นายกฯลงพื้นที่ระยองตรวจตลาดผลไม้
20 ก.ค. 2558
นายกฯ ลงพื้นที่จ.ระยอง เยี่ยมชมตลาด-พบเกษตรกรชาวสวนผลไม้ ขอปชช.แยกแยะสถานการณ์การเมืองให้ออก อย่าปล่อยให้ใครปลุกระดมเกลียดชังรัฐบาล ยันเร่งแก้ปัญหา
20 ก.ค.58 เมื่อเวลา 08.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี อาทิ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ,พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รมว.ศึกษาธิการ ,นายอำนวย ปะติเส รมช.เกษตรและสหกรณ์ ,พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรีและโฆษกประจำสำนักนายกฯเดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ เพื่อไปตรวจราชการจังหวัดระยอง
จากนั้นเวลา 09.45 น. นายกฯ เดินทางถึงที่อาคารศูนย์กลางเกษตรจังหวัดระยอง ตลาดกลางผลไม้เพื่อการเกษตรตะพง ต.ตะพง อ.เมือง จ.ระยอง เพื่อรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ผลไม้จังหวัดระยอง โดยมีประชาชนมาต้อนรับจำนวนมาก
นายกฯ กล่าวตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยต้องร่วมมือกันสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้น แต่ให้แก้ไขปัญหาทั้งหมดทีเดียวคงไม่ได้ ต้องทยอยแก้ปัญหา รัฐบาลยืนยันว่าต้องการสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศ รัฐบาลมีความตั้งใจจริงและต้องมาทำความเข้าใจพูดคุยกับทุกคนว่าขอให้แยกแยะสถานการณ์ทางการเมืองออกไป วันนี้รัฐบาลเข้ามาเพื่อการปฏิรูปประเทศ แก้ไขปัญหาให้เกิดความยั่งยืน ประชาชนจะได้ไม่ลำบากเหมือนเดิมอีกต่อไป และการปรับเปลี่ยนไม่ว่าอะไร ต้องใช้เวลา และวิธีการที่เหมาะสมตามข้อเท็จจริง
นายกฯ กล่าวว่า ประเทศไทยมี 77 จังหวัด ต้องดูว่าแต่ละส่วนงานจะทำอย่างไรไม่ให้ทับซ้อนและประสานกันทั้งระดับล่าง ระดับพื้นที่และส่วนกลาง สิ่งสำคัญที่สุดคือประชาชนต้องเกิดความเข้าใจ การจัดทำแผนงานของรัฐบาล เราดูแลคนทั้งประเทศ รัฐบาลนี้ วันนี้ไม่ได้มองคนเพียง10กว่าล้านคนหรืออีกฝ่ายที่มีอีก10กว่าล้านเหมือนการเลือกตั้งที่ผ่านๆมา ประเทศไทยมี70กว่าล้านคนเราต้องนึกถึงความเดือดร้นของทุกคน อย่าปล่อยให้ใครมาปลุกระดมให้เกลียดชังหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรการของรัฐบาลปัจจุบัน
“ผมรับปากว่าจะทำทุกอย่างให้เต็มที่ ยังไม่มีท้อแท้ ยิ่งเจอปัญหาหรืออะไรต่างๆ ยิ่งต้องทำงานให้เกิดความยั่งยืนและแก้ให้ได้ ผมเห็นใจทุกคนที่ต้องเจอปัญหาแบบนี้มาตลอดชีวิตไม่ว่าปัญหาเรื่องข้าว ผลไม้ ที่ผ่านมาทุกรัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาแต่แก้ไม่ได้ มันต้องแก้ในลักษณะภาพใหญ่ทั้งหมด”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
