ข่าว

เชื้อชั่วไม่เคยตาย

เชื้อชั่วไม่เคยตาย

21 ก.ค. 2558

เชื้อชั่วไม่เคยตาย : 'จอกอ'จักร์กฤษ เพิ่มพูล

 
            ราวสามปีก่อน ได้มีส่วนยกร่างร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และส่งเสริมมาตรฐานผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ตั้งแต่เริ่มกระบวนการยกร่างโดยมีท่านมานิจ สุขสมจิตร เป็นประธาน

            จากนั้นเข้าสู่การพิจารณาคณะที่ปรึกษากฎหมายชุดใหญ่ของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คณะกรรมการกฤษฎีกาคณะ 1 ซึ่งมีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ นั่งหัวโต๊ะ ใช้เวลาสองปี

            กฎหมายฉบับนั้น เป็นการร่างขึ้นด้วยอาศัยบทบัญญัติมาตรา 46 แห่งรัฐธรรมนูญ 2550 โดยมีกรณีศึกษาเป๊ปซี่ คุณเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ กับบางกอกโพสต์ คุณฟองสนาน จามรจันทร์ กับกรมประชาสัมพันธ์ เป็น “สารตั้งต้น”

            มาถึง พ.ศ.นี้ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สายสื่อมวลชน ปัดฝุ่นร่างกฎหมายฉบับนี้ใหม่ แล้ว “แปลงสาร” เป็นร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน

            ซึ่งมีเป้าหมายนำไปสู่การจัดตั้ง “สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” หรือที่เรียกว่า สภาร่มใหญ่ ที่จะเป็นตัวพ่อของสภาวิชาชีพทั้งปวง ใช้เวลาไม่ถึงปี

            ในฐานะเป็นคนหนึ่งที่ร่วมอยู่ในกระบวนการร่างกฎหมายฉบับใหม่นี้ด้วย ถือเป็นความรับผิดชอบที่จะต้องยืนยันว่า แม้กฎหมายฉบับนี้จะมีบางส่วนที่ใช้วิธีการ “ตัดแปะ” อยู่บ้าง แต่ก็นับว่าเป็นความปรารถนาดีที่ต้องการแก้ปัญหาสื่อที่ละเมิดจริยธรรม ซึ่งองค์กรกำกับที่มีอยู่อาจมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอ

            แต่ความปรารถนาดีคงไม่เพียงพอ หากไม่เข้าใจบริบท และภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนไป

            ร่างกฎหมายฉบับใหม่นี้ เหมือนต้น “เบาบับ” ไม้ยืนต้นอายุยืนในแถบแอฟริกาและออสเตรเลีย คือเป็นต้นไม้กลับหัว แทนที่จะดูเหมือนหยัดยืนขึ้นจากราก กลับดูเป็นเอาหัวปักดิน แปลว่า มุ่งไปสู่การงอกรากจาก “สภาใหญ่” ให้อำนาจ ให้สถานะ เหนือสภาวิชาชีพอื่นๆ ก้าวข้ามกระบวนการของสภาวิชาชีพ ที่จะต้องเป็นด่านแรกในการกำกับ ดูแลเรื่องจริยธรรม

            เพราะโดยโครงสร้างของกฎหมาย และการกำกับตามลำดับชั้น จะต้องออกแบบให้สภาวิชาชีพที่มีอยู่มีความแข็งแรงเสียก่อน นั่นหมายถึงจะต้องมีเนื้อหาที่พูดถึงสภาปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นดาวบริวารของสภาใหญ่ คนร่างกฎหมายจะต้องเข้าถึง และเข้าใจบริบทของการเกิดสภาต่างๆ

            อีกทั้งไม่สำคัญผิดว่า เพราะสภาเหล่านั้นอ่อนแอ ไร้ประสิทธิภาพ จนต้องใช้กฎหมายควบคุม บังคับ แม้จะไม่ใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายอย่างเต็มระบบก็ตาม

            คนร่างกฎหมายจะต้องเข้าใจและแยกแยะได้ว่า สารประเภทใด ถูกส่งออกมาจากสื่อที่ทำงานตามวิชาชีพ สารประเภทใดที่ถูกส่งออกมาจากผู้ใช้สื่อ หรือผู้คนมากมายในสื่อสังคมออนไลน์ หรือสารที่ส่งออกในลักษณะการสื่อสารทางเดียวมุ่งที่จะสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่องค์กรหรือหน่วยงาน

            เรื่องสื่อในยุคข่าวสารข้อมูลไหลล้นนั้น มีความสลับซับซ้อน เกินกว่าที่จะคิดอ่านตั้งองค์กรสารพัดนึกขึ้นมาจัดการได้

            แต่ที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้า และเป็นประเด็นที่ผมได้ยินมาตั้งแต่ที่นั่งล้อมวงพูดคุยกับ คนใน คสช.เป็นการภายในหลังยึดอำนาจแล้ว คือความพยายามที่จะให้มีใบอนุญาตการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ ทำนองเดียวกับหมอ ทนายความ วิศวกร

            เมื่อร่างกฎหมายฉบับนี้เสร็จแล้วในเบื้องต้น ก็ยังได้ยินเรื่องราวในทำนองนี้ว่า ความพยายามที่จะเสนอให้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ซึ่งแปลว่าจะต้องมีอำนาจรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง

            ต้องเข้าใจให้ชัดเจนว่า คำว่า “ใบรับรอง” ในร่างกฎหมายใหม่ กับคำว่า “ใบอนุญาต” เป็นคนละเรื่อง คนละกรณีกัน

            ถ้าสื่อมวลชนต้องมีใบอนุญาตและมีการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้ องค์กรหรือบุคคลที่ใช้อำนาจต้องใช้ผ่านอำนาจรัฐ หรืออำนาจทางการปกครอง นั่นก็คือการลิดรอนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนโดยผ่านสื่อมวลชน ด้วยอำนาจรัฐ

            มีแต่กลุ่มคนที่ฝักใฝ่อำนาจนิยมเท่านั้น ที่จะคิดอ่านเช่นนี้ได้