ข่าว

จีนพบกล่องดำ‘เอ็มเอช370’จริงหรือไม่?

จีนพบกล่องดำ‘เอ็มเอช370’จริงหรือไม่?

20 ก.ค. 2558

จีนพบกล่องดำ ‘เอ็มเอช 370’จริงหรือไม่? ‘เอ็มเอช 370’ : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

             ช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีการส่งข้อความแชร์ในโลกโซเชียลมีเดียว่า “จีนพบกล่องดำสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ เที่ยวบิน “เอ็มเอช 370” ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2557  สร้างความสงสัยให้หลายฝ่ายว่า ข้อมูลข้างต้นเป็นจริงหรือไม่ ?      
            เนื่องจากเครื่องบินโบอิ้ง 777 ปริศนาลำนี้สูญหายไปในอากาศ ระหว่างเดินทางจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ไปยังปักกิ่งเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2557 ผู้โดยสารและลูกเรือจำนวน 239 คนนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ไม่มีใครยืนยันได้ เพราะทีมค้นหายังไม่พบร่องรอยใดๆ มาเนิ่นนานกว่า 16 เดือนแล้ว ทำให้ผู้ส่งแชร์ข้อมูลพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวดัง

            หน่วยรบพิเศษทหารเรือจากประเทศจีน ได้ค้นพบกล่องดำของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ เที่ยวบิน เอ็มเอช 370 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2014 เวลา 15.57 ตามเวลาท้องถิ่นของปักกิ่ง โดยเจอกล่องดำที่มหาสมุทรอินเดียใต้ เมื่อทีม Navy01 ได้รับสัญญาณจากกล่องดำ จึงรีบไปให้ถึงที่หมายเพื่อทำการเก็บกู้

             หลังจากนั้น ได้มีการเปิดเผยข้อมูลจากกล่องดำ โดยลำดับเหตุการณ์ได้ดังต่อไปนี้ เครื่องบินโดนไฮแจ็ค นักบินถูกบังคับให้ปิดสัญญาณเรดาร์ และให้ลงจอดที่มาเลเซีย แต่รัฐบาลมาเลเซียปฏิเสธที่จะเจรจากับผู้ก่อการร้าย และยืนยันให้นักบินบินกลับไปยังเส้นทางเดิม นักบินปฏิเสธการตัดสินใจของรัฐบาล จะจอดที่มาเลเซีย รัฐบาลส่งเครื่องบินรบขึ้นมาป้องกันไม่ให้ลงจอด
          
             เมื่อเจรจาไม่สำเร็จนักบินจึงบินไปยังมหาสมุทรอินเดียใต้ และในที่สุดเหตุการณ์อันเลวร้ายก็เกิดขึ้นจริงๆ เป็นสิ่งที่ช็อกชาวโลกอย่างไม่น่าเชื่อ การไม่อนุญาตให้เครื่องบินของประเทศตัวเองลงจอด กับการตัดสินใจบินไปมหาสมุทรอินเดียใต้ โดยที่รู้อยู่เต็มอกว่าเชื้อเพลิงไม่เพียงพอ มันคือการฆ่าตัวตาย รวมถึงคร่าชีวิตของผู้โดยสารทั้งหมด 239 ชีวิต!
           
             หากพิจารณาว่าทำไมต้องเป็นจีนที่พบกล่องดำ  สืบเนื่องจากช่วง 30 วันแรกที่ค้นหากล่องดำ ก่อนที่แบตเตอรี่ในกล่องดำที่ใช้ส่งสัญญาณระบุตำแหน่งจะหมดลงนั้น ในวันที่ 4 เมษายน 2557 เรือจีนที่ชื่อว่า "ไฮ่ซุน 01" เป็นเรือลำแรกที่ค้นพบสัญญาณปิง สอดคล้องคลื่นความถี่ 37.5 กิโลเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นสัญญาณของกล่องดำ
          
             ตอนนั้นจีนค่อนข้างมั่นใจและให้ข่าวผ่านสื่อมวลชนทั่วโลก วันถัดมาเรือค้นหาชื่อ "โอเชียน ชิลด์" ของออสเตรเลีย ก็พบสัญญาณเช่นกัน เป็นสัญญาณปิง ถึง 4 ครั้ง โดยพบ 5 เมษายน 6 เมษายนและ 8 เมษายน พบ 2 ครั้ง แต่ไม่ใช่บริเวณเดียวกับที่จีนพบและเป็นคลื่นความถี่ 33.3 กิโลเฮิรตซ์ ซึ่งความถี่คลื่นแตกต่างกันโดยผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าของจีนเป็นคลื่นที่ตรงกับกล่องดำมากกว่า
         
             แต่หลังจากนั้นฝ่ายจีนก็ไม่ได้ให้ข่าวอะไรอีกเลย !?!

