
โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่?เสียงสะท้อนภาคเอกชน
โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่? เสียงสะท้อนภาคเอกชนที่ไม่อาจมองข้าม : สมชาย สามารถรายงาน
เดินมาถึงจุดแตกหักที่ยากจะสมานได้อีกต่อไปสำหรับปัญหาข้อพิพาทในเรื่องการก่อสร้าง "โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่" ระหว่าง รัฐบาล กับเอ็นจีโอในพื้นที่
โครงการนี้ "รัฐบาล" ประกาศชัดเจนในการเดินหน้าก่อสร้างอย่างเต็มตัว ขณะที่กลุ่มเอ็นจีโอทิ้งไพ่ใบสุดท้ายด้วยการประกาศจุดยืน "อดอาหาร" ประท้วง เพื่อคัดค้านการปัดหมุดโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่กระบี่จนถึงที่สุด
จากข้อพิพาทที่เกิดขึ้น “คม ชัด ลึก” ขอนำเสนอมุมมองอีกด้านหนึ่งที่เป็นเสียงสะท้อนจาก "บรรดาเหล่าผู้นำองค์กรภาคเอกชนในพื้นที่" ว่า พวกเขามีจุดยืนอย่างไรกับการสร้างโรงงานไฟฟ้าถ่านหินใน จ.กระบี่
"ชาญชิต นาวงศ์ศรี" ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า ชาวกระบี่ทุกคนต้องการเห็นการใช้เชื้อเพลิงที่เป็นพลังงานสะอาด แต่ในความเป็นจริง พลังงานทดแทนต่างๆ ใน จ.กระบี่ เองไม่สามารถนำมาผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอ เพราะปัจจุบันปริมาณการใช้ไฟฟ้ามีปริมาณมากขึ้นในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว โรงแรม หากจะมารอใช้พลังงานทดแทน เพื่อให้สมดุลกับการใช้ไฟฟ้าคงไม่มีทางเป็นไปได้
“เรื่องนี้เป็นความเห็นส่วนตัว จากตัวเลขที่ผมมีอยู่ในมือพบว่า เราไม่สามารถนำพลังงานสะอาดมาทดแทนพลังงานได้ทั้งหมด สมมุติว่า จ.กระบี่ ใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 120 เมกะวัตต์ แต่ทุกวันนี้เราสามารถใช้พลังงานทดแทนมาผลิตไฟฟ้าได้ทั้งหมดประมาณ 30-40 เมกะวัตต์เท่านั้นเอง และยังเชื่อว่า ในอนาคตการใช้ไฟฟ้าทุกภาคส่วนจะเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการจะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเพื่อให้ได้ปริมาณเพียงพอคงไม่ทันการณ์แน่นอน”
ชาติชาย แสดงความคิดเห็นต่อว่า หากมองด้วยใจของคนกระบี่ ไม่ว่าจะเป็น ภาคอุตสาหกรรม หรือภาคการท่องเที่ยว ทุกหน่วยงานอยากจะได้พลังงานสะอาด เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม ทุกคนต้องการแบบนี้ แต่ความเป็นจริงมันเป็นไปไม่ได้ ส่วนเรื่องการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน หากคิดจะสร้างจริง รัฐบาลต้องคำนึงว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชน ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวมีความรู้สึกว่าได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ดังนั้น รัฐบาลต้องมีมาตรการและวิธีการป้องกันอันตรายเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้นมา
“เหตุฉุกเฉินอาจจะเกิดขึ้นโดยไม่มีใครคาดคิด อาจจะเกิดขึ้นได้ใน 10 ปี หรือมากกว่านั้น ดังนั้นรัฐบาลต้องทำให้ประชาชนมั่นใจว่าจะสามารถจัดการกับปัญหา หรือเหตุฉุกเฉินที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่สร้างผลกระทบให้เกิดขึ้นกับคนกระบี่"
ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดกระบี่ เสนอแนวทางออกอีกว่า จ.กระบี่ เป็นพื้นที่ล่อแหลมทางธรรมชาติ เพราะเป็นแหล่งทรัพยากรทางทะเล และท่องเที่ยว ดังนั้น เป็นไปได้หรือไม่ที่รัฐบาลจะไปสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อื่น โดยเลือกจังหวัดไกลๆ ที่ไม่มีปัญหาเรื่องสภาพแวดล้อมเหมือน จ.กระบี่
เช่นเดียวกัน รอง ภูเก้าล้วน นายกสมาคมโรงแรมจ.กระบี่ กล่าวว่า เรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินตอนนี้ภาคธุรกิจ ท่องเที่ยว ต่างมีข้อมูลไม่เหมือนกัน ทุกคนมีบทสรุปของตัวเอง แต่ไม่มีใครมีข้อมูลที่แท้จริง ซึ่งทางสมาคมได้ประสานงานไปยังสมาพันธ์อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้ประสานงานกับทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในการจัดเวทีให้ข้อมูลแก่สมาชิกทุกคน โดยมีคนกลางเข้ามามีส่วนร่วม เนื่องจากการจัดเวทีแบบนี้จะมีปัญหาเรื่องความรุนแรงเกิดขึ้น