นายกฯ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องเดินหน้าไปพร้อมกันทั้งเรื่องการเกษตรที่เรามีศักยภาพ แต่ปัญหาคือทำอย่างไรให้มีรายได้มากขึ้น ประชาชนไม่ต้องออกมาเรียกร้อง ซึ่งรัฐบาลพยายามเร่งรัดหาตลาดเพิ่มให้ในต่างประเทศและทำในลักษณะแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกัน รัฐบาลพยายามทำให้ทั้งโลกเห็นว่าไทยยังมีอะไรดีๆอยู่อีกมาก จะใช้แค่รอยยิ้มอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ต้องสร้างแรงจูงใจอย่างอื่นเพิ่ม เพื่อให้คนมาเที่ยวประเทศไทย รวมทั้งการเพิ่มมูลค่าสินค้าให้มีราคาเหมาะสม การรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อบวกกับรอยยิ้มที่เรามีอยู่จะทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับมากขึ้น
นายกฯ กล่าวว่า ที่สำคัญเราต้องทำให้ประเทศชาติเกิดความสงบ ทุกคนอยากจะมาประเทศไทย ปีนี้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวไทยมกขึ้นกว่า20เปอร์เซ็นต์ ใครบอกว่าไม่มีนั้นไม่เป็นความจริง แต่ยอมรับว่าปี2557ตกกระป๋องไปข้างล่างเพราะไม่มีใครมาเที่ยวเนื่องจากคนไทยทะเลาะกัน ตนไม่เห็นประโมยชน์ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รัฐบาลจึงต้องแก้ปัญหาให้ได้ และรัฐบาลใหม่ต้องไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก และรัฐบาลชุดนี้ต้องทำเป็นกรณีพิเศษ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทราบว่าทุกคนให้ความเมตตาตน ดังนั้น ตนจึงไม่กลัว ถ้าบ้านเมืองเราสงบสุข ทุกประเทศก็จะเดินทางมาเพราะก่อนหน้านี้ทุกคนมองว่าไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่ น่าทำการค้าขายด้วยเพราะมีเสถียรภาพ แต่ถ้าไม่มีเสถียรภาพ ชาวต่างชาติก็คงต้องเลิกอีก ทุกคนที่เคยซื้อและความสัมพันธ์ต่างๆต้องเลิกหมด วันนี้ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวว่าพร้อมสนับสนุนประเทศไทยให้เดินตามโรดแม็ป และรีบๆไป ซึ่งวันนี้ตนก็เดินตามโรดแม็ปทุกอย่าง ไม่เคยไปเบี้ยวอะไรสักอย่าง ถึงแม้จะมีสื่อเขียนโจมตีบ้าง ทุกวันก็มีคนเขียนนิยายออกมาทุกวัน ขอร้องว่าอย่าไปเชื่อมาก อะไรที่ผมพูด ยืนยันว่าไม่เคยโกหก ตนโกหกไม่ได้
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันสร้างความสมดุล ไม่แบ่งแยก วันนี้รัฐบาลที่ไม่เป็นประชาธิปไตยแต่ปี2557-58สามารถทำให้ระดับความน่าเชื่อถือขยับขึ้นได้อีกหลายระดับ ซึ่งอาศัยความร่วมมือจากรัฐบาลอย่างเดียวไม่ได้ ต้องได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนและทุกภาคส่วนเพื่อให้ความเชื่อมั่นกลับคืนมา คงไม่มีใครอยากให้สถานการณ์เดิมๆเกิดขึ้นมาอีก
“มาระยองวันนี้ทำให้นึกถึงกวีเอกอย่างสุนทรภู่ หากคิดเล่นๆ สงสัยต้องให้ท่านเป่าปี่เปลี่ยนเพลงเพื่อให้ทุกคนตื่น และลุกขึ้นมาเพื่อร่วมมือกันทำให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไป ไม่เช่นนั้นจะมีศิลปินอื่นๆตื่นขึ้นมาก็พูดแบบเดิมๆ ผมอ่านแล้วก็ไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าคิดอะไรกัน ผมพูดจนคอจะเจ็บตายแล้ว วันนี้ผมไม่ทะเลาะกับใคร ตั้งใจและทำงานทุกวัน และที่พูดก็ไม่ได้ทวงบุญคุณใคร แต่พูดเพื่ออธิบายให้ทุกคนเข้าใจว่ารัฐบาลกำลังทำอะไร และที่พูดเพราะรำคาญคนบางคนและคนบางกลุ่ม