             จึงมีความเป็นไปได้ที่บางฝ่ายจะวิเคราะห์ว่า “รัฐบาลจีน” ไม่พอใจที่มาเลเซียให้ข้อมูลข่าวที่สับสน เหมือนปิดบังอะไรบางอย่าง จึงอาจมีคำสั่งลับให้งมหากล่องดำในทะเลจากจุดที่พบสัญญาณปิงมาเก็บไว้เลย เพราะมีผู้โดยสารจีนมากถึง 154 คนในเที่ยวบินลำนี้ และมีข่าวว่าเครื่องบินรบของจีนตรวจจับวัตถุสีขาวจำนวนมาก ที่ลอยอยู่บริเวณผิวหน้ามหาสมุทร ห่างจากจุดพบสัญญาณกล่องดำไปเพียง 90 กิโลเมตรเท่านั้น
           
             ส่วนฝ่ายที่ “ไม่เชื่อ” ให้ความเห็นว่า กล่องดำเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของผู้ผลิตที่ส่งให้บริษัทโบอิ้งเท่านั้น การจะหาเครื่องมือหรือซอฟต์แวร์มาแกะข้อมูลไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าไม่ได้ความร่วมมือจากผู้ผลิตกล่องดำ ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าจีนเก็บกล่องดำไปได้จริง คงไม่ยอมร่วมออกเงินนับร้อยล้านบาท เพื่อค้นหาเศษซากเครื่องบินในจุดที่ไม่ได้พบกล่องดำอย่างแน่นอนและเป็นไปไม่ได้ที่จีนจะส่งเครื่องมือลงไปใต้ทะเลลึก โดยทีมค้นหาประเทศอื่นๆ ไม่รับรู้ปฏิบัติการนี้
          
             ล่าสุด “เรย์มอนด์ เบนจามิน” เจ้าหน้าที่องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ  (ไอซีเอโอ) ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศว่า ขณะนี้ผู้ที่ออกเงินทุนหลักในการค้นหาเที่ยวบินเอ็มเอช 370 คือ มาเลเซีย ออสเตรเลีย และจีน ถือเป็นการค้นหาเครื่องบินสูญหายที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติไปแล้ว เพราะตอนนี้ยอดพุ่งไปถึง 100 ล้านยูโร หรือประมาณ 4 พันล้านบาท นับเป็นวันละ 8 ล้านบาททีเดียว เนื่องจากพื้นที่ค้นหาอยู่กลางมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ มีความลึกถึง 4.5 กิโลเมตร ต้นทุนค่าใช้จ่ายจึงเพิ่มขึ้นตามความลึกของท้องมหาสมุทร
         
             “เราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องกัปตันเครื่องบิน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะระบบความปลอดภัย หรือระบบการรักษาความปลอดภัย เราไม่เคยมีประสบการณ์เครื่องบินที่บินอยู่บนท้องฟ้ากว่า 7 ชั่วโมงก่อนตกหายไป ตราบใดที่ยังไม่เจอเศษซากเครื่องบิน เราก็ไม่รู้อะไรทั้งสิ้น” เรย์มอนด์ เบนจามิน กล่าว
             
             เหตุการณ์ที่ถูกนำมาเปรียบเทียบกับการค้นหาเอ็มเอช 370 คือ การสูญหายของเครื่องบินแอร์บัส เอ 330-200 สายการบินแอร์ฟรานซ์ เที่ยวบินเอเอฟ 447 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2552 ขณะกำลังบินจากประเทศบราซิลไปยังกรุงปารีส ระหว่างบินอยู่เหนือมหาสมุทรแอตแลนติก จู่ๆ เครื่องบินของแอร์ฟรานซ์ก็หายไปจากจอเรดาร์ ทำให้ทีมค้นหาใช้เวลากว่า 2 ปี และใช้งบประมาณถึง 1,600 ล้านบาท กว่าจะพบซากของเครื่องบินลำนี้ตกอยู่กลางมหาสมุทรลึกลงไป 1.2 กม. ห่างจากชายฝั่งประเทศบราซิลกว่า 1,000 กม. พร้อมเก็บกู้กล่องดำมาได้ด้วย
             
             แต่ประเด็นสำคัญที่แตกต่างกันระหว่างเอ็มเอช 370 กับ เอเอฟ 447 คือ ก่อนเครื่องบินตก กัปตันของเที่ยวบิน 447 พยายามอย่างยิ่งที่จะส่งสัญญาณไปยังศูนย์ควบคุมการบินว่าเจอภาวะวิกฤติอากาศแปรปรวน แม้เป็นสัญญาณขาดๆ หายๆ ก็ตาม แต่ทำให้รู้ว่าจุดล่าสุดที่ติดต่อกันได้คือบริเวณไหน แล้วทีมค้นหาสามารถตีวงล้อมชัดเจนได้ แตกต่างจากเอ็มเอช 370
       
             กัปตันและผู้ช่วยกัปตันเงียบสนิท ไม่ได้ส่งสัญญาณใดๆ มาเลย ทั้งที่มีหลายวิธีในการส่งข้อมูลให้ฝ่ายภาคพื้นดินรับรู้ในวินาทีวิกฤตินั้น...
       
             ผลเสียหายจากเครื่องบินปริศนาลำนี้ ถึงกับทำให้ “สายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์” เตรียมการปลดพนักงานกว่า 6 พันคน เพราะขาดทุนย่อยยับ และตัดสินใจเปลี่ยนชื่อสายการบินใหม่ด้วย แต่ยังไม่มีประกาศว่าจะเป็นชื่อสายการบินอะไร...