
ถวายปัจจัยสมเด็จวัดปากน้ำขุดสระแก้น้ำท่วม-แล้ง
ถวายปัจจัยสมเด็จวัดปากน้ำขุดสระแก้น้ำท่วม-แล้ง อุเทน หนุนสร้างเขี่อนผันน้ำสาละวินเข้าไทยช่วย เขื่อนภูมิพล
20ก.ค.2558 ที่ห้องประชุมมหาเถรสมาคม สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช รับถวายปัจจัยจากนายอุเทน ชาติภิญโญ เพื่อสมทบในการขุดสระน้ำแก่สำนักวิปัสสนากรรมฐานติกขวราราม อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ตามโครงการขุดสระเก็บน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่ประสบภัยพิบัติจากอุทกภัยและต้านภัยแล้งเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทั้งนี้ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ได้อนุโมทนาบุญ และให้พรแก่นายอุเทนด้วย
นายพนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า ในแต่ละปีจะมีหน่วยราชการประชาชน เด็กและเยาวชน เข้าไปใช้สถานที่ทำกิจกรรมปฏิบัติธรรม และศึกษาเรียนรู้วิชาการพระพุทธศาสนา ณ สำนักวิปัสสนากรรมฐานติกขวราราม เป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันมหาเถรสมาคม (มส.) ได้มีมติเห็นชอบโครงการขุดสระเก็บน้ำขนาดใหญ่ฯตามแนวพระราชดำริ และสนองนโยบายรัฐบาล รวมทั้งข้อเสนอของผู้ตรวจการแผ่นดิน ในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นแบ่งปันทรัพยากรร่วมจัดหาร่วมฉายและร่วมบำรุงดูแลรักษาเสริมสร้างความสามัคคีปรองดองรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำของประชาชนรวมทั้งแก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งโดยมีวัดและคณะสงฆ์เป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนการดำเนินการ พศ.จึงได้แจ้งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดประสานคณะสงฆ์วัด และภาคส่วนต่างๆในการสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชุมชนให้เป็นรูปธรรมและยั่งยืน
หนุนสร้างเขี่อนผันน้ำ‘สาละวิน’เข้าไทย
นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย และอดีตประธานคณะกรรมการผันน้ำลงทะเลฯ ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) กล่าวถึงแผนบริหารจัดการน้ำในระยะยาวของรัฐบาล ที่มีการเสนอให้ผันน้ำจากแม่น้ำสาละวิน เข้าสู่เขื่อนภูมิพล ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด และสามารถนำน้ำที่ไหลผ่านรอยต่อ พม่า ไทย ไปลงทะเลมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาล แต่ต้องมีการกำหนดแนวทางดำเนินการอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง เพราะในความเป็นจริงเรื่องการนำน้ำจากแม่น้ำสาละวินเข้ามาใช้ประโยชน์ในประเทศไทยนั้นมีการเสนอและพูดถึงตั้งแต่เมื่อช่วงปี 47 และเป็นมติ ครม.ไปแล้วเมื่อปี 48 ทั้งในแง่การป้องกันน้ำท่วม แก้ปัญหาน้ำแล้งและสามารถผลิตไฟฟ้า คือ โครงการเขื่อนท่าซาง ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งก็ได้มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับหลักการในเบื้องต้นไปแล้ว แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทำให้โครงการนี้ล้มเลิกไป
