
'บิ๊กตู่'ฉุน!ด่าแล้วไม่ต้องเคลียร์
22 ก.ค. 2558
'ประยุทธ์' ฉุน ด่าแล้วไม่ต้องเคลียร์ ปรับ ครม.อยู่ในใจ ไม่เกรงใจพี่น้อง เหน็บสื่อวุ่น 'เปลี่ยนนายกฯ' จบไหม ล้มประมูลโครงการใหญ่กระทบ ศก.เสียหาย 7 แสนล.
22 ก.ค. 58 เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์โดยตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่า หลังที่มีข่าวว่า ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ กล่าวระหว่างการประชุมสมาคมธนาคารไทย เมื่อวันศุกร์ที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมาว่า นายกรัฐมนตรีไม่รู้ ไม่เข้าใจเรื่องเศรษฐกิจ แต่ตอบคำถามนักข่าวทุกเรื่อง ได้มีการพูดคุยกันหรือยัง นายกรัฐมนตรี กล่าวอย่างมีอารมณ์ฉุนเฉียว ว่า "ทำไม วันนี้ท่านก็มาประชุมแล้ว ทำไม อะไร ผมไม่คุยหรอก" เมื่อถามว่า ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ได้มาเคลียร์ความเข้าใจแล้วหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "เคลียร์ทำไม ผมไม่ต้องเคลียร์ใจกับใคร ข่าวที่ออกมาก็ใครเขียนเล่า หนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับนั่นแหละ นักข่าวอย่ามาอ๋อเหมือนพึ่งรู้ พวกคุณไม่เคยอ่านคนที่เขียนเศรษฐกิจหรืออย่างไร ไม่เคยอ่านคอลัมส์นิสต์เลย หรือมัวแต่เขียนถึงกลุ่มบูรพาพยัคฆ์ให้มันปั่นป่วนไปหมดทุกเรื่อง ไม่ต้องมาพูด ด่าแล้วไม่ต้องมาถามผม"
เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรีไม่ติดใจอะไรใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ผมจะไปติดใจใครล่ะ วันนี้ใจผมก็อยู่ในใจผม ไม่ต้องมาคิดแทน ใจผมก็เป็นใจผม ไม่ใช่ใจคุณ คุณไม่ต้องมาถามผม วันนี้ผมเป็นคนรับผิดชอบ ดังนั้นการตัดสินใจจึงเป็นเรื่องของผมไม่จำเป็นต้องพูดกับใคร เพราะผมเป็นคนเอาใครเข้ามาทำงานผมเป็นคนเลือก ผมมีอำนาจเด็ดขาดทั้งหมด ไม่มีใครมีอำนาจเหนือผมสักคน เพราะฉะนั้นสื่อเขียนให้มันถูกด้วย กลุ่มนี้ กลุ่มโน้น กลุ่มนั้น ให้มันรู้บ้างว่าใครเป็นผู้บังคับบัญชา บทบาทผู้บังคับบัญชา บทบาทการทำงานมันคนละเรื่องกัน เป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง ก็เป็นอีกเรื่อง อะไรมันก็ลบล้างไม่ได้ มันคนละเรื่อง เรื่องงานก็คือเรื่องงาน แยกกันให้ออกเสียบ้าง"
ผู้สื่อข่าวถามถึงสาเหตุที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ไม่มาร่วมประชุม ครม.เมื่อวันที่ 21 ก.ค. และไม่เข้าประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ในวันเดียวกันนี้ เป็นเพราะอะไร เกี่ยวกับกระแสข่าวการปรับ ครม.ในตำแหน่ง รมว.กลาโหม ด้วยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า พล.อ.ประวิตร ท่านป่วย ไม่ค่อยสบาย แล้วทำไมเป็นห่วงหรืออย่างไร ไม่มีคนให้ซัก ไม่มีคนให้โมโห
เมื่อถามย้ำถึงกระแสข่าวปรับ ครม.ในเก้าอี้ รมว.กลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "กลาโหมไม่ใช่ใครก็เป็นได้ผมจะบอกให้ และไม่ใช่เรื่องของบารมีอย่างเดียว และก็ไม่ใช่เพราะความเป็นพี่ ไม่เกี่ยวหรอก ผมมีพี่หลายร้อยหลายพันคน ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ความเหมาะสม ความสามารถ ไม่ใช่เพราะเป็นบูรพาพยัคฆ์ ผมไม่ได้เป็นอะไรสักอย่าง ถ้าอย่างนั้นผมคงเป็นทหารเสือมั้ง ก็ชอบเขียนผมให้เป็นอย่างนั้นอยู่แล้วนี่ มีกลุ่มทหารเสือ กลุ่มบูรพาพยัคฆ์ กลุ่มเก่า กลุ่มวงศ์เทวัญ คราวหลังคุณก็มาเป็นรัฐมนตรีกลาโหมก็แล้วกัน ตั้งอยู่นั่น อยากจะตั้งใครก็ตั้งไป เขามี พ.ร.บ.แต่งตั้งอยู่แล้ว ไม่ใช่จะแต่งตั้งใครก็ได้ คนที่เขาพอใจในสิ่งที่มี พวกสื่อก็ชอบไปเขียนน้องคนนี้คนนั้นจนรวนไปหมด แบ่งคนเป็นก๊กเป็นเหล่าไปหมด วันนี้ทุกคนต้องการความสงบสุขให้ประเทศชาติเดินหน้า หรือต้องการให้มีความขัดแย้งอยู่เช่นเดิมก็ต้องไปคิดกันเอง"
ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าการจัดทำโผโยกย้ายข้าราชการทั้งหมดต้องทำให้เร็วขึ้นหรือไม่เพื่อให้เป็นไปในคราวเดียวกันกับการปรับ ครม. พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยว เพราะตนยังอยู่ ตามกำหนดเวลาเขามีอยู่แล้ว ส่วนข่าวที่ว่าตนจะปรับ ครม.ไปคราวเดียวกันกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการนั้นไม่เกี่ยว ไม่จริง
"วันนี้ผมไม่คิดจะปรับใคร ผมคิดของผมในใจ ผมก็ต้องคิดล่วงหน้าคิดทั้งหมด ผมไม่ได้คิดสั้นๆ แบบที่คิดกัน ผมคิดมาตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 57 จนถึงวันนี้ผมคิดทั้งหมด รวมทั้งคิดไปถึงข้างหน้าด้วย"
เมื่อถามว่า ถึงเวลานี้ยังไม่จำเป็นต้องปรับ ครม.ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จำเป็น หรือไม่จำเป็น ไม่รู้ เดี๋ยวเปลี่ยนก็รู้เอง วันนี้ไม่รู้ ไม่ทราบ
เมื่อถามว่า เหตุผลของการปรับ ครม.คืออะไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวย้อนถามว่า "แล้วเหตุผลของสื่อคืออะไร ที่เขียนมาทั้งหมดเหตุผลคืออะไร ถ้าบอกว่าปัญหาเศรษฐกิจ ถ้าเป็นสื่อแล้วจะแก้อย่างไรในทางปฏิบัติ ถ้าบอกว่า ครม.ควรต้องมีเอกภาพ ก็ต้องบอกว่าเอกภาพทั้งหมดอยู่ที่ผม ผมสั่งทั้งหมดอยู่แล้ว ทำไมจะไม่มีเอกภาพ ไม่ทำผมก็เล่นงานเอา ระบบการทำงานจริงต้องเป็นเช่นนี้ ไม่ใช่ระบบของทหาร การทำงานมันต้องมีหัวมีหาง"
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีข่าวว่าที่ไม่กล้าปรับ เกรงใจ ครม.เพราะเป็นคนไปเชิญเข้ามาเลยไม่กล้าปรับออก พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "วันหลังถ้ามีโอกาสเข้าได้ เข้าไปนั่งในที่ประชุม ครม.ดูซิว่าผมเกรงใจเขาหรือเปล่า ผมฟังเขาทุกอันและสั่งทุกอัน ทำไมถ้าเกรงใจแล้วต้องทำอย่างไร บอกเขาหรือว่าท่านครับเรื่องนี้อย่าทำเลยนะครับผมขอร้องพี่หรือ ไม่ใช่ ผมสั่ง คือ 1. สั่งให้ไปทำงานอะไรก็ไปทำ ทำได้ก็ทำ แต่ถ้าทำไม่ได้ก็มาบอกผม ไม่ใช่ไม่ทำ 2. หากคิดอะไรเพิ่ม ก็ให้มาบอกผม แล้วผมจะสั่งให้"
เมื่อถามว่า การจะปรับหรือไม่ปรับ ครม. จะยึดหลักอะไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของตน โดยยึดหลักประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
"ทำไมพวกสื่อถึงสนใจมากเรื่องจะปรับ หรือไม่ปรับ ครม.เอาง่ายๆ ไหม ปรับนายกรัฐมนตรีคนเดียวแล้วจบ จะได้เลิกวุ่นวายกันเสียทีอยากให้ใครมาเป็นล่ะไปหามา ทำไมมันยุ่งกันเหลือเกินเรื่องปรับ มันอยู่ที่วิธีการทำงาน ถ้าเขาไม่ทำ ผมปรับ สั่งแล้วไม่ทัน ผมปรับ หรือทำงานแล้วไม่มีประสิทธิภาพตามที่ต้องการ ก็ปรับ"
