
กางตำราฝ่าหลุมดำเศรษฐกิจซบ
21 ก.ค. 2558
กางตำราฝ่าหลุมดำเศรษฐกิจซบ งัดกลยุทธ์ขาย 'ได้เที่ยว-ได้ตังค์-ได้อสังหาฯ'
ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ส่งผลให้การโอนเพื่อรับรู้รายได้ของผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ล่าช้ากว่าที่คาดไว้ และการยกเลิกการจองซื้อก็สูงขึ้น ซึ่งความผันผวนที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วดังกล่าว ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ต้องหาทางออกในรูปแบบที่แตกต่างกัน
จัดโปรแกรมขาย Lifestyle Investment
หากพิจารณารูปแบบในการทำการตลาดและการขายของผู้ประกอบการโครงการอสังหาฯ โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมในช่วงที่ผ่านมา จะพบว่ามีความลึกซึ้งและสลับซับซ้อนต่างจากอดีตค่อนข้างมาก นอกจากจะขายให้ผู้บริโภคทั่วไปแล้ว ยังพบว่าผู้ประกอบการบางรายจัดโปรแกรมเฉพาะผู้ที่จะซื้อสินทรัพย์ในรูปแบบ Lifestyle Investment เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนที่มีเงินเย็น-เงินยาว และสนใจลงทุนในอสังหาฯ เพื่อปล่อยเช่าเป็นหลัก ซึ่งนับวันฐานตลาดของคนกลุ่มนี้มีกว้างขึ้น ในอดีตอาจเห็นคนที่อายุ 40 ปีขึ้นไปที่สนใจลงทุนในรูปแบบดังกล่าว แต่ปัจจุบันกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีอายุ 30 ปีต้นๆ ก็ให้ความสนใจที่จะจัดสรรรายได้บางส่วนมาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และคนกลุ่มนี้มักถูกจัดอยู่ในกลุ่มลูกค้าพิเศษ หรือลูกค้าวีไอพีได้สิทธิ์ซื้อเป็นกลุ่มแรกและได้ในราคาส่วนลดพิเศษวีไอพี
นอกจากนี้ ยังมีการดึงโบรกเกอร์มาช่วยขาย ซึ่งนอกจากโครงการที่เปิดขายใหม่แล้วยังพบว่ามีโครงการที่สร้างเสร็จพร้อมอยู่พร้อมขายและมีจำนวนหน่วยเหลือขาย 20-30% ของแต่ละอาคารนำมาให้โบรกเกอร์อสังหาฯ ช่วยขายรายละ 50 ยูนิต หรือ 100 ยูนิตขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในการตกลงกันระหว่างโบรกเกอร์อสังหาฯ กับทางเจ้าของโครงการ และการขายในลักษณะนี้โบรกเกอร์อสังหาฯ จะได้ในราคาพิเศษด้วยเช่นกัน บางโครงการราคาที่ได้ต่ำกว่าราคาเปิดขายในครั้งแรก
ทั้งนี้ แนวโน้มของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในอนาคตน่าจะฟื้นตัวดีขึ้น เห็นได้จากสัญญาณยอดขายในตลาดและการเปิดตัวโครงการใหม่ของผู้ประกอบการ นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นการเติบโตเศรษฐกิจของภาครัฐ รวมถึงโครงการการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล ทั้งที่ได้ลงทุนไปแล้วมีความคืบหน้าด้านการก่อสร้างค่อนข้างมากในหลายโครงการ ส่วนโครงการที่อยู่ในแผนการลงทุน และโครงการอื่นๆ ภาครัฐก็เดินหน้าอย่างเต็มที่ ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนภาคเศรษฐกิจและธุรกิจ การลงทุนของภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคธุรกิจอสังหาฯ จะได้รับผลดีจากโครงการดังกล่าว ประกอบกับปีต้นปี 2559 ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะเปิดเต็มรูปแบบ จะมีส่วนช่วยให้เกิดกิจกรรมการค้า การลงทุนระหว่างประเทศเพื่อนบ้านและประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกัน
ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ อสังหาฯ ในประเทศไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ถือว่าราคาอสังหาฯ ในไทยค่อนข้างถูก จึงทำให้เป็นที่สนใจของนักลงทุนที่ขณะนี้ได้มีผู้ประกอบการหรือโบรกเกอร์นำอสังหาฯ ไปโรดโชว์ขายในต่างประเทศค่อนข้างมาก
ซื้อ 1 ได้ 3 “ได้ตังค์-ได้เที่ยว-ได้อสังหาฯ”
ด้วยเหตุนี้จึงเห็นการทำการตลาดในรูปแบบเป็นแพ็กเกจเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุดแบบวัน สต็อป เซอร์วิส กล่าวคือ จองซื้อ ทำสัญญา และชำระค่างวด ณ จุดเดียว ซึ่งเห็นได้จากกลยุทธ์การตลาดของบริษัท ณุศาศิริ จำกัด (มหาชน) ที่ล่าสุดได้จัดโปรแกรม “ณุศา วัน” ทำสัญญาและชำระค่างวดที่สาขาของธนาคารกรุงไทยในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตเคทีซี นอกจากลูกค้าจะได้สะสมแต้มแล้ว ยังได้รับสิทธิพิเศษเงินทำสัญญาฟรี ดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน พร้อมนำเสนอสิทธิพิเศษทางการเงินมากมาย
นายวิษณุ เทพเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ณุศาศิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงแนวคิดการดำเนินธุรกิจแบบยั่งยืนผ่านโปรแกรมใหม่ “ณุศา วัน” (NUSA ONE) ภายใต้คอนเซ็ปต์ “One for All, All for One” : ซื้อหนึ่งได้ทุกอย่าง “เป็นเจ้าของ มีผลตอบแทน และได้ท่องเที่ยว” เจาะกลุ่มนักลงทุน เพิ่มโอกาสให้ผู้ที่ต้องการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ทั้งซื้อเพื่ออยู่อาศัยและซื้อเพื่อการลงทุนในรูปแบบใหม่ ผ่านโปรแกรมพิเศษ ดังนี้ การันตีรายได้ 6.5% (จากราคาเต็ม) อายุสัญญาระยะเวลา 9 ปี แบ่งเป็น เงินปันผล 5.5% ต่อปี ที่เหลือเป็น Point 1% ต่อปี พร้อมการันตีจ่ายปันผลทุก 3 เดือน และรับซื้อคืน (Buyback) โดยจะรับซื้อคืนในราคาที่ลูกค้าซื้อไป ผู้ซื้อสามารถจองห้องพักได้ โดยใช้ Point แลกและจองล่วงหน้า 30 วัน ซึ่งลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่าจะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุดด้วยการบริหารดูแลโครงการจากทีมงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์ด้านบริหารโรงแรมและรีสอร์ทจากต่างประเทศ
สำหรับโครงการที่เข้าร่วมแคมเปญดังกล่าวนั้น มีทั้งโครงการในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดหัวเมืองท่องเที่ยวสำคัญรวม 8 โครงการ จำนวนกว่า 2,403 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 2.25-35 ล้านบาทต่อยูนิต รวมมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท จากจำนวนโครงการทั้งหมดมี 3 โครงการที่สร้างเสร็จพร้อมอยู่ในปี 2558 จำนวน 852 ยูนิต รวมมูลค่า 3,894 ล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการ Parc Exo เกษตร-นวมินทร์ กรุงเทพฯ 2.โครงการ Up Ekamai กรุงเทพฯ 3.โครงการ สเตท ทาวเวอร์ ส่วนอีก 5 โครงการจำนวน 1,551 ยูนิต รวมมูลค่า 7,669 ล้านบาทนั้น อยู่ระหว่างดำเนินการมีกำหนดสร้างเสร็จและทยอยส่งมอบให้ลูกค้าในปี 2559-2560 ประกอบด้วย 1.โครงการ ดีวารี ซิกเนเจอร์ ภูเก็ต 2.โครงการ ดีวารี ซิกเนเจอร์ พัทยา 3.โครงการดีวารี เวลเนส เขาใหญ่ 4.โครงการ ณุศา ศรีราชา คอนโดเทล 5.โครงการ ดีวารี ซิกเนเจอร์ เชียงใหม่ เป็นต้น



