
โค้งสุดท้ายร่างรัฐธรรมนูญ
โค้งสุดท้ายร่างรัฐธรรมนูญ : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ สำนักข่าวเนชั่น
ผ่านไปแล้วสำหรับการเก็บตัวเพื่อแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญนอกสถานที่ ที่โรงแรมเอเชีย พัทยา โดยเรียกได้ว่าเกือบเสร็จสมบูรณ์ ยังเหลือในส่วนของหมวดปฏิรูป หมวดปรองดอง และบทเฉพาะกาลเท่านั้น และจากการประเมินคร่าวๆ ตอนนี้ตัวเลขมาตราลดลง จาก 315 มาตรา เหลือ 303 มาตราแล้ว
เรียกได้ว่า เวลาทุกอย่างรัดตัวมากทีเดียว แต่ยังดีที่รัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2557 (ฉบับแก้ไขครั้งที่ 1) มีผลบังคับใช้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาแบบฉิวเฉียด ทำให้คณะกรรมาธิการหายใจได้คล่องคอขึ้น เพราะมิเช่นนั้นพวกเขาต้องทั้งแก้ไขและทบทวนร่างให้เสร็จพร้อมส่งให้สภาปฏิรูปแห่งชาติในปลายสัปดาห์นี้
ซึ่งในวันนี้ (21 ก.ค.) คณะกรรมาธิการยกร่างฯ จะหารือถึงการขอขยายเวลาตามที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวได้เปิดช่องเอาไว้ ซึ่งคาดว่าพวกเขาจะใช้เวลาให้เต็มที่ 30 วัน โดยกำหนดการคร่าวๆ เบื้องต้น คาดว่า วันสุดท้ายที่จะต้องส่งให้ สปช.พิจารณาคือวันที่ 23 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ ทำให้ พวกเขาน่าจะส่งให้ถึงมือประธาน สปช.ในวันที่ 21 สิงหาคม ซึ่งในระหว่างนี้นอกจากจะต้องปรับแก้ให้เสร็จแล้ว ยังต้องเชิญเหล่า สปช.มาชี้แจงถึงหลักการและเหตุผลในการปรับแก้ด้วย
จากนั้น สปช.จะมีเวลาอีก 15 วัน เพื่อลงมติว่าจะรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่ ซึ่งน่าจะอยู่ระหว่างวันที่ 5-7 กันยายน และวันใดที่นัดลงมติวันนั้นนั่นเองที่จะเป็นวันสุดท้ายของ สปช. เพราะไม่ว่าจะผ่านหรือไม่ สปช.ก็จะต้องสิ้นสภาพลงไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
อย่างไรก็ตาม หากมาดูร่างที่ผ่านการแก้ไขแล้วจะเรียกว่าแก้ไปมากก็ได้ แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงสาระหลักจากร่างแรกเอาไว้ไม่น้อยทีเดียว
เช่นเรื่องการเปิดช่องให้นายกรัฐมนตรีมาจากคนนอกได้ โดยมีการกำหนดเพียงว่าต้องได้เสียงข้างมากแบบพิเศษ กล่าวคือ ใช้เสียงสองในสาม และไม่ได้กำหนดเงื่อนไขพิเศษมากกว่านั้น ตามที่หลายฝ่ายเรียกร้อง
หรืออย่างเรื่องระบบเลือกตั้ง ที่กรรมาธิการยกร่างฯ แม้จะยอมปรับเรื่องจำนวนของ ส.ส.แบบแบ่งเขต และระบบบัญชีรายชื่อ โดยจากเดิมที่กำหนดให้ มี ส.ส.แบ่งเขต 250 คน ก็ปรับเพิ่มเป็น 300 คน ส่วน ส.ส.บัญชีรายชื่อจากเดิมที่กำหนดให้มี 200-220 คน ก็ปรับลดให้เหลือ 150-170 คน และให้เป็นบัญชีเดียวกันทั่วประเทศ โดยไม่ต้องแบ่งเป็นรายภาคเหมือนในตอนแรก
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของที่มา ส.ว. ที่แม้จะยอมให้มีการเลือกตั้งโดยตรงไม่ต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรอง จำนวน 77 คน แต่ก็ไม่ยอมทิ้งหลักการที่ต้องมี ส.ว.สรรหาอีก 123 คน ซึ่งถือเป็นเสียงข้างมากในสภาสูง และใช้ระบบสรรหาที่มีกรรมการสรรหาสัดส่วนที่มาจากอดีตข้าราชการประจำเป็นส่วนใหญ่ และตัดเรื่องระบบเลือกกันเองหรือขับสลากทิ้งไป
น่าสนใจว่า กรรมาธิการยกร่างฯ กำลังยอมหั่นหลายเรื่อง ยอมปรับหลายอย่างเพื่อรักษาแนวคิดหลักของตัวเองเอาไว้ และที่สำคัญเพื่อทำให้ผู้ที่จะโหวตอย่าง สปช. เห็นชอบและโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญในที่สุด ก่อนที่จะไปตัดสินกันอีกทีในชั้นประชามติ และหวังว่าแนวคิดของพวกเขาจะถูกนำมาใช้ในฐานะกฎหมายแม่บทของประเทศ
หากนับเป็นการวิ่งแข่ง นี่ก็ถือเป็นโค้งสุดท้ายแล้ว ต้องจับตากันแบบไม่กะพริบ เพราะไม่ว่ารัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่าน ก็ย่อมส่งผลต่อหน้าต่อไปของสังคมไทย



