ข่าว

เห็นชอบ‘โตไปไม่โกง’บรรจุในหลักสูตร

เห็นชอบ‘โตไปไม่โกง’บรรจุในหลักสูตร

20 ก.ค. 2558

เห็นชอบ‘โตไปไม่โกง’บรรจุในหลักสูตร สปช.ชงรัฐวิสาหกิจเปิดบัญชีทรัพย์สิน-เสียภาษี

             20ก.ค.2558 ที่รัฐสภามีการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) โดยมีนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสปช.ทำหน้าที่ประธานในการประชุม เพื่อพิจารณารายงานเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (รอบที่ 2 ) ร่างพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ศ. … ร่างพ.ร.บ.การโฆษณาประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ พ.ศ. … และร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่าง ประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. … ของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยนายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานกมธ.ปฏิรูปฯ กล่าวว่า กมธ.ปฏิรูปการป้องกันฯได้จัดตั้งคณะกรรมการกำกับรัฐวิสาหกิจ และคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ รวมถึงการผลักดันให้มีการบรรจุหลักสูตรโตไปไม่โกงไว้ในหลักสูตรการศึกษา รวมถึงรัฐวิสาหกิจจะต้องเปิดเผยข้อมูลโดยจัดทำบัญชีเช่นเดียวกับบริษัท อื่น ๆ ในตลาดหลักทรัพย์

             นอกจากนี้สำหรับร่างพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ศ. … มีสาระสำคัญ คือ การปรับปรุง พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ซึ่งหน่วยงานของรัฐจะต้องมีการกำหนดวิธีการและระยะเวลาในการเข้าถึงข้อมูลของรัฐอย่างชัดเจน หากเป็นข้อมูลเกี่ยวกับการเงินหรืองบประมาณของหน่วยงานรัฐที่กระทบกับสิทธิมนุษยชน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม จะต้องได้รับการเปิดเผยข้อมูล

             นายประมนต์ กล่าวต่อว่า ส่วนร่างพ.ร.บ. การโฆษณาประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ พ.ศ. …สาระสำคัญ คือ การเสนอให้เกิดกลไกการกลั่นกรองการใช้งบประมาณของรัฐในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ซึ่งอดีตเกิดการแทรกแซงสื่อและการโฆษณาส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อโฆษณาตนเอง จึงเสนอให้มีการจัดทำแผนงบประมาณของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ รวมถึงจัดตั้งคณะกรรมการควบคุมการใช้งบประมาณเพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อให้เกิดความชัดเจน ทั้งนี้ ร่างพ.ร.บ.การโฆษณาประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ พ.ศ. … คือ การบริหารราชการแผ่นดินโปร่งใสและปราศจากทุจริต ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายที่มีความชัดเจน จึงจะมีการปรับนิยามคำว่า เจ้าหน้าที่รัฐให้สอดคล้องกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการปราบปรามและป้องกันการทุจริตและกฎหมายอาญาที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงการห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรับของขวัญ ของที่ระลึก หรือประโยชน์ที่สามารถคำนวณเป็นตัวเงินได้ อย่างไรก็ตามร่างพ.ร.บ. ดังกล่าว ยังควบคุมถึงญาติของเจ้าหน้าที่รัฐด้วย

             ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นได้ให้สมาชิกอภิปราย ซึ่งส่วนใหญ่เห็นด้วยกับรายงานดังกล่าว แต่ตั้งข้อเกตถึงสัดสัดส่วนคณะกรรมการในร่างพ.ร.บ.ต่าง โดยนายเชื้อ ฮั่นจินดา สมาชิกสปช. กล่าวว่า ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่าง ประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. … บุคคลที่มาทำหน้าที่ตรวจสอบร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ คือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งเมื่อดูคุณสมบัติแล้วค่อนข้างน่าเป็นห่วง ทั้งการแสดงบัญชีทรัพย์สิน และการเสียภาษี ส่วนตัวจึงเห็นว่าป.ป.ช. ควรเปิดเผยข้อมูล กำหนดให้เป็น 2 เท่าของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้งเรื่องการเปิดบัญชีทรัพย์สินและการเสียภาษี

             ด้านนายประชา เตรัตน์ สมาชิกสปช.กล่าวว่า การวางพื้นฐานปลูกฝังคนในชาติให้ตระหนักถึงความเสียหายต่อการทุจริตประพฤติมิชอบในบ้านเมืองเกิดขึ้นมากมาย แต่เป็นที่น่าเสียดายที่การศึกษาเรามุ่งที่ความดีเด่น ความเป็นเลิศความรู้ทางการศึกษา แต่ในเรื่องคุณธรรม จริยธรรมเราห่างเหินไปมาก จึงต้องกำหนดเป็นมาตรการในการศึกษา รวมถึงพบว่า องค์กรอิสระเช่น ป.ป.ช. และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ยังสามารถสกัดการทุจริตในวงราชการและวงการเมืองได้ไม่ดี ซึ่งทั่วโลกเราพบว่าวิธีที่จะช่วยป้องกันและปราบปรามการทุจริตได้ดี อยู่ที่ภาคการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน แต่เสียดายที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ไม่มีสภาตรวจสอบภาคพลเมือง เพราะกลไกนี้เป็นกลไกที่สำคัญที่สุด