"ทางสมาคมจะจัดเวทีขึ้นในเร็วๆ นี้ เพราะจนถึงวันนี้เรายังไม่มีข้อมูลที่แท้จริงในโครงการนี้ จากที่หลายๆ ฝ่ายได้เก็บข้อมูล จะมีทั้ง 2 ด้าน ทางเอ็นจีโอบอกว่า ถ่านหินทำอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม สัตว์น้ำได้รับผลกระทบ จะตายหมด ส่วนทาง กฟผ.บอกว่า สามารถที่จะดูแลได้ มันอยู่ที่การบริหารจัดการ แต่ทุกอย่างเป็นการบอกเล่าที่ฟังกันคนละครั้ง เราไม่เคยฟังข้อมูลจากทั้งสองฝ่ายมาตอบโต้ เพื่อให้คนกระบี่ประมวลข้อมูลก่อนจะตัดสินใจว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ดีหรือไม่ ซึ่งเชื่อว่า การจัดเวทีแสดงความคิดเห็นจะจัดขึ้นไม่เกินวันที่ 10 สิงหาคม เป็นอย่างช้า
ขณะที่ "เปล่งยศ สกลกิติวัฒน์" ประธานคณะกรรมการหอการค้าจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน อาจเป็นคำตอบที่ใช่ในอีกยุคหนึ่ง แต่มันอาจไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องในยุคปัจจุบัน เพราะในอดีต จ.กระบี่ ประกอบอาชีพภาคเกษตรเพียงอย่างเดียว เมื่อมีโรงไฟฟ้าถ่านหินขึ้นมาจึงไม่เกิดปัญหาเรื่องผลกระทบใดๆ เพราะในตอนนั้น ภาคการท่องเที่ยวของ จ.กระบี่ ยังไม่เกิดขึ้น
แต่พอมาถึงวันนี้ กระบี่ และจังหวัดทางฝั่งอันดามันมีเรื่องท่องเที่ยวเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง และถือเป็นอันดับต้นๆ ของเมืองไทย แค่เฉพาะกระบี่จังหวัดเดียว รายได้จากการท่องเที่ยว ประมาณ 6 หมื่นล้านบาท ดังนั้น หากจะทำโรงไฟฟ้าถ่านหินก็อาจส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อมอย่างใหญ่หลวง ทุกฝ่ายควรตระหนักในเรื่องนี้ให้เยอะ
“เราไม่ได้มองว่าใครเป็นศัตรู เพราะไม่ว่าจะใช้ตัววัตถุดิบหรือว่าไฟฟ้าประเภทใดก็ตาม กฟผ.ต้องดำเนินการให้แก่รัฐบาลอยู่แล้ว แต่ในแง่ของระดับนโยบาย ควรชั่งน้ำหนักให้ดีว่า มูลค่าโรงไฟฟ้าประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทำรายได้ตกประมาณ 6 หมื่นล้านบาท”
ประธานคณะกรรมการหอการค้ากระบี่ ฝากข้อเสนอแนะว่า หากประเทศไทยมีกระบี่อยู่แค่จังหวัดเดียวอาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่ในความเป็นจริงยังมีจังหวัดอื่นๆ ที่รัฐบาลสามารถสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินโดยไม่กระทบกับการท่องเที่ยว หรือสิ่งแวดล้อม แม้พื้นที่ดังกล่าวจะอยู่ห่างไกล ไม่มีความเจริญ แต่หากมีความปลอดภัยในการบริหารจัดการในด้านต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพชีวิตของคนไทยและสิ่งแวดล้อม ส่วนตัวมองว่า เราควรไปสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินตรงพื้นที่นั้นจะดีกว่า ดังนั้น อยากฝากไปถึงผู้เกี่ยวข้องว่า การจะทำอะไรจะมองแค่มิติด้านต้นทุนเพียงอย่างเดียวคงเป็นไปไม่ได้ ต้องมองให้ครบทุกมิติทั้งเรื่องคุณภาพ ผลกระทบ และความเป็นอยู่ของประชาชน
"ประเทศไทยมีจุดขายเพียง 2 เรื่องเท่านั้นเอง คือ เรื่องอาหาร และเรื่องท่องเที่ยว โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวนั้น ผมมองว่า เราสามารถดึงเม็ดเงินคืนกลับให้แผ่นดินไทยได้มากที่สุดเมื่อเทียบกับภาคอุตสาหกรรมที่เราต้องไปลดภาษีเพื่อให้ต่างชาติมาลงทุน แต่เมื่อถึงเวลาเขาได้กำไรเพียงพอ นายทุนเหล่านี้ก็ดึงเงินกลับไปประเทศ ไม่เหลืออะไรทิ้งไว้แม้แต่นิดเดียว แต่ภาคการท่องเที่ยวเป็นภาคที่เน้นการให้บริการ เพราะฉะนั้นผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น คือการหมุนเวียนของเศรษฐกิจภายในประเทศมีมากกว่า และนี่คือจุดยืนของหอการค้าจังหวัดกระบี่
นี่คือเสียงสะท้อนจากองค์กรภาคเอกชนในพื้นที่ต่อกรณีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในจังหวัดกระบี่ เมืองท่องเที่ยวแห่งท้องทะเลอันดามัน...?



