ข่าว

ภาพลักษณ์ใหม่'กันตนา'จากรุ่น3บ้านกัลย์จาฤก

ภาพลักษณ์ใหม่'กันตนา'จากรุ่น3บ้านกัลย์จาฤก

22 ก.ค. 2558

ภาพลักษณ์ใหม่'กันตนา' จากรุ่น3บ้านกัลย์จาฤก : คมคิดธุรกิจนิวเจน เรื่อง ณุวภา ฉัตรวรฤทธิ์ ภาพ พรหมสรรค์ พูนสวัสดิ์

              ในวันนี้ที่มีรายการทีวีหลากหลาย ทั้งในระบบดิจิทัล ดาวเทียม และสื่อออนไลน์ ให้เลือกบริโภคมากมาย ค่านิยมความจงรักภักดีบริโภคสื่อแค่ช่องใดช่องหนึ่งเริ่มเลือนหาย เหล่าผู้จัดจึงต้องปรับตัวให้เข้าถึงคนดูในช่องทางและเนื้อหาแปลกใหม่ ลดการแข่งขันและกระตุ้นความสนใจเพื่อเรตติ้งสูงสุด ซึ่งนอกจากปรับคอนเทนต์แล้ว องค์ผลิตสื่อใหญ่ๆ ยังต้องปรับทัศนคติหาทางตีกรอบระบบเดิมๆ เพื่อให้อยู่รอดในสังคมที่ปรับเปลี่ยนรวดเร็วด้วยเช่นกัน ภายในองค์กรผลิตสื่อยักษ์ใหญ่มานานกว่า 65 ปี อย่าง “กันตนา” หน้าที่สำคัญนี้ตกอยู่ในกลุ่มผู้บริหารยังเจน ที่ถึงคราวร่วมมือกันสร้างสรรค์ผลงานเป็นเอกลักษณ์ของรุ่น วันนี้พี่ใหญ่อย่าง “เต้” ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก ลูกชายของหัวเรือใหญ่กันตนา จาฤก กัลย์จาฤก พร้อมเปิดใจถึงการเปลี่ยนแปลงการทำสื่อในยุคปัจจุบัน ปั้นมุมมองคนรุ่นใหม่ให้เป็นสื่อคุณภาพสร้างผลตอบรับที่ดีอย่างมหาศาล

              “หน้าที่ของเราในรุ่น 3 ตั้งใจให้กันตนากลับมาเป็นที่รักของทุกคนเหมือนเดิม พักหลังมานี้คนจะมองว่าองค์กรเราเก่าแก่ เป็นสถาบันการศึกษาไปแล้ว เพราะเราอยู่มาถึง 65 ปี จริงๆ กันตนาไปขยายงานที่เมืองนอกเต็มไปหมด มีสถานีโทรทัศน์ที่เวียดนาม มีที่พม่า 5 สถานี และมีที่กัมพูชา ทำโรงภาพยนตร์ในประเทศเพื่อนบ้านเราอีกมากมาย คือไปขยายๆ กันจนลืมกลับมามองที่ไทยบ้านเราเองว่าถูกปล่อยปละละเลยมาพักหนึ่ง ก่อนหน้านั้นเคยนั่งคิดว่า สมัยก่อนละครเย็นเราอันดับหนึ่งนะ เลิกงานมาทุกคนต้องนั่งรอดู แล้วตอนนี้เกิดอะไรขึ้น จะแก่แล้วแก่เลยไม่ได้นะ วันที่เต้กลับมาทำงานจริงจังเมื่อ 7 ปีก่อน ตั้งใจเลยว่าต้องเอาวัยรุ่นมาเป็นแฟนกันตนาอีกให้ได้ เพราะตัวเราเองก็ยังไม่แก่มากนะ ทำไมคนมองเราว่าเชย ทำละครเหมือนๆ เดิม แต่เบื้องหลังเราทำงานดีๆ ให้ไทยและต่างประเทศก็เยอะนะ ภาพยนตร์ที่ดัง โฆษณาที่คนบอกชอบๆ 70 เปอร์เซ็นต์ของตลาด เราเป็นคนผลิตหรือมาทำขั้นตอนหลังการผลิต ทั้งตัดต่อ ใส่เอฟเฟกท์ ใส่ซาวนด์ ปรับปรุงไฟล์ต่างๆ ที่กันตนาทั้งนั้น” ยังเจนรุ่นล่าสุดกล่าวถึงเป้าหมายการทำงาน