             จากนั้นที่ประชุมลงมติเห็นชอบรายงานดังกล่าวและความเห็น ข้อเสนอแนะส่งไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ด้วยคะแนน 218 งดออกเสียง 7 ไม่ลงคะแนนเสียง 1 และที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบหลักการและเหตุผล รวมถึงสาระสำคัญของร่างพ.ร.บ.ทั้ง 3 ฉบับเพื่อให้กมธ.ปฏิรูปฯพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน

 

 ติงที่มารายได้ของสภาวิชาชีพสื่อ

            ต่อมาเป็นการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ วาระปฏิรูปที่32 การกำกับดูแลสื่อ วาระการปฏิรูปที่ 33 สิทธิเสรีภาพบนความรับผิดชอบ วาระปฏิรูปที่ 34การป้องกันแทรกแซงสื่อ และร่างพ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตราฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ.

            นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ รองประธานคณะกมธ.ปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ กล่าวว่า กมธ.ได้กำเนินการพิจารณายุทธศาสตร์3ประการ ดังนี้1.ประเด็นปฏิรูปเสรีภาพสื่อบนความรับผิดชอบ โดยมุ่งเน้นให้มีโครงสร้างคุ้มครองเสรีภาพและส่งเสริมจริยธรรมทั้งด้านกฏหมาย การศึกษา มาตรฐานวิชาชีพโดยมีจิตสำนึกและปฏิบัติหน้าที่โดยมีเสรีภาพบนความรับผิดชอบ2.ประเด็นปฏิรูปเพื่อป้องกันการแทรกแซงและครอบงำ สื่อ โดยสร้างกลไกด้านกฏหมายที่เป็นหลักป้องกันการแทรกแซงสื่อจากอำนาจรัฐและทุน และส่งเสริมกลไกการเฝ้าระวังจากภาคประชาชนรวมถึงการคุ้มครองสวัสดิภาพของปฏิบัติงานสื่ออย่างเหมาะสม และ3.ประเด็นปฏิรูปเพื่อการกำกับดูแลสื่อที่มีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นการสร้างกลไกการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพทั้งภาควิชาชีพ และภาครัฐและภาคประชาชน โดยการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนและกำหนดให้องค์กรวิชาชีพต้องเป็นสมาชิก จัดตั้งกลไกภาคประชาชนในการกำกับดูแลและส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อ  

            ทั้งนี้ ตามรายงานของคณะกมธ.ได้มีการเสนอร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดตามร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจากในปัจจุบันวิชาชีพสื่อสารมวลชนมีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์สังคมและสามารถส่งผลกระทบต่อสังคม ดังนั้นเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานสื่อให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลสื่อสารมวลชน ซึ่งอยู่ในมาตรา5ของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ได้กำหนดให้มีการตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติขึ้น และกำหนดให้เป็นหน่วยงานนิติบุคคล และไม่เป็นหน่วยงานของรัฐ โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของประธานกรรมการ ซึ่งกำหนดให้สภาฯมีรายได้และทรัพย์สิน จากเงินที่รัฐจ่ายให้เป็นทุนประเดิม และรายได้ร้อยละ5หรือไม่ต่ำว่า 50 ล้านบาทของกสทช.ที่ต้องส่งคืนให้รัฐ และรายได้ที่ได้มาจากการดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ของสภาฯ รวมไปถึงเงินบริจาคด้วย
 
            จากนั้นได้เปิดให้สมาชิกอภิปราย โดยสมาชิกที่เป็นสายสื่อสารมวลชนตั้งข้อสังเกตุเกี่ยวกับร่างพ .ร.บ.ดังกล่าว โดยเฉพาะมาตรา 5 และมาตรา 9 ที่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบของคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชน และรายได้ที่เข้ามาสนับสนุนสภาวิชาชีพ โดยนางถวิลวดีบุรีกุล สปช. อภิปรายว่าสื่อต้องมีความเป็นอิสระ ไม่ถูกครอบงำจากเจ้าของสื่อหรือนายทุน ซึ่งตนเห็นว่าในมาตรา 9 ที่ระบุว่ารายได้ที่เข้ามาอุดหนุนมาจาก กสทช.5 เปอร์เซนต์ ซึ่งดูจากรายได้เพียงแค่ 1 เดือนของ กสทช.ก็ถือว่ามีจำนวนมากที่สภาวิชาชีพจะได้รับ เป็นสิ่งที่ตนกังวลว่าจะทำให้วิชาชีพสื่ออยู่ภายใต้การกำกับของรัฐเพราะจะต้องถูกตรวจสอบ

