
วัดใจ ศาล รธน.-เชือดคดีหุ้น
ในที่สุด... ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่รอด คมดาบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไปได้
13 ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์จากทั้งหมด 28 ราย ที่ นายศุภชัย ใจสมุทร ยื่นคำร้องให้กกต.ตรวจสอบการถือหุ้น ถูก กกต.ชี้มูลว่า กระทำการอันมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 48 และมาตรา 265 ถือครองหุ้นสื่อและหุ้นสัมปทานรัฐ
ซึ่งแน่นอนว่า คำวินิจฉัยของ กกต.ครั้งนี้ มีผลมาจากการขีดเส้นของ กกต.เองที่เคยตีความไว้ก่อนหน้านี้ จากกรณี 16 ส.ว.ที่ถูก กกต.วินิจฉัยให้สิ้นสมาชิกสภาพ เนื่องจากถือหุ้นสื่อและหุ้นสัมปทานรัฐ จึงเป็น “เงื่อนตาย” ที่มัดไม่ให้ กกต.วินิจฉัยออกไปในแนวทางอื่นได้
นอกจากนี้ยังมี ส.ส.ที่เข้าคิว รอถูก กกต. เชือดในลอตต่อไปในสัปดาห์นี้อีก 44 คน ซึ่งมีทั้ง ส.ส.ฝ่ายค้านและ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล รวมทั้งรัฐมนตรี จากการถือครองหุ้นในลักษณะเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม คำวินิจฉัยของ กกต.ไม่ถือว่าเป็นที่สุด โดยตอนนี้ ส.ส.และ ส.ว.ที่ถูกวินิจฉัยว่ากระทำการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ ก็ยังปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ต่อไปได้ เพราะยังไม่สิ้นสมาชิกภาพ (ยกเว้นนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี เขต 1 ที่ชิงลาออกจากการเป็น ส.ส.ไปแล้ว)
โดยผู้ที่จะมาทำหน้าที่ชี้ชะตาอนาคตของบรรดา ส.ส.และ ส.ว.อย่างแท้จริง ก็คือ ศาลรัฐธรรมนูญ นั่นเอง
ซึ่งถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ได้ว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะวินิจฉัยไปในแนวทางไหนกันแน่ ?
เพราะอย่าลืมว่า ในเรื่องการห้าม ส.ส.และ ส.ว.ถือหุ้นสื่อตามมาตรา 48 และหุ้นสัมปทานรัฐตามมาตรา 265ของรัฐธรรมนูญ ยังมีความเห็นทางกฎหมายที่แตกต่างกันออกเป็น 2 ฝ่าย
ฝ่ายแรกเห็นว่า หากหุ้นที่ ส.ส. ส.ว. ถือครองอยู่นั้น ได้มาก่อนที่ ส.ส. ส.ว.คนนั้นจะเข้าดำรงตำแหน่ง ก็ย่อมมีสิทธิที่จะถือครองหุ้นนั้นได้ต่อไป
โดยฝ่ายนี้ให้เหตุผลว่า หากรัฐธรรมนูญมาตรา 48 และมาตรา 265 ไม่ต้องการให้ ส.ส. ส.ว. ถือครองหุ้นสื่อและหุ้นสัมปทานรัฐที่ได้รับมาก่อนดำรงตำแหน่ง ก็ต้องมีบทบัญญัติในทำนองเดียวกับมาตรา 269 ของรัฐธรรมนูญ ที่ห้ามนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท และ “ห้ามคงไว้” ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทอีกต่อไป โดยหากนายกฯ หรือรัฐมนตรี ต้องการจะรับประโยชน์จากการถือหุ้นดังกล่าวต่อไป ก็ให้นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผู้นั้น โอนหุ้นบริษัทดังกล่าวให้แก่นิติบุคคลเป็นผู้จัดการแทน