เมื่อถามว่า ยังมีกระทรวงไหนที่ยังทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพตามที่ต้องการบ้าง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็ไปประเมินมาก็แล้วกัน สำหรับการตรวจการบ้านในการทำงานนั้นก็ตรวจกันทุกสัปดาห์อยู่แล้ว โดยตนสั่งให้รัฐมนตรีทุกคนทำแผนการปฏิบัติงานมาตลอด 3 - 6 - 9 เดือน ทำมาโดยตลอดว่าจะทำอะไรในวันนี้วันหน้าแล้วเสร็จเมื่อไหร่ทำกันมาทุกเดือน ตนก็มาดูว่างานไหนไม่เสร็จบ้างก็ต้องเร่งไป งบประมาณเบิกจ่ายไม่ทันก็ไปเร่งมา ไม่ใช่นอนแล้วก็ฝันเอา ทุกกระทรวงรายงานมาทุกสัปดาห์ถึงความก้าวหน้าต่างๆ เพราะผมต้องการให้เขาวางแผนงานล่วงหน้าอะไรที่ต้องการให้เกิดในปี 59 อย่างน้อยก็ต้องเริ่มต้นไว้ แต่จะให้ไปล็อกรัฐบาลในอนาคตมากก็ไม่ได้ เป็นเรื่องที่ยาก แต่ก็ต้องเริ่มต้นไว้ ส่วนจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับทุกคน
"พอผมใช้อำนาจก็หาว่าผมใช้อำนาจมากเกินไปไม่ฟังคนนั้นคนนี้ พอผมไม่ใช้อำนาจก็หาว่าชักช้าเสียเวลา จะเอาไงวะ จะให้ทำอย่างไร อยากให้มีหรือไม่ทั้งรถไฟฟ้า รถไฟ ก็ต้องไปช่วยกันสร้างการรับรู้ว่าเขาทำกันอย่างไร ไม่ใช่เขียนส่งเดชไปเรื่อยๆ หาว่ามีผลประโยชน์ตรงนั้นตรงนี้ ทั้งหมดเขาดูรายละเอียดอย่างรอบคอบทั้งหมด ทำโปร่งใสที่สุดแล้ว แต่ปัญหาคือคนไทยเห็นไม่ตรงกันแล้วชอบมาพูดข้างนอกขยายความไปเรื่อยโดยไม่มีข้อเท็จจริง อะไรก็ได้ที่เป็นความขัดแย้งก็ขยายให้หมด วันนี้ทุกคนใน ครม.พยายามสร้างการรับรู้ แต่สื่อไม่ค่อยฟัง เวลาที่คนอื่นพูด สื่อก็ไม่ค่อยสนใจ ชอบให้ผมพูดแรงๆ ดุๆ แล้วนำไปพาดหัวว่าบิ๊กตู่พูดอย่างนี้อย่างนั้น ขายหนังสือได้เยอะ ลองไปพาดหัวคนอื่นซิขายหนังสือไม่ออก สื่อต้องลดตรงนี้ลงอย่าให้ความสำคัญกับผมมากนัก ผมพูดในหลักการ เมื่อสื่อไม่ฟังคนอื่นผมก็ต้องพูดแทนทุกเรื่องที่สั่งการลงไปรวมทั้งที่ได้ติดตามงานมา ถ้าไม่มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นก็คงไม่รู้เรื่อง หรือจะเอาแบบพูดน้อยๆ ไม่ต้องตอบ นายกฯ ต้องนิ่งๆ นายกฯ วันนี้เวลานี้ไม่ใช่นายกฯ แบบนั้น สถานการณ์คนละเรื่อง ทุกคนก็ผ่านกาลเวลาและสภาพแวดล้อมที่มีอยู่ ทุกคนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศมา มีคุณสมบัติทั้งสิ้นไม่เช่นนั้นก็เป็นไม่ได้หรอก และวิจารณ์ผมมากก็ไม่ได้ ผมก็ไม่ชอบ เพราะท่านไม่ได้เลือกผมมา ทั้งนี้เราต้องช่วยกันสร้างความเข้าใจไปเรื่อยๆ จนตายจากกันถึงจะเข้าใจ"
เตรียมหาคนกลางคุย 'พลังงาน-กลุ่มต้านโรงไฟฟ้ากระบี่'
พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการคัดค้านสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่ จ.กระบี่ ว่า หากไม่เอาแล้วจะเอาอะไร ไปทำมาสิ ปัญหานี้กระทรวงพลังงานได้พูดคุยกับกลุ่มคัดค้านมาโดยตลอด แต่คุยกันไม่รู้เรื่อง สื่อก็ไปช่วยคุยแล้วกัน โดยแนวโน้มของรัฐบาล คือ ทำได้ก็ทำ ทำไม่ได้ก็ไม่ทำ ถ้าไฟฟ้าไม่มีใช้ ก็ไปรับผิดชอบกันในวันหน้า จบ ส่วนการผลิตไฟฟ้าโดยใช้ปาล์มนั้น ขณะนี้สั่งให้เขาไปทำอยู่
ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าชาวบ้านยังยืนยันที่จะปักหลักประท้วง จะทำอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า มาก็มาสิ ไม่กลับก็ไม่กลับ สื่อก็ไปบอกให้เขากลับสิ หากอยู่วันหลังก็จะเดือดร้อน เพราะมีกฎหมาย แต่ตนไม่อยากใช้ อยากให้มาพูดคุยกันดีๆ กระทรวงพลังงานมีหน้าที่ชี้แจงในส่วนของราชการ ผู้คัดค้านมีอะไรก็มาพูดให้เจอกัน ถ้าพูดกันไม่รู้เรื่อง เดี๋ยวตนจะหาคนกลางไปพูด มันก็แค่นั้น ซึ่งข้าราชการก็จำเป็นต้องทำตามกฎหมายในการจัดหาพลังงาน ทำได้ก็ทำ ทำไม่ได้ก็ไม่ทำ ไปหาทางอื่นทำ ถ้าทำไม่ได้เลยวันหน้าก็ใช้ตะเกียงเอา จบ
แก้ปัญหาเต็มที่หลังสหรัฐฯ เตรียมเปิดรายงานค้ามนุษย์ 27 ก.ค.
พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์กรณีสหรัฐอเมริกา เตรียมเปิดรายงานค้ามนุษย์ ปี 2558 ของไทย ในวันที่ 27 ก.ค. ว่า ก็เปิดไปสิ ทำไม สื่อจะไปปิดเขาได้ไหม
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯ มั่นใจหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ใช่มั่นใจ หรือไม่มั่นใจ แต่ได้ทำเต็มที่แล้ว อะไรที่มันเกิดมาแล้ว ตนก็แก้ไขอย่างเต็มที่ มีเจตนารมณ์ที่ชัดเจน มีการทำงานที่เป็นระบบ และมีผลสัมฤทธิ์ สื่อต้องช่วยพูดให้ตนแบบนี้ แต่หากพูดข้างเดียวแบบนี้ก็โดนอยู่แบบนี้แหละ โดนไปเรื่อยๆ ทำลายประเทศกันไปเรื่อยๆ ก็แล้วกัน ตนไม่ว่าอย่างไรหรอก วันนี้รู้หรือยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำอะไรไปบ้างเพื่อจะลดปัญหาการค้ามนุษย์ ถ้าไม่รู้อย่ามาถามแบบนี้ สื่อต้องเขียนบ้างว่าเขาทำอะไรไป คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และอนุกรรมการ ได้ทำอะไรไปบ้าง มีคนถูกจับและดำเนินคดีไปแล้วเท่าไร คนที่อยู่ในระบบก็เข้าสู่กระบวนการสอบสวน กระบวนการยุติธรรม ขึ้นศาล ไม่ใช่สั่งปุ๊บปั๊บแล้วได้หมดทุกอัน
"เป็นเรื่องของเขา เพราะเขาเป็นกรรมการ และทำอะไรผิดบ้างก็ต้องไปถามรัฐบาลที่ผ่านมา ได้ทำหรือเปล่า ผมมาแก้ไม่ได้ทำให้แย่กว่าเดิม มันจะได้หรือไม่ได้ก็สุดแล้วแต่ สิ่งที่ทำไว้มันหนักหนาสาหัสหรือเปล่า ทำกรรมเยอะหรือเปล่า ผมไม่รู้"
รับประมูลหลายโครงการใหญ่ไม่ทันสิ้นปีกระทบ ศก.
พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์กรณี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยอมรับหลายโครงการขนาดใหญ่ไม่สามารถเปิดประมูลได้ทันในสิ้นปีนี้ โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างพื้นฐานเส้นทางรถไฟสายต่างๆ ว่า เปิดประมูลไม่ทันเพราะอะไร เพราะเถียงกันมาตลอด คนจะได้ก็ถูกล้มประมูล ถูกฟ้องร้อง ส่งผลให้ทำไม่ได้หมด แล้วทำไมไม่ยอมรับกติกา บางอย่างมันจบไปแล้วก็รื้อฟื้นมันขึ้นมาใหม่ ไอ้นี่โกง ก็ต้องหยุดทั้งหมด นั่นแหละประเทศไทย ต้องเรียนรู้ว่าจะอยู่กันอย่างไร ทำอะไรได้บ้าง ถ้ามติส่วนใหญ่เป็นอย่างนั้นก็คือมติ เข้าใจคำว่ามติไหม ไม่ใช่มีคนไม่เห็นด้วยคนสองคน แล้วมาพูดข้างนอก ก็จะทำให้ทุกโครงการล้มหมด เรื่องเป็นร้อยเรื่องไม่มีใครเห็นชอบด้วยกันทั้งหมดหรอก
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะกระทบต่อการลงทุนอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอย่างมีอารมณ์โมโห ว่า ต้องกระทบสิ ไม่กระทบได้อย่างไร เมื่อถามว่า ประเมินความเสียหายไว้ที่เท่าไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็แล้วประเมินเท่าไหร่ล่ะ ผู้สื่อข่าวตอบว่า อยู่ที่ 7 แสนล้าน นายกฯ กล่าวว่า แล้วเยอะไหม แล้วมาถามทำไม ไม่ใช่ 7 บาท 7 ร้อยบาทนะ ปัดโธ่ ถามคำถามที่รู้อยู่แล้ว แล้วก็ไปเขียนว่ารัฐบาลไม่มีปัญญาทำ วันนี้ทำทุกปัญญาแล้ว อยู่ที่ท่านจะเอาหรือไม่เอา ติดไปหมดทุกอัน ทั้งรถเมล์ที่ออกมาแล้วคันละล้าน กำลังจะสั่งเข้ามาก็ประท้วงกันอีก ฟ้องกันอีกจนต้องหยุด ก็รอไปแล้วกัน นั่งรถเก่าๆ ไป
"ต้องไว้ใจ ผมเป็นหัวหน้ารัฐบาล ต้องดูแลเรื่องความโปร่งใสอยู่แล้ว ถ้าใช้วิธีการปกติก็ล้มกันไปมา คนได้ไม่ได้ก็ใส่กัน ไอ้นี่ก็ประโคมข่าวกันเข้าไป แล้วก็ทำไม่ได้ ก็อยู่กันอย่างเก่า"
มอบคำขวัญวันงดดื่มสุรา รัฐบาลชวน ปชช.ร่วมงดเหล้าเข้าพรรษา
เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ศูนย์แถลงข่าว ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล มีการแถลงข่าวจัดกิจกรรมวันงดดื่มสุราแห่งชาติ ประจำปี 2558 พร้อมมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่บุคคลและองค์กรที่ดำเนินการดีเด่นด้านป้องกันควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จำนวน 39 รางวัล
นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อ 7 ปีที่แล้วรัฐบาลได้ประกาศให้วันเข้าพรรษาของทุกปีเป็นวันงดดื่มสุราแห่งชาติ ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 31 กรกฎาคม จึงขอเชิญชวนประชาชน เยาวชน งดดื่มสุรา ในช่วง 3 เดือนของเทศกาลเข้าพรรษา เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดยปีนี้พลเอกประยุทธ์ ได้มอบคำขวัญเนื่องในวันงดดื่มสุราแห่งชาติประจำปี 2558 ว่า “พัฒนาเยาวชน และทรัพยากรมนุษย์ ต้องหยุดเป็นทาสสุรา” ซึ่งตรงกับสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้
นายยงยุทธ์ กล่าวอีกว่า จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า มีเยาวชนที่ดื่มแอลกอฮอล์ถึงร้อยละ 25 หรือ 1 ใน 4 โดยเพศชายดื่มมากกว่าเพศหญิงถึง 4 เท่า ส่วนใหญ่นิยมดื่มสุราที่หาได้ง่าย อาทิ เบียร์ สุราสี สุรากลั่นชุมชน และในกลุ่มผู้ดื่มสุรา พบว่า ร้อยละ 54% เป็นผู้ดื่มหนักจนเมาเป็นประจำเกือบทุกวัน ส่วนใหญ่ดื่มที่บ้าน หอพัก ร้านค้ารอบสถานศึกษา
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า เมื่อเร็วๆ นี้ทางรัฐบาลก็ได้ประกาศเรื่องห้ามขายสุราบริเวณใกล้สถานศึกษา จากรายงานภาวะสังคมไทย พบว่า ค่าใช้จ่ายในการบริโภคสุราเพิ่มขึ้นมาก ทำให้เป็นห่วงมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้มีแค่เงินทอง แต่ยังสูญเสียทั้งชีวิต ร่างกาย และสุขภาพอีกด้วย โดยมีการคำนวณความเสียหายที่เกิดจากสุราทั้งสิ้นกว่าแสนล้านบาท เป็นความสูญเสียจากโรคต่างๆ ถึงเกือบ 7 หมื่นล้านบาท และจากอุบัติเหตุอีกกว่า 3 หมื่นล้านบาท และจากเรื่องอื่นๆ อีก 8 ล้านบาท ตรงนี้เป็นความเสียหายที่เปล่าประโยชน์ และควรหยุดความเสียหายเหล่านี้ หากเราต้องการให้ประเทศเจริญก้าวหน้า เราต้องมุ่งพัฒนาคน โดยเฉพาะเยาวชน คนของเรา ประชาชนของเราจะต้องไม่ถูกมอมเมาด้วยสิ่งเสพติด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุรา ซึ่งเป็นสิ่งเสพติดที่หาซื้อได้ง่าย
"ขอเชิญชวนให้ทุกภาคส่วนของสังคมตระหนักถึงอันตรายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ร่วมมือกันปกป้องเยาวชนของเราไม่ตกเป็นทาสของสุรา และขอแสดงความชื่นชมในหน่วยงานที่ได้รับรางวัลดีเด่นด้านป้องกันควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์"
ด้านนายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากมติของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 8 ก.ค. ได้กำหนดให้วันเข้าพรรษาของทุกปี เป็นวันงดดื่มสุรา ขอเชิญชวนให้ประชาชนทั่วประเทศ ร่วมกันลงนามปฏิญาณตนงดดื่มสุรา ทำความดีถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยสามารถลงนามได้ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุกแห่ง วัดทุกแห่ง หรือสามารถลงนาม Online ได้ที่ www.thaiantialcohol.com