              ผลงานที่เปลี่ยนลุคกันตนา “เต้” ปิยะรัฐ เล่าให้ฟังว่า เริ่มจากการจัดตั้งบริษัท กันตนา เอฟโวลูชั่น จำกัด โดยตนเองรับหน้าที่เป็นกรรมการผู้จัดการ จากนั้นได้ศึกษาดูงานในเทศกาลหนังต่างๆ รวบรวมสถิตเรตติ้งรายการดีและซีรีส์ดังจากต่างประเทศ คัดเลือกติดต่อซื้อลิขสิทธิ์อิมพอร์ตมาผลิตใหม่ในฉบับคนไทย และที่สำคัญยังสามารถผลิตรายการป้อนได้ทุกสื่อ เพื่อหมุนตามพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน ที่มีสื่อให้เลือกดูหลากหลาย เริ่มจากละครที่มีคนซื้อลิขสิทธิ์มากที่สุดคือ ยัยเป็ดขี้เหร่ (Ugly Betty) เรื่องราวของหญิงสาวเฉิ่มๆ ที่พยายามทำตามความฝันแฝงด้วยข้อคิดดีๆ มากมาย ตามด้วยรายการเรียลิตี้ค้นหาสุดยอดนางแบบ เดอะ เฟซ ไทยแลนด์ (The Face Thailand) ที่มีเนื้อหาเข้มข้น จัดจ้าน สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียลทุกตอนที่ออกอากาศ และผลงานล่าสุดที่สร้างกระแสทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ คือ การนำซีรีส์สะท้อนชีวิตวัยรุ่นชื่อดังอย่าง กอสซิป เกิร์ล (Gossip Girl) มาสร้างใหม่ ซึ่งงานนี้ท้าทายความสามารถตั้งแต่การรับมือกับกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ล้นหลาม

              "อย่างที่บอกว่า ตั้งใจสร้างความแตกต่างให้ตลาดอยู่แล้ว ถ้าเราทำอะไรที่ซ้ำเดิมๆ ก็ไม่มีผลอะไรเกิดขึ้น ตัวเราเองก็ไม่พัฒนาด้วย เลยมีความอยากที่จะทำอะไรใหม่ๆ กล้าที่จะทำด้วยไม่กลัวอะไรตามสไตล์เรา ถึงแม้ว่าจะท้าทายมากในการเริ่มต้น อย่างเรื่องกอสซิป เกิร์ล เป็นซีรีส์ครองใจคนทั่วโลก พอบอกจะทำเป็นเวอร์ชั่นไทยกระแสในสังคมมาเยอะแล้ว ตอนเผยตัวละครกับภาพรวมออกมาครั้งแรกก็เหมือนซาวนด์เสียงคนดูแฟนพันธุ์แท้ว่าเขาโอเคไหม ซึ่งก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์เยอะมาก ทั้งตัวละคร เสื้อผ้าหน้าผม สถานที่การจัดแสงทุกอย่าง เราเอาคำที่คนดูแนะนำมานั่งดูว่าไม่ดีจริงไหม ลงมติกันว่าจริง ก็เอาใหม่ รื้อทำใหม่หมด ยอมขาดทุนหลายล้านเลยนะ คุณพ่อนี่แหละเป็นคนอนุมัติให้รื้อ เรารู้สึกเหมือนกันทั้งบ้าน เป็นในสายเลือดเลยว่า ถ้างานไม่ดีจะไม่ให้ออกอากาศแน่นอน จนตอนนี้ปรับเปลี่ยนใหม่ ก่อนลงจอคนดูเห็นเริ่มแฮปปี้ รอชมด้วยกระแสที่ดี เป็นปรากฏการณ์ที่คนดูมีส่วนร่วมมาก ผู้จัดก็รับฟังคนดูแล้วทำตามที่คนดูอยากจะดูจริงๆ เพราะสุดท้ายคนดูต้องมีความสุขก่อน ความต้องการของคนดูต้องมาก่อน อีกอย่างเรามั่นใจว่า การซื้อลิขสิทธิ์มาแบบนี้ 50 เปอร์เซ็นต์ ประสบความสำเร็จแล้ว เพราะบทละครเรื่องนี้ประสบความสำเร็จมาแล้วทั่วโลก อีก 50 เปอร์เซ็นต์ เราทำให้ดีเท่านั้นเอง ข้อจำกัดคือ เราต้องทำตามบทเป๊ะๆ ทางเจ้าของลิขสิทธิ์บอกมาเลยว่าอย่าเปลี่ยนบท และให้เข้าใจหัวใจของเรื่องนี้ว่าเป็นอย่างไร ตอนถ่ายทำแรกๆ เขาก็มาเวิร์กช็อปกับเรา อธิบายหัวใจของเรื่อง มีความเป็นไลฟ์สไตล์ ความเป็นลักชัวรี่ คนดูต้องรู้สึกอย่างที่จะเป็น มีความฝันว่าฉันอยากจะเป็นเหมือนตัวละครคนนั้น คนนี้ อยากเรียนโรงเรียนนี้ อยากทำงาน อยากเป็นคนเก่งแบบนี้ อยากอยู่ในโลกแฟชั่น คนที่ดูเรื่องรายละเอียดแฟชั่นความสวยงามก็ได้ประโยชน์ไปด้วย" การจัดการกระแสสังคมคือน้อมรับคำติชมและปรับปรุงให้ถึงที่สุด

