ข่าว

ทหารเคลียร์พื้นที่-พลเรือนพัฒนา!

ทหารเคลียร์พื้นที่-พลเรือนพัฒนา!

20 ก.ค. 2552

นโยบาย "การเมืองนำการทหาร" ถูกตั้งคำถามมานานแล้วว่า เป็นยุทธศาสตร์ที่เดินมาถูกทางแล้วหรือไม่ เพราะแม้ยุทธศาสตร์นี้จะใช้ทำงานกันมานานหลายปีแล้ว แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าเหตุร้ายรายวันจะยุติลงได้เลย ซ้ำยังปะทุรุนแรงอยู่เป็นระยะอีกด้วย

แต่ พล.ท.กสิกร คีรีศรี ผู้บัญชาการกองกำลังผสมพลเรือนตำรวจทหาร (ผบ.พตท.) ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานจริงในพื้นที่มานานก็ย้ำว่า ยุทธศาสตร์นี้มาถูกทางแล้ว และบทบาทของทหารก็ต้องทำงานให้ได้หลายรูปแบบ จะเลือกปฏิบัติ หรือปฏิเสธหน้าที่รับผิดชอบไม่ได้

 แม้ภารกิจหลักของทหารคือ การไล่ล่าปราบปรามกลุ่มโจร แต่ในขณะเดียวกันทหารก็ต้องทำงานการเมือง งานจิตวิทยามวลชน เช่น การส่งเสริมให้ชาวบ้านเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการดำรงชีพให้ได้ด้วย

 ผลจากการปฏิบัติภารกิจอย่างหลากหลายของทหารทำให้วันนี้ชาวบ้านกว่า 70-80% หันมาให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ และพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอนของตน โดยมีทหารนำร่องด้วยการดึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำท้องถิ่น และผู้นำศาสนาเข้ามาแก้ปัญหาร่วมกัน

 ดังนั้นทหารจะไม่มีการเปลี่ยนยุทธศาสตร์แน่นอน เพราะเดินมาถูกทางแล้ว แต่ถ้าถามว่ามาถูกทางแล้ว ทำไมจึงยังมีเหตุร้าย ก็เพราะนี่เป็นการต่อสู้ ซึ่งเขายังพอมีศักยภาพอยู่บ้าง จึงออกมาตอบโต้อยู่เป็นระยะ

 สำหรับการทำงาน "การเมือง" ในรูปแบบของทหารคือ การเข้าไปช่วยเหลือประชาชน ทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และจิตวิทยา เพื่อปรับสภาพแวดล้อม แล้วให้ฝ่ายพลเรือนมารับช่วงต่อด้วยการนำงานพัฒนาเข้ามาในพื้นที่

 "คนเข้าใจว่างานการเมืองต้องทำด้วยพลเรือนหรือนักการเมือง แต่ความจริงเราใช้ทหารเข้าไปทำงานการเมือง แต่พื้นที่ใดที่มีการเคลื่อนไหวปะทะ เราก็จำเป็นต้องใช้มาตรการทางทหารเข้าไป

 พล.ท.กสิกร มองว่า สถานการณ์สามจังหวัดชายแดนใต้ขณะนี้เหตุร้ายรายวันลดลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะงานมวลชนประสบผลสำเร็จทำให้ประชาชนคอยให้ข้อมูลเบาะแสกับเจ้าหน้าที่ ฉะนั้นงานมวลชนจึงเป็นงานเร่งด่วนอย่างมากที่จะต้องเร่งทำให้มากขึ้น

 สำหรับรูปแบบ "งานยุทธการ" ในขณะนี้จะเป็นการ "ปิดล้อม" เพื่อควบคุมพื้นที่ในหมู่บ้านเป็นหลัก ไม่ใช่การไล่ล่า โดยเฉพาะใน "หมู่บ้านพัฒนาสันติ" ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการเคลื่อนไหวอย่างหนัก

 อย่างไรก็ตาม เมื่อได้จัดส่งกำลัง "ชุดพัฒนาสันติ" เข้าไปในหมู่บ้านทำให้ประชาชนเข้าใจ และยอมรับการทำงานของเจ้าหน้าที่ และไม่ให้การสนับสนุนกลุ่มโจร ส่งผลให้กลุ่มโจรไม่มีเสรีในการเคลื่อนไหวจนสามารถผลักดันให้กลุ่มโจรพ้นจากหมู่บ้านและหนีเข้าป่าได้สำเร็จ

 "เมื่อกลุ่มโจรหนีเข้าป่า เราก็ใช้กำลังปิดล้อมไม่ให้เขากลับเข้ามาเคลื่อนไหวได้อีก เปรียบเหมือนผีที่วิญญาณออกจากร่างแล้วกลับเข้าร่างไม่ได้ เมื่อเขาจะกลับเข้าหมู่บ้านก็จะเจอทหารชุดพัฒนาสันติปิดล้อมไม่ให้เข้ามา"

 เมื่อฝ่ายตรงข้ามกลับมาไม่ได้อีกก็จะนำงานพัฒนาของรัฐบาลเข้ามาในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนกลับมามีวิถีชีวิตที่ปกติสุขดังเดิม

 ฉะนั้น ผบ.พตท.จึงเชื่อว่ายุทธศาสตร์การเมืองนำการทหารมาถูกทางแล้ว แต่ต้องใช้เวลาและความอดทน สิ่งสำคัญคือการต่อสู้สามารถปรับยุทธวิธีให้เข้ากับสถานการณ์ได้ แต่อย่าเปลี่ยนไปนับหนึ่งใหม่ เพราะเริ่มต้นใหม่แล้วกลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่ได้

 แม้จะเน้นงานการเมืองเป็นหลัก แต่การทหารก็เป็นสิ่งที่จำเป็นในการปฏิบัติงานเพื่อควบคุมการก่อเหตุร้ายไม่ให้ขยายวงกว้างมากขึ้น ลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินให้น้อยลง สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เพื่อให้ฝ่ายพลเรือนสามารถเข้าพื้นที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนได้

 “แต่การจะยุติสถานการณ์ก่อความไม่สงบให้ได้ปัจจัยชี้ขาดอยู่ที่งานการเมือง เพราะกลุ่มก่อความไม่สงบเป็นคนไทยด้วยกัน เพียงแต่มีความคิด ความเชื่อที่ต่างกัน บางส่วนก็หลงผิดหรือถูกใช้เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่ข้าศึกต่างชาติ ฉะนั้นเราต้องแก้ปัญหาความรุนแรงโดยไม่ใช้ความรุนแรง ซึ่งงานเหล่านี้คืองานการเมือง หรืองานกิจการพลเรือนนั่นเอง” พล.ท.กสิกร กล่าวย้ำ

 อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ ผบ.พตท.เป็นห่วงในช่วงนี้คือ การเลือกตั้ง อบต.ในสามจังหวัดชายแดนใต้กว่า 200 แห่ง ในวันที่ 31 กรกฎาคม ที่มีการแข่งขันกันสูงมาก และอาจมีการใช้ความรุนแรงกับฝ่ายตรงข้ามแล้วโยนให้กลายเป็นการก่อความไม่สงบในพื้นที่แทน

 เป็นความเป็นห่วงใยของทหารที่อยู่ในพื้นที่มานานจึงมองเห็นมิติของปัญหาอย่างทะลุปรุโปร่งว่า ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ไม่ได้เกิดจากแนวคิดแบ่งแยกดินแดนเท่านั้น หากแต่มีเรื่องอิทธิพลมืด ยาเสพติด และการเมืองท้องถิ่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอย่างแยกกันไม่ออก

ทีมข่าวความมั่นคง