ส่วนความคาดหวังที่จะสามารถลดจำนวนผู้ดื่มสุราลง นายแพทย์รัชตะ กล่าวว่า โดยการดื่มสุราปัจจุบันมีผู้ดื่มเป็นเยาวชนสูงขึ้นอยากให้ลดจำนวนเยาวชนลงให้ได้ มีมาตรการทั้งทางกฎหมาย การปลูกฝังจิตสำนักให้แก่เยาวชนในโรงเรียน บรรจุในการเรียนการสอน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มีโครงการในช่วงเข้าพรรษา ด้านมหาวิทยาลัยนักศึกษาก็มีการดื่มสุรามากขึ้น ต้องมีการปลูกฝังจิตสำนึกเช่นกัน และจะนำโซเชียลมีเดียเข้ามาช่วยอีกช่องทางหนึ่ง การทำกิจกรรมในช่วงเข้าพรรษาเป็นจังหวะหนึ่งที่เหมาะสม เพราะประชาชนส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ รวมทั้งวันนี้พระศรีสมโพธิ ได้กล่าวถึงการงดเหล้าเข้าพรรษา และกิจกรรมรักษาศีล 5 เหล้าก็เป็น ศีลข้อ 5 หากงดได้ ขอให้งดได้ตลอดไป
ประชุม 'กนช.' ผุด 2 อนุกรรมการ 'จัดหาน้ำ-ใช้น้ำ'
เมื่อเวลา 09.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ครั้งที่ 1/2558 ซึ่ง มี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ร่วมประชุมด้วย โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวช่วงแรกของการประชุม ว่า ต้องขอบคุณคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำของ คสช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ร่วมจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำปี 2557 ซึ่งเดินหน้ามาตลอดในการเตรียมรับภัยแล้งและน้ำท่วม โดยขุดเจาะ แหล่งน้ำจำนวนมากตามแผนบริหารของปี 2559 ซึ่งในแผนงานหลัก 12 กิจกรรม 6 ยุทธศาสตร์ ได้ทยอยดำเนินการตามลำดับ และมีความก้าวหน้าพอสมควร แต่ต้องยอมรับว่า ไทยมีปัญหาที่น้ำต้นทุน ซึ่งต้องมาจากน้ำฝนเป็นหลัก ประกอบกับปรากฏการณ์เอลนินโญที่ยังดำรงอยู่ ทำให้น้ำต้นทุนขาดแคลน เกิดปัญหารุนแรงทั้งระบบ รัฐจึงต้องเตรียมมาตรการลดความเสี่ยง เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ เพื่อให้เกิดความมั่นคงในระยะต่อไป รัฐบาลต้องใช้งบประมาณดำเนินตามแผนจำนวนมาก แต่รัฐจะระมัดระวังในการใช้จ่ายงบประมาณ ทั้งงบประจำปี และเงินกู้ ที่ต้องใช้ในกิจการอีกหลายอย่าง ไม่ใช่เฉพาะงานด้านการเกษตรแต่เพียงอย่างเดียว
"อีกทั้งประเทศไทยยังอ่อนด้อยในการสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคเศรษฐกิจ อีกทั้งเศรษฐกิจโลกก็เป็นเศรษฐกิจแนวใหม่ ซึ่งแนวทางของไทยสามารถปรับเปลี่ยนได้ทั้งระบบตามความจำเป็นและสถานการณ์ ซึ่งต้องสื่อสารและทำความเข้าใจให้ประชาชนได้รับทราบ"
จากนั้น เวลา 11.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ว่า วันนี้เป็นการส่งมอบแผนบริหารจัดการน้ำให้ กนช. ที่ผ่านมาเป็นการจัดทำแผนช่วง คสช. ตั้งแต่เดือน ก.ค. 2557 ซึ่งแผนดังกล่าวผ่านการพิจารณาของ ครม.มาแล้ว วันนี้เป็นการส่งมอบงานให้รัฐบาลเต็ม 100% โดยคณะกรรมการของ คสช.ก็จะไปอยู่ในส่วนการติดตามและประเมินผล ช่วยเหลือตามกฎหมาย ซึ่งเราร่างไว้อยู่แล้วตามกติกาว่า คสช.จะเข้าไปช่วยขับเคลื่อนงานของรัฐบาล ซึ่งวันนี้ตนได้สั่งให้คณะกรรมการเดิมนำแผนต่างๆมาคลี่ดูและสรุปตั้งแต่ปี 57 จนถึงปี 69 ซึ่งเป็นการบริหารจัดการทั้งระบบ โดยให้ไปถกมาว่าทำอะไรไปแล้วบ้าง อะไรที่เสร็จแล้ว อะไรยังไม่เสร็จ แต่ละช่วงปี 2557-59 , 2560-64 , 2565-69 โดยแต่ละช่วงต้องวางแผนไว้ตลอด ทั้งน้ำอุปโภค บริโภค น้ำประปา การแก้ปัญหาน้ำท่วม การระบายน้ำ ส่งน้ำ การสร้างที่เก็บกักน้ำ เพื่อดูแลทั้งภารกิจในเรื่องของการสนับสนุนเรื่องน้ำไปให้ทุกกิจกรรม การประปา น้ำอุตสาหกรรม น้ำการเกษตร การผลักดันน้ำทะเล