จึงต้องชี้แจงเพราะผมก็เป็นปุถุชนคนหนึ่ง อย่างเรื่องหมามุ้ย ผมไม่ต้องการให้ทุกคนไปปลูกทั้งหมดหรือเลิกทำนา แต่พูดเพื่อแนะนำให้ทุกคนมีทางเลือก ซึ่งประเทศไทยนอกจากสร้างความเชื่อมั่นแล้วเราต้องสร้างเสถียรภาพทั้งเรื่องการเมือง รัฐบาล การทหารและความมั่นคง ทำวันเดียวคงไม่สำเร็จ ต้องใช้เวลาและความร่วมมือ” นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลนี้เข้ามาเพื่อแก้ปัญหา ไม่ได้ต้องการเข้ามาเพื่อมีอำนาจ รัฐบาลต่อนี้ไปต้องมีหน้าที่อำนวยความสะดวก ไม่ใช่เข้ามาเพื่อแสวงหาอำนาจ และอำนาจที่ตนมีวันนี้ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เป็นอำนาจเพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์กับส่วนรวม เกิดความก้าวหน้าและมั่นคงกับลูกหลานในอนาคต ตนไม่ได้อยู่หรือมาเพื่ออำนาจหรือผลประโยชน์ใดๆ แต่ที่อยู่วันนี้เพื่อทุกคน วันข้างหน้าจะได้กลับไปนอนดูทุกคน แต่ไม่ใช่พอถึงวันข้างหน้าแล้วยังต้องมาวิ่งร้องขอเรื่องนั้นเรื่องนี้ มันเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ข้าราชการและท้องถิ่นต้องวางมาตรการแก้ไขปัญหา
นายกฯ กล่าววา เรื่องการซื้อข้าวขายข้าว จากปัญหาที่ผ่านมาทำให้งบประมาณหายไปหลายแสนล้านบาท แทนที่จะนำเงินส่วนนั้นมาบริหารจัดการน้ำหรือเส้นทางรถไฟ แต่ก็มีปัญหาเกิดขึ้น ถ้ารัฐบาลที่ผ่านๆมาทำอย่างที่รัฐบาลนี้ทำก็คงไม่มีปัญหา
นายกฯ กล่าวว่า สำหรับปัญหาเรื่องถนนทรุด ถ้ารวมแล้วมีประมาณกว่า2หมื่นกิโลเมตร สาเหตุเกิดจากแรงดันที่อยู่ใต้พื้นดินต่างๆ รัฐบาลจะเร่งแก้ไขปัญหา เบื้องต้นต้องดำเนินการในจุดที่จำเป็นเร่งด่วนก่อน อาจจะต้องใช้เงินกู้หรือไม่ก็ยังไม่รู้ คงต้องตั้งงบประมาณขึ้นมา แต่พอไปแตะดูเข้าจริงๆ บางแห่งมีเรื่องการทุจริตอีก ตนเบื่อจริงๆ อย่าให้มีเช่นนี้เกิดขึ้นอีก ทุกคนต้องช่วยกันแก้ไขปัญหา
“วันนี้เราต้องไม่มีการเมือง การเมืองท้องถิ่นก็ต้องไม่มี อย่าไปเอางบประมาณของส่วนรวมไปให้แค่คนบางส่วน แล้วทะเลาะกัน อย่าแบ่งแยกการปกครอง ซึ่งการปกครองท้องถิ่นก็แบ่งแยกไม่ได้ ประเทศชาติต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่าย”
จากนั้นเวลา11.15น. นายกฯ ได้เยี่ยมชมตลาดกลางผลไม้เพื่อการเกษตรตะพง โดยมีพ่อค้าแม่ค้าจำนวนมากนำสินค้ามามอบให้ เช่น ทุเรียน ของทะเลแห้ง ซึ่งนายกฯ ให้คำแนะนำว่าควรปรับปรุงคุณภาพสินค้าหรือให้รายละเอียดคุณภาพของสินค้าต่างๆ ทั้งนี้ พ่อค้าแม่ค้ายังคงให้ความสนใจทะเบียนรถของนายกฯที่ใช้ปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ โดยนายกฯใช้รถอัลพาร์ทสีขาว ทะเบียน กน 333 ระยอง
และในเวลา12.30น.จะตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการดำเนินงานโรงเรียนกำเนิดวิทย์และสถาบันวิทยสิริเมธี ณ ห้องประชุมใหญ่โรงเรียนกำเนิดวิทย์ ต.ป่ายุบใน อ.วังจันทร์ จ.ระยองเพื่อเยี่ยมชมและรับทราบถึงเป้าหมายการดำเนินงานของโรงเรียน ก่อนเดินทางกลับถึงกรุงเทพฯในเวลา 15.35 น.