            นายบุญเลิศ คชายุทธเดช สปช. อภิปรายว่าอยากให้แก้ไขในเรื่องสวัสดิการของสื่อมวลชนที่จะต้องดูแล แต่ในร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้เขียนคำว่า สวัสดิการ แต่ในร่างรัฐธรรมนูญเขียนคำว่าสวัสดิภาพ ซึ่งอาจจะถูกตีความว่าเหมือนกันหรือไม่ จึงอยากให้ชัดเจนในเรื่องนี้ นอกจากนี้กรรมการสภาวิชาชีพควรจะต้องมีตัวแทนจากสื่อมวลชน ที่เป็นสื่อภูมิภาคหรือสื่อท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมเป็นกรรมการเพื่อดูแลสื่อท้องถิ่น ไม่ใช่มีเฉพาะแค่ส่วนกลาง

            นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา สปช.อภิปรายไม่เห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว ว่าในฐานะที่ตนทำงานด้านสื่อมานาน ทำคดีทุจริตมากมายแต่ก็ไม่เคยถูกฟ้องร้อง ล่าสุดคดีทุจริตรถดับเพลิง หากมีการตั้งสภาวิชาชีพก็เกรงว่าอาจจะมีมาเฟียตัวใหม่เข้ามาแทรกแซงได้ ซึ่งขณะนี้สื่อมีการควบคุมกันเองอยู่แล้ว

             ส่วนนางภัทรยา สุมะโน สปช. อภิปรายว่า สภาวิชาชีพถูกยกสถานะเป็นนิติบุคคล ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐอยู่ภายใต้การกำกับของประธานกรรมการ ส่วนรายได้นั้นมาจาก 3 ทางคือ 1.เงินที่รัฐบาลจัดสรร แม้จะเป็นองค์กรอิสระแต่กลับขอเงินจากรัฐเป็นทุนประเดิม ดังนั้นจึงต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบจากหน่วยงานของรัฐ เช่น สตง. 2.เงินที่กระทรวงการคลังจัดสรรจากรายได้ภาษีบาปของกสทช.ร้อยละ50หรือไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท 3. เงินบริจาคจากภาคอื่นๆด้วยเช่น บริษัทเอกชน ซึ่งตนเป็นห่วงว่าหากมีบริษัทเอกชนที่มีวัตถุุประสงค์ขัดกับจริยธรรมมาบริจาคจะทำอย่างไรก็ซึ่งตรงนี้อาจจะไม่สามารถควบคุมผู้มาบริจาคที่มีวัตถุประสงค์อื่นใดได้ ดังนั้นจึงต้องพิจารณาให้ดี

            นางเตือนใจ สินธุวนิก สปช. อภิปรายว่า ที่ผ่านมา สื่อมีเลือกสี เลือกข้าง มีอิทธิพลต่อทัศนคติของประชาชน และมีทั้งสื่อแท้และสื่อเทียม บางคนอาศัยวงการสื่อทำมาหากิน จึงอยากให้องค์กรสื่อกล้าหาญเพียงพอที่จะตรวจสอบกันเอง ออกมาตรการเด็ดขาดในการกำจัดสื่อที่เป็นกาฝาก ทั้งสื่อที่รีดไถรับเงิน หรือแฝงตัวเข้ามาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ จึงถือเป็นเวลาที่สำคัญที่ต้องตัดเนื้อร้าย คัดปลาเน่าออกจากข้องสื่ออย่างเด็ดขาดจึงเสนอให้มีการออกใบประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนเพื่อคัดกรองว่าใครเป็นสื่อเทียม สื่อแท้ หากใครประพฤติตัวที่ไม่ดี หรือเป็นภัยต่อความมั่นคง ก็ให้มีการลงโทษตั้งแต่ตักเตือน จนถึงการยึดใบอนุญาติประกอบวิชาชีพสื่อเพื่อให้สื่อมวลชนมีศักดิ์ศรีมีเกียรติ

            หลังสมาชิกอภิปรายเสร็จสิ้น นายวสันต์ ชี้แจงว่า รายได้ของสภาวิชาชีพสื่อมวลชน ที่ได้รับการจัดสรรจาก กสทช. เป็นรายได้ส่วนเกินที่ได้มาจากภาษีบาปของสภานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส จำนวน 2,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งส่วนเกิน 5 เปอร์เซนต์จะส่งกลับมาเป็นรายได้ให้สภาวิชาชีพฯ โดยเงินที่ได้มาจะนำมาสนับสนุน พัฒนาวิชาชีพสื่อ อย่างไรก็ตามกรรมาธิการฯจะรับข้อเสนอไปปรับปรุงแก้ไขร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว

            จากนั้นที่ประชุมมีมติรับทราบรายงานของคณะกรรมาธิการฯทั้ง 3 วาระปฏิรูป ด้วยคะแนน107 ต่อ10 งดออกเสียง 17 และเห็นชอบกับร่างพ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพฯด้วยคะแนน 167 ต่อ 20 งดออกเสียง 27 ทั้งนี้นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสปช. ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม แจ้งว่ากมธ.จะนำข้อเสนอแนะและความเห็นของสมาชิกไปปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวภายใน 7 วัน ก่อนที่จะส่งให้ครม.ต่อไป ส่วนสมาชิกที่ต้องการยื่นญัตติแก้ไขเพิ่มเติมให้ยื่นต่อประธานกมธ.ภายใน 3 วัน จากนั้นได้สั่งปิดประชุมในเวลา 16.40 น.