นายกฯ กล่าวต่อว่า วันนี้ทุกคนอาจไม่เข้าใจว่าน้ำทั้งหมดมาจากต้นทุนน้ำเดียวกัน แต่เป็นคนละพื้นที่ ถ้าวันนี้เราไม่สามารถบริหารจัดการน้ำได้ ก็จะเป็นปัญหาในอนาคต หากทุกคนไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้น้ำ การปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรือการปลูกพืชตามดีมานด์และซัพพลายที่ควรเป็น ถ้าเป็นไปไม่ได้ อย่างไรเราก็หาน้ำให้ไม่ได้ ต้องมีผลกระทบต่อทุกอันนั่นแหละ ไม่ใช่ว่าเราให้ความสำคัญแก่อันใดอันหนึ่ง วันนี้มีสัดส่วนการใช้น้ำอยู่แล้ว น้ำการเกษตรมากที่สุด รองมาคือน้ำอุปโภค-บริโภค เพราะทุกคนต้องใช้น้ำ การเกษตรก็ไม่ใช่เพียงแค่นาอย่างเดียว มีพืชอย่างอื่นเยอะแยะไปหมด ซึ่งใช้น้ำมากน้อยต่างกัน ต่อไปก็น้ำอุตสาหกรรม ซึ่งเราจำเป็นต้องให้เขา ไม่ใช่เราเห็นเขาดีกว่าภาคเกษตร ไม่ใช่ ทางนโยบายทำอย่างนี้ไม่ได้ เพราะการน้ำอุตสาหกรรมเป็นการทำให้เกิดวงจรของการผลิตขึ้นมา ถ้าไม่ให้น้ำเขาก็ผลิตอะไรขึ้นมาไม่ได้ เศรษฐกิจอย่างอื่นก็พังตามกันไปหมด มันสร้างห่วงโซ่ของมัน เพราะฉะนั้นท่านต้องอธิบายให้เข้าใจว่า ใช้น้ำทำอะไร ต้นน้ำจะต้องหาเพิ่มเติมอย่างไร แต่การหาน้ำเพิ่มเติมมีอยู่สองอย่าง คือ 1. การกักเก็บน้ำให้มากขึ้น ไม่ให้น้ำไหลลงสู่ทะเล ไหลลงประเทศเพื่อนบ้าน บางที ก็ไปท่วมเขาบ้าง เราเก็บกักน้ำไม่ได้ทั้งหมด เรื่องการก่อสร้างก็ต้องทยอยดำเนินการไป ต่อไปก็ต้องวางแผนระยะยาวว่าจะเอาน้ำที่ไหนลงแม่น้ำระหว่างประเทศ ขึ้นมาได้ไหม ระยะแรก จะทำอย่างไร ถ้าเอามาประดังประเด ทำพร้อมกันหมดให้เสร็จปีนี้ มันเป็นไปได้ไหมเล่า มันไม่ได้
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า เดี๋ยวจะสร้างการรับรู้ให้มากขึ้น ว่าวันนี้ทำอะไรไปแล้วบ้าง ใช้งบประมาณไปส่วนหนึ่งแล้ว ก็เป็นส่วนแรกเท่านั้นเอง ปี 57 , 58 , 59 จะเกิดอะไรบ้าง ตนเคยบอกไปแล้วมีตัวเลขชัดเจน เพราะฉะนั้นวันนี้เมื่อเอาเข้าสู่คณะประชุม กนช. ต้องมาพูดถึงว่า กนช. ต้องมาทำ ปรับรูปแบบการทำงานใหม่ ไม่เอาแนวทางเดิม ตนก็อนุมัติสั่งการไปในแนวทางที่ว่า จะต้องมีสองคณะอนุกรรมการ เพื่อให้ กนช. ตัดสินใจ ในการดำเนินการถ้าแยกเป็นงานนี้ งานนู้น มันหลายคณะ จนไม่เสร็จ ต่างคนต่างประชุมกันมา กว่าจะเสร็จมาถึงตน มันช้าไปแล้ว นั่นคือหลักการบริหารของ กนช. เดิมที่ผ่านมา วันนี้ กนช. ใหม่ ตนสั่งการว่า ให้จัดกลุ่มงานง่ายๆ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มจัดหาน้ำและกลุ่มใช้น้ำ และให้ไปแตกกลุ่มข้างล่างเอาเอง ว่าแต่ละพวกมีปัญหาอย่างไร ต้องใช้น้ำเท่าไร และทั้งหมดจะมาบูรณาการกัน และกนช.จะสั่งการอนุมัติงบประมาณ แผนงานต่างๆ ลงไป ต้องจบข้างล่างมาเลย เพราะมีตั้งหลายส่วน ทั้งส่วนของทางประปา ส่วนของผู้บริโภค ในส่วนของการใช้น้ำอุตสาหกรรม น้ำการเกษตร
นายกฯ กล่าวต่อว่า คณะกรรมการบริหารลุ่มน้ำแต่ละลุ่ม วันนี้ ต้องชะลอไปก่อน จะทำงานแทนไปก่อน จนกว่าจะมีกฎหมายใหม่ ถึงค่อยตั้งกันให้เรียบร้อย ส่วนนี้ต้องขอ เพราะวันนี้เราต้องขับเคลื่อนทุกอย่างด้วยความรวดเร็ว เรื่องน้ำเป็นเรื่องสำคัญ ไม่อยากให้ตื่นตระหนก สังคมไทยค่อนข้างจะอ่อนไหว เพราะน้ำน้อย น้ำแล้ง ก็ขยายกันจากน้ำน้อย เป็นน้ำน้อยมาก จากน้ำน้อยมากเป็นน้อยที่สุด เราต้องช่วยกันสร้างความเข้าใจ ว่าจะอยู่กันอย่างไร น้ำอย่างนี้จะอยู่แค่นี้ ถ้าไปบอก ไอ้คนนี้ได้ คนนี้ไม่ได้ คนนี้มากกว่า มันจะทะเลาะเบาะแว้งกันไปหมด รัฐบาลนี้ทำเต็มที่ ดูแลทุกคน มากบ้างน้อยบ้าง ตามความเดือดร้อน และไม่ทำให้ผลกระทบกับอย่างอื่นมันเกิดขึ้น ถ้าน้ำเกษตรใช้มาก อย่างอื่นเดือดร้อนจะทำอย่างไร มันก็ต้องดูทุกอัน ปัญหาของเราคือ การส่งน้ำทั้งหมด ส่วนใหญ่เกิน 80 , 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นการส่งน้ำระบบทางเปิดทั้งสิ้น เป็นคลอง ร่องน้ำ ไม่มีการส่งน้ำทางท่อมากนัก ยกเว้นน้ำประปา เพราะฉะนั้นเวลาเราจะตัดตรงนี้ให้ตรงนู้น มันทำได้ง่ายไหมละ