‘นายกฯ’ รับกังวลบริหารจัดการน้ำ ยันรบ.เร่งแก้ปัญหา-ขอช่วยกันประหยัดน้ำ
20 ก.ค. เวลา 11.15 น. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งในเยี่ยมชมตลาดกลางผลไม้เพื่อการเกษตรตะพง จ.ระยองว่า ประเทศไทยเป็นแหล่งอาหารของโลก ปัญหาคือเราจะทำอย่างไรกับปัญหาสินค้าการเกษตรที่ตกต่ำ เพราะวันนี้ฝนไม่ตก ตามฤดูกาลเนื่องจากโลกเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ตนกังวลคือเรื่องของแผนการบริหารจัดการน้ำ โดยรัฐบาลได้วางแผนตั้งแต่ปี 2557 ที่รื้อมาทำใหม่ โดยเป็นแผนระยะยาวถึงปี 2569 และที่ผ่านมาไม่มีใครกล้าทำ วันนี้เรามีปัญหาฝนแล้ง ฝนตกใต้เขื่อนจึงไม่สามารถเก็บน้ำได้ แต่ไม่ใช่รัฐบาลไม่ทำอะไร ซึ่งการขาดแคลนน้ำรัฐบาลได้มีแผนดำเนินการตรงนี้ตั้งแต่ปี2557 ทั่วประเทศจะต้องมีน้ำประปาภายในปี 2560 ใน 7,400 หมู่บ้าน และให้มีแหล่งน้ำการเกษตรชลประทาน 732 แห่ง รวมถึงแก้แหล่งน้ำนอกเขตชลประทาน 2,157 แห่งให้เสร็จในปี 2558 ส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทานต้องมาพิจารณาว่าจะช่วยเหลืออย่างไร รัฐบาลไม่ได้บอกว่าให้เลิกสูบทั้งหมด และอยากให้มีการเกษตรแบบอุตสาหกรรม ไม่ใช่ปลูกอย่างเดียวแต่ต้องแปรรูป โดยกำนันผู้ใหญ่บ้าน ต้องเป็นผู้นำเกษตรแนวใหม่ หรือสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ในการเข้าถึงแอพลิเคชั่น
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังต้องขุดน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรให้ได้กว่า 1,000 แห่ง เพื่อใช้สำหรับพื้นที่ 1 ล้านไร่ โดยขณะนี้ มีการขัดน้ำบาดาลเพื่อกการเกษตรได้แล้ว 6.6 หมื่นไร่ อย่างไรก็ตามทุกคนต้องเข้าใจ ว่าที่มาของต้นทุนน้ำเพราะที่ผ่านมารัฐบาลประชาธิปไตยทำพื้นที่ป่าต้นน้ำหายไปถึง8.6 ล้านไร่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาคเหนือและอีสานที่ปัจจุบันเป็นเขาหัวโล้นทั้งสิ้น แล้วเราจะเอาน้ำมาจากไหน และการทำฝนหลวงก็ไม่มีผล เพราะทำให้ฝนตกเพียงเล็กน้อย
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สำหรับน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร รัฐบาลมีเป้าหมายเพื่อใช้สำหรับพื้นที่การเกษตร 1 ล้านไร่ โดยขณะนี้ได้ทำไปแล้ว 6.6 หมื่นไร่ แต่จำทำต่อไป ขณะที่การขุดลอกแม่น้ำสายหลัก เป็นเพราะน้ำตื้น จึงต้องขุดให้ลึกกว่าเดิม แต่ก็ต้องดูว่าจะไปทำลายระบบนิเวศน์หรือไม่ เหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลคิดไว้นานแล้ว