              นอกจากนนี้ซีรีส์สะท้องสังคม ไลฟ์สไตล์ และแฟชั่นเรื่องนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของโปรเจกท์เปลี่ยนพฤติกรรมการดูละครให้มีความสนุกหลากหลายอารมณ์มากขึ้น ด้วยการเสริมแอพพลิเคชั่น “Gossip Girl Thailand” เข้ามาให้ผู้ชมมีความสนุกในจอโทรศัพท์ แท็บเล็ต สอดคล้องกับการดูละครผ่านโทรทัศน์ 

              "ด้วยเราทำละครที่โดดเด่นเรื่องไลฟ์สไตล์และแฟชั่น เราเลยให้ความสำคัญกับคอนเทนต์ 360 องศามาก คือ ต้องดูสนุกได้หลายช่องทาง ทั้งจอหลักคือโทรทัศน์ และหน้าจออื่นๆ เราสร้างแอพพลิเคชั่น กอสซิป เกิร์ล ไทยแลนด์ขึ้นมา ในแอพจะมีคอนเทนต์ให้เล่นเกมระหว่างชมละครทางโทรทัศน์ เกมง่ายๆ สะสมคะแนน แลกของรางวัล ดูละครตอนพิเศษโบนัสแทรกได้ที่แอพนี้ และดูละครแบบอันเซ็นเซอร์เวอร์ชั่นได้ที่แอพนี้ เพราะละครที่ฉายในโทรทัศน์นั้นเป็นเวอร์ชั่นเรียบร้อยเหมาะสำหรับฟรีทีวี แต่คนที่เป็นแฟนของกอสซิป เกิร์ล ติดตามมาตั้งแต่เวอร์ชั่นยุโรปจริงๆ เขาอยากดูความเข้มข้นเต็มที่ ก็สามารถไปดูที่แอพพลิเคชั่นได้ และสำคัญที่สุดเรามีเอ็มคอมเมิร์ซ เป็นการตลาดอีกรูปแบบ เช่น เมื่อดูละครแล้ว รู้สึกชอบชุดที่นางเอกใส่อยู่ ก็สามารถกดสั่งซื้อได้เลย เป็นประสบการณ์การชมโทรทัศน์ใหม่ๆ ที่พยายามผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างครบวงจร มีประสิทธิภาพ สิ่งนี้ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ เต้ไปดูงานที่ต่างประเทศแล้วเห็นซีรีส์หลายเรื่องทำกันหลายปีแล้ว แต่บ้านเรายังไม่มีใครทำจริงจังมากนัก ส่วนใหญ่คือทำแอพพลิเคชั่นแล้วลงเนื้อหาเหมือนๆ กับในโทรทัศน์ แต่ไม่มีอะไรเพิ่มเติม ซึ่งแบบนี้ก็ไปดูในยูทูบก็ได้ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมคนดูมากนัก ซึ่งการใส่แอพพลิเคชั่นไปกับละครนับเป็นความโชคดี คือเราได้พาร์ทเนอร์ดี แบ่งหน้าที่กันลงตัวและต่างก็เข้าใจคอนเซ็ปต์ของละครเรื่องนี้ดี" อีกหนึ่งช่องทางใหม่ที่หนุ่มเต้บอกว่าเลือกใช้กับละครเรื่องนี้ เพราะมีเนื้อหาโดดเด่นเรื่องแฟชั่นพอดี
 
              เมื่อถามถึงการตอบรับของแอพพลิเคชั่นว่าจะเข้าถึงผู้ชมได้มากน้อยแค่ไหน ทายาทคนโตของบ้านกัลย์จาฤก ให้มุมมองว่า พฤติกรรมคนดูในยุคที่มีทีวีดิจิทัล ดาวเทียม และออนไลน์ อยู่ร่วมกัน เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตมาก ชัดเจนว่าบังคับคนดูไม่ได้แล้ว คนปัจจุบันจะเลือกดูสิ่งที่ชอบ ในเวลาที่เขาชอบ การมานั่งนับเวลา 2 ทุ่มครึ่ง รอดูละครหลังข่าว พฤติกรรมนี้จะค่อยๆ หายไป เพราะฉะนั้นถ้าทำละครดี รายการคอนเทนต์ดี ผู้บริโภคก็จะตามดูเอง ไม่ช่องทางใดก็ช่องทางหนึ่ง

