวมทั้งการเดินหน้านโยบายที่มุ่งสร้างให้ไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์อย่างจริงจัง
ขณะที่ น.ส.อุสรา วิไลพิชญ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายวิจัย ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การที่ค่าเงินบาทปรับตัวขึ้นลงขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐาน และตลาดอัตราแลกเปลี่ยนของโลก พร้อมทั้งยอมรับว่าต่างชาติเข้ามาถือพันธบัตรรัฐบาลไทย 16% ของตลาดรวม ขณะที่ไปลงทุนในอินโดนีเซียและมาเลเซียถึง 30-40% จึงถือว่ามีกำลังน้อยมากในการเทขายตราสารของไทยออกเพื่อกดดันค่าเงินบาทให้อ่อนค่าลง ขณะที่ในช่วง 5-10 ปีข้างหน้ามองว่าไทยต้องเร่งเดินหน้าลงทุนทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน ในระยะต่อไปจึงต้องมีการนำเข้าอุปกรณ์ต่างๆ สูงมาก จึงมองว่าควรปล่อยให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวไปตามกลไกของตลาด เพราะการที่เงินบาทอ่อนค่าลงไปมากก็จะทำให้มีต้นทุนนำเข้าสูงมากขึ้นในอนาคต