โดยต้องมีการทำเป็นแก้มลิงด้วย เพื่อเป็นที่พักน้ำ โดยประชาชนต้องร่วมมือกันเป็นกลุ่ม เช่น หมู่บ้านเพื่อช่วยกันทำแก้มลิง ยืนยันว่าถ้าเกิดฝนตกตามปกติประเทศไทยจะไม่มีการขาดน้ำ แต่ทุกวันนี้ปัญหาอยู่ที่การกักเก็บน้ำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านได้ทรงรับสั่งมานานแล้ว แต่ทำไมที่ผ่านมาไม่ทำกัน จนวันนี้ตนต้องมาคลี่ทุกอย่าง รื้อทั้งหมด ซึ่งอาจจะใช้งบประมาณถึง 3.5 แสนล้านบาทต่อ ขณะที่ปีนี้เก็บภาษีไม่ได้มากพอ เศรษฐกิจโลกก็ไม่กระเตื้อง แต่ถ้าเป็นรัฐบาลอื่นทุกอย่างกาดเจ๊งไปแล้วก็ได้ วันนี้ทุกคนต้องอย่าคิดว่ารัฐบาลไม่ได้ให้ความช่วยเหลือ เพราะรัฐบาลรู้มาล่วงหน้าว่าจะไม่มีฝน ถึงได้เขียนแผนบริหารจัดการน้ำขึ้นมาตั้งแต่ปี 2557 แต่เมื่อฝนไม่ตกจึงส่งผลกระทบหมดตั้งแต่น้ำอุปโภค-บริโภค รวมถึงการเกษตร
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า อยากขอให้ทุกคนช่วยกันประหยัดน้ำ ไม่ใช่ประหยัดเพื่อตัวเอง แต่เป็นการประหยัดเพื่อคนรุ่นต่อไป โดยให้โลกรู้ว่าคนไทยร่วมมือกัน มีทุกข์ร่วมทุกข์มีสุขร่วมเสพ ซึ่งที่ผ่านมา พล.ต.สรรเสริญแก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกฯได้พูดเพื่อชี้แจงเกือบทุกวัน จึงอยากให้ทุกคนช่วยกันรับฟังด้วย วันนี้ในเมื่อปลูกข้าวแล้วตาย 2 ถึง 3 รอบ เพราไม่มีน้ำ แล้วเราจะมาปลูกกันทำไม ตอนนี้ต้องดูว่าเราจะปลูกอะไรได้บ้าง ซึ่งตนไม่ได้บังคับอย่างก่อนหน้านี้ที่ตนยกตัวอย่างเรื่องของการถูกหมามุ่ย ก็เพราะอยากว่ามันสร้างรายได้เป็นจำนวนมาก เกษตรกรสามารถอย่างอื่นได้ ทั้งผัก หญ้า เกษตรออแกนิค และอยากให้เกษตรกรผลิตปุ๋ยเอง เพราะการซื้อปุ๋ยเคมีนั้นมีราคาแพง ได้ไม่คุ้มเสียมีอันตราย และยังไม่เกิดประโยชน์
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าว่า ขอเตือนว่าหากภายใน 1-2 ปีนี้ ไม่สามารถสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมได้ ค่าไฟจะสูงขึ้น เพราะขณะนี้ใช้น้ำมันและก๊าซเป็นต้นทุนผลิตไฟฟ้า จึงอยากให้ทุกคนเข้าใจ อย่าคิดเอาเอง เพราะบางอย่างที่เดินหน้าไม่ได้ เพราะไม่ผ่านการทำประชาพิจารณ์ EIA,EHIA ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ต่อไปประเทศเราจะอยู่กันอย่างไร ตนอยากให้รวมกลุ่มกันให้ได้เพื่อจะได้ฟังว่าเรากำลังทำอะไร
‘นายกฯ’ ชู ‘ระยอง’ แหล่งผลไม้ดีสุดในโลก ปลื้มปชช.ชมรัฐบาลช่วย ทำขายผลไม้ดี