              "พฤติกรรมคนดูเปลี่ยนไปแล้ว ในขณะนี้ไม่มีใครดูโทรทัศน์อย่างเดียว ส่วนมากดูไปด้วยนั่งแชทคุยกับเพื่อนไปด้วย ไม่ว่าจะคุยเรื่องละครหรือเรื่องทั่วไป หรือเล่นเกมไปด้วย ทุกคนทำพร้อมไปกับการดูโทรทัศน์ได้หมด นั้นคือพฤติกรรมการเสพสื่อของคนรุ่นใหม่ เต้เห็นจุดนี้ ที่คนดูทีวีและเล่นแอพพลิเคชั่นไปด้วยกันได้ เลยเริ่มทำดู อีกเรื่องที่น่าตกใจมากคือ น้องๆ หลานๆ ในวัยรุ่นที่เต้รู้จัก เวลาคุยกันยังไม่รู้เลยว่ารายการอะไร ออกอากาศช่องอะไร เพราะเขาเสพสื่อจากที่เห็นกระแสดี มาแรง ก็ไปตามดูในสื่อออนไลน์เกือบทุกตอน ที่สำคัญเขาจะเลือกดู ณ ตอนนั้น เวลานั้นที่พูดถึงกัน และดูที่ไหนก็ได้ นี่เป็นอีกพฤติกรรมที่เราจะเอาไปขยายผลหาวิธีทำให้เข้าถึงคนดูยุคใหม่มากขึ้น ในมุมของเต้คิดว่าเราต้องทำเพื่อคนดูต้องตามเขานะ อย่าคิดว่าคนดูไม่ฉลาด เลยทำอะไรซ้ำวนๆ ให้ดู เต้ว่าคนดูรู้นะ แล้วตอนนี้ช่องทางดูสื่อมาขึ้น ถ้าเราทำน่าเบื่อเขาเลิกดูแน่นอน แต่ถ้าทำอะไรใหม่ๆ คนดูก็พร้อมรับชมเช่นกัน ดังนั้นเราต้องกล้าลงทุน" ผู้บริหารรุ่นใหม่ให้มุมมองที่ได้สัมผัสมาโดยตรง

ทำงานแบบครอบครัว “กันตนา”

              แม้ยุคเปลี่ยน สไตล์การผลิตเปลี่ยน แต่หนุ่มเต้บอกว่า ยังเจนทั้ง 13 คน ยังมีจุดมุ่งหมายทำให้ “กันตนา” ในรุ่นนี้เติบโตอย่างสง่างาม ทันสมัย เป็นที่รัก อย่างไม่มีแตกแถว ด้วยการเข้ามาดูงานทุกส่วน ตั้งแต่การตลาด การเงิน การกำกับการแสดง แบ่งงานกันตามที่แต่ละคนถนัด พื้นฐานมาจากการอยู่ร่วมกันแบบครอบครัวใหญ่ที่ยึดถือมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า (ประดิษฐ์-สมสุข กัลย์จากฤ) ได้เห็นการทำงานจากผู้ใหญ่และพร้อมสานงานกันต่อเนื่องเป็นหนึ่งเดียวกัน รู้ธรรมชาติของกันและกัน ไว้ใจ เพราะเชื่อว่าไม่มีใครหวังดีกับเราเท่าครอบครัว ในที่สุดพ่อแม่พี่น้องก็ต้องรักกัน

              "ที่บ้านจะสอนเรื่องคุณธรรมให้ยอมบ้าง แต่ไม่โง่นะ ไม่ได้เสียรู้ ให้รู้ว่าเขาอยากได้ก็ให้บ้าง ต้องยอมเสียสละบ้าง ไม่ชอบเราก็ไม่ยุ่งแต่ไม่เป็นศัตรูกัน อันนี้เป็นสาเหตุให้ทั้งครอบครัวและบริษัทมีเพื่อนที่ดีเยอะ มีพันธมิตรที่ดีตลอด อยู่ร่วมกันทำงานกันได้อย่างมีความสุขเสมอ แต่หลักๆ คิดดู ถ้าเราอยู่ด้วยการเอาของเขามาตลอดเขาก็ไม่มีความสุข ยอมบ้าง แบ่งบ้าง ตั้งหน้าตั้งตาทำสิ่งที่เรารักกัน และการทำงานในแบบครอบครัวข้อดีคือ ทุกคนจะรู้สึกว่าเราเป็นเจ้าของ ความรับผิดชอบสูงนะ ทำต้องทำไปข้างหน้า มีหลายชีวิตต้องดูแล ไม่ใช่เเค่ครอบครัวเรา ลูกน้องเรามีอีกตั้งเยอะ ต้องทำให้ดี ไม่ใช่แค่ทำให้เสร็จๆ ไป"