นายอุเทน กล่าวต่อว่า ในสมัยที่ตนเป็นที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการน้ำในรัฐบาลที่แล้ว ก็เคยเสนอโครงการนี้ขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากเหตุการณ์มหาอุทกภัย โดยเสนอให้สร้างเขื่อนและอุโมงค์ระยะทาง 88 กม. รับน้ำจากแม่น้ำสาละวินของพม่า มายังลำน้ำแม่แตง จ.เชียงใหม่ ก่อนที่จะออกสู่แม่น้ำปิง ไปยังแก้มลิง หรืออ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล ที่ อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่ ทั้งนี้เพื่อให้เขื่อนภูมิพลเป็นอิสระในการกักเก็บน้ำ และปล่อยน้ำ และไม่ต้องกังวลกับปัญหาน้ำล้นเขื่อนภูมิพล หรือการระบายน้ำในฤดูน้ำหลาก ขณะที่ในฤดูแล้งก็จะมีน้ำให้ใช้ประโยชน์มากขึ้น แต่โครงการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลที่แล้วก็ไม่ได้หยิบมาพิจารณา
“แม่น้ำสาละวินนั้นไหลมามาจากเทือกเขาหิมาลัยในทิเบต และไหลแรงตลอดทั้งปี ผมเคยเสนอให้สร้างเขื่อนที่แนวลุ่มน้ำแม่แตง บริเวณละติจูด ที่ 20 ที่มีระดับความลาดเอียงเหมาะที่จะดึงน้ำมา โดยผันน้ำเข้าสู่อุโมงค์ระยะทางที่สั้นที่สุดประมาณ 85-88 ก.ม และส่งผลกระทบกับแหล่งน้ำธรรมชาติน้อยมาก ใช้งบประมาณสูงราว 2 แสนล้านบาท แต่ก็ถือว่าคุ้มค่ามาก เพราะประเทศไทยจะสามารถทั้งป้องกันน้ำท่วมและแก้ปัญหาน้ำแล้งได้อย่างยั่งยืน” นายอุเทน ระบุ
นายอุเทน กล่าวด้วยว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือโครงการดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ใกล้กับชายแดน ซึ่งมีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก อาจเป็นอุปสรรคอยู่บ้าง และหากจะดำเนินการก็ต้องประสานงานกับทางรัฐบาลพม่าด้วย ดังนั้นจึงควรที่วางแผนโครงการให้เป็นในลักษณะร่วมทุนระหว่างรัฐบาล หรือเชิญชวนประเทศจีนเข้ามาร่วมลงทุนด้วยก็เชื่อว่าจะทำให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะเขื่อนที่จะสร้างขึ้นนั้นมีศักยภาพสูง โดย กฟผ.เคยประเมินเบื้องต้นว่า จะสามารถส่งน้ำมาได้ราว 3 พันลูกบาศก์เมตร/วินาที และจะผลิตไฟฟ้าได้ 7.5 พันเมกะวัตต์ มากกว่าโรงไฟฟ้าหงสา ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่ใหญ่ที่สุดของ สปป.ลาว ที่มีกำลังผลิตเพียง 1.87 พันเมกะวัตต์ด้วย หากตีเป็นมูลค่าจะได้ถึงปีละกว่า 3 หมื่นล้านบาท ใช้เวลาไม่ถึง 8 ปีก็จะคุ้มทุน อีกทั้งยังสามารถช่วยรองรับอัตราการใช้ไฟฟ้าภายในประเทศที่ตกราว 2.2-2.3 หมื่นเมกะวัตต์ ทำให้ไทยไม่ต้องซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ที่ปัจจุบันเราต้องซื้ออยู่กว่า 1 หมื่นเมกะวัตต์
"แน่นอนว่าโครงการในลักษณะนี้มักมีเสียงคัดค้าน แต่รัฐบาลต้องชี้แจงถึงเหตุผลความจำเป็น และความคุ้มค่าให้ชัดเจน โดยเน้นย้ำในเรื่องของการพัฒนา และประโยชน์ในเรื่องการบริหารจัดการน้ำที่ยั่งยืน เราจะไม่ขาดแคลนน้ำ ไม่ต้องพะวงเรื่องไฟฟ้าที่เราต้องใช้ ขณะที่ประชาชนก็ต้องเข้าใจในมิติความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้า เพื่อที่อนาคตเราจะไม่ต้องไปพึ่งพาหรือเป็นเบี้ยล่างประเทศอื่นอีก ในด้านพลังไฟฟ้า เพราะหากวันหนึ่ง มีประเทศหนึ่งเกิดเบี้ยวไม่ขายไฟฟ้าให้ประเทศไทย ก็จะมีปัญหาขาดแคลนไฟฟ้าขึ้นมาได้ เช่น พม่าปิดซ่อมท่อส่งก๊าซ แค่ 3-4 วัน เรายังวุ่นวายมากพอดู" นายอุเทน กล่าว