20 ก.ค.58 เมื่อเวลา 15.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจที่จ.ระยองว่า วันนี้ได้มาเยี่ยมคนในพื้นที่จ.ระยอง ซึ่งถือเป็นแหล่งผลไม้ที่ดีสุดในโลก และวันนี้พ่อค้าแม่ค้าชื่นชมรัฐบาลเพราะผลไม้ขายดีขึ้นมากในยุครัฐบาลชุดนี้ และมาเยี่ยมรร.กำเนิดวิทย์และสถาบันวิทยศิริเมธี ซึ่งถือเป็นอนาคตของประเทศไทย ทุกคนในประเทศต้องรู้ว่าเราอยู่ตรงไหนและต้องการอะไร จะเอาประเทศไทยไว้ตรงไหน ทำอย่างไรคนถึงได้ยินเสียงประเทศไทยและเห็นตัวตนของไทยซึ่งต้องขึ้นอยู่กับความดีและความเข้มแข็งไม่ใช่ด้วยความขัดแย้งอะไรต่างๆ
"วันนี้ผมขอเวลา ผมยังมีกำลังใจเต็มร้อยเสมอ ไม่มีท้อแท้อะไรทั้งนั้น ผมรู้ว่าหลายคนเข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจแล้วค้านทุกเรื่อง มันจะไม่มีทางไปสู่ความสำเร็จได้ ไม่ว่าใครก็ตามทำไม่ได้ทั้งสิ้น ขอฝากทุกคนนี่คืออนาคตของวันหน้า แต่ต้องไม่ลืมปัจจุบันเเละประวัติศาสตร์ วันนี้เราก้าวมาจุดนี้ด้วยอะไร ความขัดแย้งเกิดจากอะไร แล้วเราจะถอยกลับไปหรือไม่ คิดกันเอาเอง ขอชื่นชมปตท.ที่สนับสนุนที่ดิน งบประมาณและการนำครูจากต่างประเทศมาสอนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ ที่ไม่ลืมคือดนตรีและศิลปะ ทุกคนต้องมีความรู้คู่คุณธรรมและไม่ลืมชาติกำเนิดของตัวเอง" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในสถานการณ์ที่บ้านเมืองกำลังจะปฏิรูปประเทศ หวังอะไรกับกำนันผู้ใหญ่บ้าน และท้องถิ่นที่ใกล้ชิดประชาชน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า หวังให้ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด โดยให้ความร่วมมือกับภาครัฐ ซึ่งหลายๆอย่างท้องถิ่นก็ขาด รัฐก็ขาด วันนี้รัฐยังไม่มีงบประมาณตรงนี้ ขณะที่ท่านเองก็หวังงบประมาณ ทั้งนี้เห็นว่าเราต้องร่วมมือกันทำตามหน้าที่ให้ดีที่สุด เมื่อดีขึ้นทุกอย่างก็จะดีขึ้น รายได้ประเทศก็ดีขึ้น สิ่งที่ต้องการก็จะกลับมาเอง ถ้าวันนี้ทุกเรียกร้องในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ มันก็เป็นไปไม่ได้อยู่ดี เพราะพื้นฐานเรามีแค่นี้ ดังนั้นเราต้องสร้างความเข้มแข็งใหม่ในยุคนี้ทั้งระบบขึ้นมาให้ได้
‘นายกฯ’ เยี่ยม ร.ร.กำเนิดวิทย์ ชี้ประเทศต้องหาตัวตนบนเวทีโลกให้เจอ
20 ก.ค.58 เวลา 13.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากโรงเรียนกำเนิดวิทย์หมู่ที่ 1 ต.ป่ายุบใน อ.วังจันทร์ จ.ระยอง ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะเดินทาง เดินทางมาตรวจเยี่ยมโรงเรียนกำเนิดวิทย์ และสถาบันวิทยศิริเมธี โดยได้พบปะกับผู้บริหารโรงเรียน พร้อมถ่ายรูปร่วมกับ คณะผู้บริหาร คณาจารย์ นักเรียน นักศึกษา
โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งระหว่างมอบนโยบาย ว่า ต้องทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง โดยสิ่งแรกที่ต้องทำคือการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชน กำหนดอนาคตของประเทศให้ชัดเจน เช่นการมุ่งพัฒนา ให้ประเทศเป็นแหล่งอาหารของโลก แต่ต้องเตรียมมาตรการลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนสภาพอากาศของโลก เช่นเรื่องของภัยแล้ง
“ วันนี้เราต้องหาตัวเองให้เจอทำอย่างไรประเทศไทยถึงจะมีตัวตนและบทบาทในเวทีโลก ทำอย่างไรให้เราเข้มแข็ง เลิกขัดแย้งในเรื่องของประชาธิปไตย ที่ผ่านมามันเฟค จอมปลอมวันนี้เราต้องการความเข้มแข็งหลังจากผมไปแล้วเราต้องเข้มแข็งต้องรู้ว่าประเทศไทยและคนไทย ยืนอยู่ตรงไหนผมตั้งไข่ไว้ให้แล้วส่วนมันจะล้มหรือไม่ก็อยู่ที่ทุกคน ว่าจะกำหนดอนาคตของประเทศอย่างไร ถ้าปล่อยให้มีความขัดแย้งอีกต่อไปเราก็เดินต่อไปไม่ได้” นายกรัฐมนตรี กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวชื่นชม การบริหารงานของโรงเรียนกำเนิดวิทย์ และสถาบันวิทยสิริเมธี เป็นสถานศึกษาของการศึกษาแนวใหม่ที่จะช่วยสร้างอนาคตให้กับประเทศ ซึ่งไทยพร้อมเป็นมหาอำนาจในอาเซียนด้วยประชาชนที่มีความรู้ ความสามารถ แต่ต้องไม่ลืมประวัติศาสตร์ ของตัวเอง เพื่อนำอดีตมาเป็นบทเรียน โดย เรื่องของประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่ความขัดแย้งแต่เป็นการแสดงความเห็นที่หลากหลายแต่ต้องขอให้อยู่ในกรอบ เปรียบเหมือนการประชุมที่มีทั้งเห็นชอบและไม่เห็นชอบ ซึ่งคนส่วนใหญ่ต้องเรียนรู้ ว่าแม้จะไม่เห็นชอบ แต่ก็ต้องฟังมติที่ประชุม นอกจากนี้ ขอให้ทุกฝ่ายอดทน เพื่อวันหน้าจะได้ เข้มแข็ง และนำไปสู่ประชาธิปไตยในยุคหน้า
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับหนี้ชาวนาขณะนี้มีกว่า 3 แสนล้านบาทยังไม่รวมครู ข้าราชการ และคนทั่วไป แต่ก็ให้ถือว่าคนเป็นหนี้คือคนที่มีเกียรติ แต่เป็นหนี้ก็ต้องใช้หนี้ รัฐบาลชุดนี้เข้ามาไม่ได้จะยกหนี้ให้ทั้งหมด เป็นหนี้ก็ต้องใช้ ซึ่งก็ต้องหาวิธีการ ที่ผ่านมา เราติดกับดักประชาธิปไตย ติดกับดักแห่งการเรียนรู้ และติดหับดัก ในเรื่องของทรัพยากร ตนไม่ใช่คนเก่ง แต่ขยันอ่านหนังสือที่ต้องพูดมากเพราะจะได้รู้ว่า เราจะทำอย่างไรให้โรดแมพของประเทศเดินหน้าและมีผลสำเร็จ และทำอย่างไร ผลประโยขน์ที่เกิดขึ้นจะไม่มีความเหลื่อมล้ำ ขณะที่ความยุติธรรมและความเท่าเทียมกันไม่มีจริงบนโลกใบนี้แต่สิ่งที่จะทำให้ทุกคนเท่าเทียมกันได้ คือกฎหมาย ซึ่งทุกประเทศเข้าใจ แต่ประเทศไทยยังไม่เข้าใจ เขาใช้กฎหมายให้เกิดประโยชน์ ประเทศเกิดความสงบสุข ลดความขัดแย้ง แต่ของเรา กลับใช้กฎหมายมาทำให้เกิดความขัดแย้งมีการต่อสู้กัน สุดท้ายผู้ที่พ่ายแพ้คือประชาชนและประเทศชาติซึ่งไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะไม่ใช้กฎหมายรังแกคนจน แต่กฎหมายจะใช้เพื่อสร้างความสงบสุขให้ประเทศ ที่สำคัญอย่าให้คนเลวมีอำนาจ ซึ่งพูดแล้วก็อารมณ์เสียเราไม่ใช่ศัตรูกับใครเป็นมิตรกับทุกประเทศ เพียวแต่ประเทศต่างๆเขาเลยเวลานี้ไปแล้วที่เคยมีความขัดแย้งและคนล้มตาย แต่ของเราไม่ตาย เลยต้องเอาสักหน่อยพอหอมปากหอมคอ แต่ปล่อยต่อไปไม่ได้เพราะเราช้ากว่าประเทศอื่นมานาน
“วันนี้คนไทยต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ตนเข้ามาไม่ได้ต้องการประโยชน์สักสลึงเดียว ประเทศชาติต้องการความสงบ และสำหรับนายกรัฐมนตรีไม่มีท้อแท้ ไม่เหนื่อย ยิ่งมีศัตรู ยิ่งไม่ท้อ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยจะเดินหน้าได้ด้วยเศรษฐกิจชุมชน โดยรัฐจะใช้การสนับสนุนศูนย์ปราชญ์ชุมชนในพื้นที่ แทนการจัดตั้งศูนย์ใหม่เพื่อให้ประชาชนได้ช่วยเหลือตัวเอง โดยไม่ต้องรอเงินทุนจากรัฐบาล พัฒนาจากสิ่งที่มีในแต่ละพื้นที่เป็นหลัก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโรงเรียนกำเนิดวิทย์ และสถาบันวิทยสิริเมธีเน้นการเรียนการสอน และการวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพระดับโลกขึ้นในประเทศไทย โดยโรงเรียนกำเนิดวิทย์ เป็นโรงเรียนประจำ เน้นการพัฒนาศักยภาพรายบุคคล สำหรับสถาบันวิทยสิริเมธี รับนักศึกษาระดับปริญญาโท และเอก ส่งเสริมงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับแนวหน้า เน้นการนำผลมาสู่การปฏิบัติ ซึ่งวันที่ 6 สิงหาคม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธานในพิธีเปิด โรงเรียน กำเนิดวิทย์ และสถาบันวิทยศิริเมธี อย่างเป็นทางการ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเดินทางกลับ นายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการการเรียนการสอนห้องกิจกรรมเช่นห้องนาฏศิลป์และดนตรีสากล ในชั้นการเรียนการสอนดนตรีคลาสสิกได้มีการบรรเลงเพลงสามัคคีชุมซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนให้นักเรียนและคณาจารย์ร้องเพลงสามัคคีชุมนุม พร้อมกับแนะนำอดีตนักดนตรีฝีมือประจำ ครม. คือพล.อ.อนุพงศ์เผ่าจินดา รมว.มหาดไทยด้วย