นายกฯ กล่าวว่า วันนี้ให้ทหารไปทำ ทหารก็ไม่อยากจะใช้กฎหมายมากนักกับประชาชน เพราะรู้ว่าเดือดร้อน ก็ขอความร่วมมือ ท่านสามารถส่งน้ำตรงนี้ไปเฉพาะตรงนี้ได้หรือไม่ ไปที่นาตั้งท้องได้ไหม นาที่ไม่ตั้งท้องไม่ให้ มันก็ลำน้ำลำเดียวกัน ฉะนั้นทุกคนก็ตั้งท่อรอกันไว้หมด จึงต้องไปขอร้องกัน ช่วยขอตรงนี้ไว้ก่อนนะ ตรงไหนถ้ามันเสียหาย เดี๋ยวรัฐบาลต้องดูแลเรื่องการเยียวยา ซึ่งการเยียวยาก็ต้องใช้เงินงบประมาณสูง กำลังคิดอยู่ ยังไงก็ต้องให้แน่ เสียหายอะไรยังไง แต่ถ้ามันสูงมากนัก ก็ไม่ไหวเหมือนกัน เพราะฉะนั้นต้องดูแลทุกกลุ่ม ระยะที่หนึ่ง คือการจ้างงาน ซึ่งกำลังให้กระทรวงมหาดไทยเร่งดำเนินการร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การจ้างงานไม่ใช่ไปจ้างอะไรก็ได้ ต้องจ้างให้เกิดประโยชน์ มีเงินใช้จ่าย เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ในระดับพื้นที่ ระดับประเทศด้วย เพราะถ้าไม่มีเงินใช้จ่ายการซื้อของ ซื้อสินค้ามันก็จะลดลง โรงงานก็ผลิตลดลง นี่คือเหตุผลความจำเป็นที่ต้องมีเงินในพื้นที่ ยังไงก็ต้องหาเงินจ้างงานไปก่อน และกระทรวงเกษตรฯต้องไปเร่งเรื่อง การปรับเปลี่ยนการปลูกพืช สร้างการรับรู้ ชักชวนประชาชน วันนี้หลายเรื่องเกิดขึ้นมาแล้วการให้ประชาชนปรับเปลี่ยนการปลูกยางเป็นอย่างอื่น ในหลายพื้นที่เกิดขึ้นมาแล้ว รัฐบาลก็ให้เงินสนับสนุนไปในการลงทุนใหม่ จึงต้องฟังกัน บางทีไม่ฟัง แล้วไปสร้างการรับรู้ผิดๆ ชาวนาเลยรู้สึกเหมือนไม่ได้รับการดูแล มันไมใช่ วันนี้ต้องมาดูว่าพื้นที่ไหนมีต้นน้ำเท่าไร ส่งไปที่ไหนบ้าง เพราะฉะนั้นในพื้นที่ที่มีต้นน้ำ มีปริมาณน้ำต้นทุนขณะนี้จะปลูกพืชได้อย่างไร วันนี้ทุกคนไม่ฟังกันเลย พอข้าวราคาสูงก็ปลูกข้าวกันทั้งหมด แล้วจะเอาน้ำที่ไหน ในเมื่อรัฐบาลที่ผ่านมา ก็ไม่ได้ทำแหล่งน้ำเพียงพอที่จะปลูกข้าวมากขนาดนี้
นายกฯ กล่าวอีกว่า วันนี้ที่เดือดร้อนหลักๆ เป็นการปลูกข้าวในบางจังหวัด ของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แยกกันให้ออก มี 25 ลุ่มน้ำ วันนี้ไปดูแผนที่ฝน แผนที่น้ำ ภาคอีสานเขียวไปหมด เพราะฝนตกแล้ว ลุ่มเจ้าพระยาก็เริ่มตกบ้าง แต่ที่ผ่านมา เราเคยขอร้องให้มีการชะลอปลูกข้าวแต่เขาไม่ได้ชะลอ เขาต้องการจะปลูกให้ได้สองครอป ทำนองนี้ ตนก็เห็นใจ ที่นี้ก็ต้องมาดูว่าปลูกครอปแรกมันเสียหาย จะดูแลอย่างไร เราก็เข้าใจ ไม่รู้จะทำอะไร ซึ่งสิ่งนี้เราต้องสร้างความเข้าใจ ครอปแรกปลูกแล้วเสียหาย ส่วนอีกพวกหนึ่งไม่ได้ปลูก หากครอปสองไม่ได้ปลูกอีก เขาก็จะเสียหายสองครอป เสียโอกาสสองครอป ส่วนที่ปลูกครอปแรกเสียหาย ครอปสองปลูกไม่ได้ เขาก็เสียครอปเดียวบวกกับครอปที่เสียหาย มันต่างกัน ต้องคิดให้ละเอียด จะได้ดูแลช่วยเหลือเยียวยากันได้ถูกต้อง
"ตอนนี้กำลังสำรวจข้อมูลอยู่ให้ชัดเจน ไม่ใช่ถามแล้วมาแจ้งๆ กัน ก็มีผลกระทบ เรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ ความไม่โปร่งใส รัฐบาลก็เร่งเรื่องเหล่านี้หมด คสช. ทหารไปเดินทุกพื้นที่ ขอข้อมูลจริงๆ จากชายไร่ ชาวนา อย่าไปเชื่อใคร สิทธิ์ท่านมีเท่าไรเท่านั้น ไม่ต้องไปเซ็นรับรองให้ใครเหมือนที่ผ่านมาเคยมี เสียน้อยเป็นเสียมาก บางหมู่บ้านก็กลายเป็นทั้งอำเภอ ทั้งตำบล อะไรยังงี้มันไม่ใช่ ท่านต้องรักษาสิทธิ์ของท่าน ถ้ามันชัดเจนอย่างนี้ งบประมาณของรัฐบาลก็ใช้น้อยสำหรับจำนวนหมู่บ้าน จำนวนพื้นที่ เม็ดเงินจะได้มากขึ้นในส่วนที่เสียหายจริงๆ ถ้าเหมาจ่ายทั้งหมด มันก็เป็นแบบเดิม คน



