
ครั้งนั้นคนไทยพูดจาทำความเข้าใจกัน
คอมมิวนิสต์เข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกโดยเริ่มในกลุ่มคนจีนระหว่าง พ.ศ. 2468-2470 ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย ทำการโฆษณาชวนเชื่อปลุกระดมมวลชนหาสมาชิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบรรดากรรมกรชาวจีนตามท่าเรือ โรงสี และตามโรงเรียนจีน เพื่อทำงานสนับสนุนงานปฏิวัติใน
ในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 "คณะคอมมิวนิสต์สยาม" ทำใบปลิวเถื่อนโฆษณาว่า คอมมิวนิสต์มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงการปกครองเพื่อ "ทำลายอำนาจชนชั้นเจ้าขุนมูลนาย" มีการออกหนังสือพิมพ์ 3 ฉบับ คือ "สัจจัง" "24 มิถุนายน" และ "มวลชนรายสัปดาห์" เสนอเรื่องราวเลนิน-สตาลิน และโครงการเศรษฐกิจรัสเซีย ชี้ชวนให้ประชาชนเห็นดีเห็นงามกับลัทธิการปกครองคอมมิวนิสต์
รัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดาจึงได้ตราพระราชบัญญัติว่าด้วยคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2476 ขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อป้องกันการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ในไทย
นอกจากสถานการณ์ในส่วนของคอมมิวนิสต์เหล่านี้โดยตรงแล้ว เหตุการณ์ปฏิวัติโค่นล้มอย่างนองเลือดโดยฝีมือคอมมิวนิสต์ต่อราชวงศ์โรมานอฟ ก็ส่งผลสะเทือนต่อความรู้สึกของคนไทยไม่น้อย เนื่องจากมีความใกล้ชิดกับราชวงศ์สยามตั้งแต่ครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ถึงขั้นนับเป็น "พระสหาย" กัน
คนไทยบางส่วนเริ่มเกลียดกลัวคอมมิวนิสต์มาตั้งแต่ครั้งนั้น และกลายเป็นมูลเหตุสำคัญประการหนึ่งของ "ไทยรบไทย" ครั้งแรกเมื่อตุลาคม 2476 ครั้งกบฏบวรเดชคือเค้าโครงเศรษฐกิจของ ปรีดี พนมยงค์ ที่ถูกเข้าใจว่าเป็นคอมมิวนิสต์
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงแล้วแทนที่ด้วยสงครามเย็น ไทยเลือกยืนข้างฝ่ายประเทศโลกเสรี จากนั้นกระบวนการต่อต้านคอมมิวนิสต์ก็เป็นไปอย่างรอบด้าน มาตรกาต่างๆ ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความเกลียดชังคอมมิวนิสต์ให้เกิดขึ้นในหมู่คนไทย หวังสร้างความเป็นหนึ่งเดียวในการปฏิเสธและร่วมกันทำลายคอมมิวนิสต์ให้หมดไป
พ.ศ.2495 รัฐบาลตราพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ขึ้น ให้อำนาจแก่ฝ่ายเจ้าหน้าที่อย่างล้นฟ้าในการ "จัดการ" กับพวกคอมมิวนิสต์ นำไปสู่การจับกุมคุมขังและกวาดล้างผู้ฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ขนานใหญ่
พ.ศ.2504 ที่ประชุมสมัชชาผู้แทนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (ก่อตั้ง 1 ธ.ค. 2485) มีมติใช้แนวทางปฏิวัติอาวุธอย่างเป็นทางการและนำไปสู่การปะทะกับกองกำลังของเจ้าหน้าที่ครั้งแรกเมื่อ 7 สิงหาคม 2508 "วันเสียงปืนแตก" ที่บ้านนาบัว อ.เรณู อ.ธาตุพนม จ.นครพนม
นับจากวันนั้นเป็นต้นมา คนไทยก็แบ่งขั้วกันชัดเจน เจ้าหน้าที่ทำการปราบปรามอย่างหนักด้วยวิธีการรุนแรงโดยคนไทยฝ่ายที่เกลียดชังคอมมิวนิสต์ให้การสนับสนุนเต็มที่ ความรู้สึกเกลียดชังก็เริ่มฝังแน่นเข้าไปในความรู้สึก จนกระทั่งบ่อยครั้งปิดบังการใช้เหตุผลในการไตร่ตรองพิจารณา กลายเป็นว่าใครก็ตามที่ต่อต้านรัฐบาลคนคนนั้นย่อมเป็นคอมมิวนิสต์
ถึงขั้นมีคำกล่าวจากพระสงฆ์รูปหนึ่งว่า "ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป" คนเป็นคอมมิวนิสต์เป็นคนขายชาติจึงไม่สมควรเหยียบอยู่บนแผ่นดินไทยอีกต่อไป
การต่อสู้ระหว่างคนไทยต่างความเชื่อ ต่างอุดมการณ์ขยายตัวมากขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพ กลายเป็นปัญหาสำคัญของชาติถึงขั้น "อยู่หรือไป" ช่วงเวลานั้น คนไทยไม่ใช้วิธีพูดจาทำความเข้าใจกัน มุ่งแต่ประหัตประหารกัน บาดแผลของประเทศชาติจึงยิ่งขยายกว้างจนแทบไม่เห็นหนทางจะเยียวยา
รูปธรรมการใช้วิธีพูดจาทำความเข้าใจกันที่ชัดเจนและกลายเป็นบาดแผลในประวัติศาสตร์ชาติไทยไปตลอดกาลก็คือเหตุการณ์ครั้งคนไทยปะทะกันเองที่ธรรมศาสตร์ เมื่อเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519
โชคยังดีที่ "ป๋าเปรม" ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้วนำวิธีการใหม่ในการแก้ปัญหาคอมมิวนิสต์ด้วยการพูดจาทำความเข้าใจกันในรูปของคำสั่ง 66/23 เรื่องราวขัดแย้งถึงขั้นฆ่าฟันกันเองจึงยุติลงได้ในเวลาไม่นานต่อมา
ขัดแย้งถึงขั้นเข่นฆ่ากันเองครั้งนั้น คนไทยยังมีสติพอที่จะหันมาพูดจาทำความเข้าใจกัน
พลเอกบัญชร ชวาลศิลป์



