ข่าว

ส่องโมเดล10ประเทศสร้างปรองดอง

ส่องโมเดล10ประเทศสร้างปรองดอง

23 ก.ค. 2558

ส่องโมเดล10ประเทศสร้างปรองดอง คดีชุมนุมทางการเมืองปี 48-ปัจจุบัน

              "สถาบันพระปกเกล้า" ได้ศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองใน 10 ประเทศจากทุกทวีปทั่วโลก ที่เคยประสบความสำเร็จ เพื่อถอดบทเรียนมาจัดทำเป็นข้อเสนอกระบวนการสร้างความปรองดองแห่งชาติ

              รายงานการวิจัยสร้างความปรองดองแห่งชาติ ที่สถาบันพระปกเกล้าเสนอต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร เมื่อเดือนมีนาคม 2555 ได้ถอดบทเรียนแก้ไขความขัดแย้งและสร้างความปรองดองในต่างประเทศ รวมทั้งหมด 10 ประเทศ ได้แก่ เกาหลีใต้ โคลอมเบีย ชิลี โบลิเวีย โมร็อกโก เยอรมนี รวันดา สหราชอาณาจักร อินโดนีเซีย และแอฟริกาใต้ ซึ่งแต่ละประเทศมีสาเหตุความขัดแย้ง ดังนี้

              เกาหลีใต้ : ประชาชนเรียกร้องประชาธิปไตยจนนําไปสู่การปราบปรามจากรัฐบาลทหาร

              แอฟริกาใต้ : คนผิวดำซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศถูกกีดกันทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมจากคนผิวขาวที่กุมอํานาจการเมืองและเศรษฐกิจ

              อินโดนีเซีย กรณีอาเจะห์ : ความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติและสํานึกความเป็นรัฐอิสระในอดีต

              สหราชอาณาจักร กรณีไอร์แลนด์เหนือ : การที่ชาวไอริชคาทอลิกซึ่งเป็นคนส่วนน้อยถูกเลือกปฏิบัติทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ประกอบกับสํานึกชาตินิยมไอริช

              รวันดา : นโยบายแบ่งแยกและปกครอง รวมถึงการปกครองที่ไม่เป็นธรรมจากทั้ง 2 กลุ่มชาติพันธุ์

              ชิลี : อุดมการณ์ทางการเมืองต่างกันทำให้ฝ่ายต่อต้านรัฐถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง

              โคลอมเบีย : อุดมการณ์ทางการเมืองต่างกันนำไปสู่การแย่งชิงอํานาจทางการเมืองและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

              โมร็อกโก : ฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตยถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน

              โบลิเวีย : ความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการกระจายทรัพยากรธรรมชาติและอํานาจทางการเมืองโดยผู้มีอํานาจปกครองคือคนเชื้อสายสเปน ซึ่งเป็นคนส่วนน้อย

              เยอรมนี : อุดมการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประชาธิปไตยเสรีนิยมกับสังคมนิยมคอมมิวนิสต์นํามาซึ่งความเหลื่อมล้ำของเยอรมันตะวันออก เมื่อเทียบกับเยอรมันตะวันตก

              สำหรับการจัดการกับความขัดแย้งของแต่ละประเทศนั้น มีวิธีการแตกต่างกันไป เช่น เกาหลีใต้มีการออกกฎหมายพิเศษ, แอฟริกาใต้ใช้กระบวนการพูดคุยจากทุกฝ่าย และออกรัฐบัญญัติส่งเสริมความสมานฉันท์แห่งชาติ เป็นต้น โดยส่วนใหญ่ประเทศต่างๆ มีกระบวนการค้นหาความจริงจากเหตุการณ์รุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้น นอกจากนั้นยังมีกระบวนการให้อภัยและการชดใช้ในความผิดที่ก่อขึ้นด้วย

              บทเรียนการสร้างความปรองดองจากทั้ง 10 ประเทศนั้น มีปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จทั้งหมด 5 ปัจจัย ได้แก่ 1.เจตจำนงทางการเมืองและความเข้มแข็งของภาคประชาสังคม 2.สร้างบรรยากาศ เปิดพื้นที่ทางการเมือง 3.พูดคุยกับทุกฝ่ายด้วยกระบวนการอันเป็นที่ยอมรับ 4.เหตุแห่งความขัดแย้งได้รับการจัดการภายใต้กลไกที่ชอบธรรม และ 5.มีคำอธิบายเหตุการณ์ ยอมรับผิด และให้อภัย

              ขณะที่กระบวนการสร้างความปรองดองสำหรับประเทศไทยในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เสนอโดย "ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป" หรือ ศปป. ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ 1.อำนวยความยุติธรรม ด้วยการแยกแยะผู้ต้องคดี, ค้นหาความจริง, กำหนดหลักเกณฑ์นิรโทษกรรม 2.นิรโทษเฉพาะผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติ โดยเน้นไปที่คดีที่มีเหตุจูงใจทางการเมือง ไม่รวมคดีกระทำผิดอาญาโดยเนื้อแท้ คดีทุจริตคอร์รัปชั่น คดีละเมิดสถาบัน และคดีละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง

              3.การปรองดองในขั้นต่อไปใช้ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน, การเยียวยาชดใช้ พร้อมปฏิรูปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง และ 4.นิรโทษกรรมขั้นต่อไป โดยเงื่อนไขการยอมรับผิดของเหยื่อ การให้ข้อมูลความจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การสำนึกผิด ขอโทษ และการให้อภัย

              สำหรับมาตรการเสริมอื่นๆ ก็เช่น การหาคนกลางเพื่อพูดคุยเจรจา, การเจรจาระหว่างผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในความขัดแย้ง เป็นต้น

 

คดีชุมนุมทางการเมืองปี 48-ปัจจุบัน
    
              1 ใน 4 ขั้นตอนการสร้างความปรองดองที่เสนอโดยหลายองค์กรในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คือ "การนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดในคดีชุมนุมทางการเมือง และคดีที่เกิดจากแรงจูงใจทางการเมือง" เพราะในทางทฤษฎีเชื่อว่า การนิรโทษกรรมคนกลุ่มหนึ่งจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสร้างความปรองดองสมานฉันท์เกิดขึ้นได้
              คณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง ที่มี นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน จึงได้รวบรวมสถิติการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมือง และผู้ที่ถูกจับกุมคุมขังตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปี 2558 แยกเป็น

-สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินคดี 1,451 คดี ผู้ต้องหา 1,833 คน ศาลพิพากษาแล้ว 170 คน ถูกคุมขังในเรือนจำ 7 แห่งทั่วประเทศ
-กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ดำเนินคดี 267 คดี ผู้ต้องหา 319 คน ถูกคุมขังทั้งหมด ในจำนวนนี้สอบสวนเสร็จแล้ว 233 คดี คงเหลือ 34 คดี
ในจำนวน 267 คดี แบ่งเป็น 4 กลุ่มความผิด คือ
1.คดีก่อการร้าย จำนวน 152 คดี เสร็จแล้ว 148 คดี
2.คดีขู่บังคับรัฐบาล จำนวน 22 คดี เสร็จแล้วทั้งหมด
3.คดีทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ จำนวน 32 คดี เสร็จแล้ว 43 คดี
4.คดีกระทำต่ออาวุธยุทธภัณฑ์ของราชการ จำนวน 21 คดี เสร็จแล้ว 20 คดี
หากพิจารณาจำแนกคดีตามกลุ่มการเมืองต่างๆ ที่ออกมาเคลื่อนไหวช่วงปี 2548-2557 พบว่า
-กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถูกกล่าวโทษ 352 คดี / สอบสวนเสร็จ 346 คดี / คงเหลือ 6 คดี
-กลุ่ม นปช. หรือแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่
ช่วงที่ 1 การชุมนุมในปี 2551 ถูกกล่าวโทษ 124 คดี / สอบสวนเสร็จ 111 คดี / คงเหลือ 13 คดี
ช่วงที่ 2 การชุมนุมในปี 2553 ถูกกล่าวโทษ 443 คดี / สอบสวนเสร็จ 35 คดี / ส่งดีเอสไอ 217 คดี / ส่ง ป.ป.ช. 1 คดี / คงเหลือ 188 คดี
-กลุ่ม กปปส. หรือ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ถูกกล่าวโทษ 212 คดี / ส่งฟ้องศาลหมดแล้ว ไม่มีคดีค้าง
รวมคดี 3 กลุ่มการเมือง จำนวน 565 คดี
เมื่อพิจารณาข้อมูลจากกรมราชทัณฑ์ มีการระบุถึงจำนวนผู้ต้องคำพิพากษาของศาลตามประเภทความผิดที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุม ประกอบด้วย
1.ร่วมกันชุมนุมมั่วสุม / ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จำนวน 285 คน
2.โดนหลายข้อหารวมกัน และก่อการร้าย จำนวน 33 คน
3.ร่วมกันวางเพลิง บุกรุกสถานที่จำนวน 96 คน
4.ผิด พ.ร.บ.อาวุธปืน / วัตถุระเบิด จำนวน 33 คน
5.ลักทรัพย์ 2 คน
6.ละเมิดอำนาจศาล / ทำร้ายผู้อื่น / ผิด พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม 6 คน
7.ไม่ทราบข้อหา 5 คน
รวมผู้ต้องคำพิพากษาทั้งสิ้น 460 คน
ในจำนวนนี้มีผู้อยู่ในข่ายอาจได้รับการนิรโทษกรรม เพราะโทษจำคุกต่ำกว่า 10 ปี จำนวน 128 คน
สุดท้าย คือข้อมูลการเยียวยา ซึ่งกระทำต่อเนื่องมาหลายรัฐบาล แยกเป็น 3 กลุ่ม คือ
1.กรณีผู้ได้รับผลกระทบต่อชีวิตและร่างกาย
-ลงทะเบียนแล้ว 5,053 ราย / จ่ายเยียวยาได้ 2,470 ราย / ยังต้องการการเยียวยา 1,583 ราย
2.กรณีผู้ถูกดำเนินคดี
-ลงทะเบียนแล้ว 764 ราย / จ่ายเยียวยาได้ 361 ราย
3.กรณีทรัพย์สินเสียหายลงทะเบียนเอาไว้ 15,220 ราย