นอกจากนี้ ยังมีการให้เหตุผลว่า ถ้าหากตีความว่า ส.ส. ส.ว.ถือหุ้นสื่อและหุ้นสัมปทานรัฐไม่ได้ตั้งแต่เข้าดำรงตำแหน่ง ก็ย่อมหมายความว่าทันทีที่มีการประกาศผลว่า บุคคลนั้นได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ส.ว. แต่ถือหุ้นสื่อหรือหุ้นสัมปทานรัฐอยู่ ก็ต้องถือว่าขาดสมาชิกภาพทันที แล้วจะเป็นไปได้อย่างไร เพราะไม่มีการเปิดโอกาสให้สละหุ้นด้วยซ้ำ
ดังนั้นมาตรา 48 และมาตรา 265 ที่ห้าม ส.ส. ส.ว. ถือหุ้นสื่อและหุ้นสัมปทานรัฐนั้น จะใช้กรณีที่บุคคลนั้นเข้ารับตำแหน่งเป็น ส.ส.และ ส.ว.แล้วเข้าถือหุ้นสื่อหรือหุ้นสัมปทานรัฐ หรืออธิบายง่ายๆ ก็คือ ได้หุ้นมาภายหลังเป็น ส.ส. ส.ว. แล้วนั่นเอง
แต่อีกฝ่ายหนึ่งกลับเห็นว่า การถือหุ้นสื่อหรือหุ้นสัมปทานรัฐ มาก่อนหรือหลังที่เป็น ส.ส. ส.ว.หรือไม่ ไม่สำคัญ
เพราะ "เจตนารมณ์" ของรัฐธรรมนูญไม่ต้องการให้ ส.ส. ส.ว. รวมทั้งรัฐมนตรีถือครองหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานรัฐหรือหุ้นสื่อ
ดังนั้น เมื่ออยู่ในฐานะ "ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" แต่ยังถือหุ้นที่เป็นคู่สัญญากับรัฐเอาไว้หรือถือหุ้นสื่อ ก็มีความเป็นไปได้ที่เข้าข่ายการขัดกันแห่งผลประโยชน์ และผลประโยชน์ทับซ้อน
และยังมีการตีความกว้างออกไปอีกว่า หุ้นต้องห้ามเหล่านี้ ต้องปลดเปลื้องให้หมดเสียก่อนเข้ารับตำแหน่ง ส.ส. ส.ว.
ดังนั้น หาก ณ วันที่ดำรงตำแหน่งแล้วยังคงถือเอาไว้ ก็ย่อมหมายความว่า ขัดต่อหลักการของรัฐธรรมนูญโดยไม่ต้องดูว่าเป็นหุ้นที่ได้มาก่อนหรือหลังเข้ารับตำแหน่ง
จึงเป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวางบรรทัดฐานว่า จะเลือกใช้หลักอะไร ระหว่างลายลักษณ์อักษรในตัวบท ซึ่งเป็นความเห็นของฝ่ายแรก หรือว่าตาม "เจตนารมณ์" ตามความเห็นของฝ่ายหลัง
ซึ่งหากยึดเอาตามความเห็นฝ่ายแรก ส.ส. ส.ว. ที่ถูก กกต.ชี้มูลความผิด ก็รอด "สันดอน" ไปได้
แต่หากเอาตามฝ่ายหลัง ก็ต้องยืนตาม กกต. ซึ่งทำให้ ส.ส. ส.ว. สิ้นสภาพหลุดออกจากตำแหน่งทันที ซึ่งย่อมส่งผลกระทบตามมาในทางการเมืองไม่น้อย
ไม่ว่าจะต้อง...มีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขตและในส่วนของ ส.ส.สัดส่วน ก็จะเกิดปัญหากับ 3 พรรคเกิดใหม่ อย่างพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา เนื่องจาก 3 พรรคนี้ไม่มีบัญชีรายชื่อ ส.ส.สัดส่วน ที่จะใช้เลื่อนขึ้นมาแทนที่ ซึ่งทำให้พรรคเหล่านี้อาจต้องเสียที่นั่งไปฟรีๆ อย่างชนิดช่วยไม่ได้
"คดีนี้จึงเป็นการตีความครั้งสำคัญทางการเมืองและทางนิติศาสตร์ของศาลรัฐธรรมนูญเลยทีเดียว"
** โต๊ะข่าวการเมือง**



