ข่าว

‘บวรศักดิ์’ลั่นหากร่างรธน.ไม่ผ่านจะไม่ทำต่อ

‘บวรศักดิ์’ลั่นหากร่างรธน.ไม่ผ่านจะไม่ทำต่อ

19 ก.ค. 2558

‘บวรศักดิ์’ลั่นหากร่างรธน.ไม่ผ่านจะไม่ทำต่อ ยันปรับตัดสิทธินักการเมืองตลอดไป ‘เลิศรัตน์’แจงปมกรรมการสรรหาส.ว.ต้องไม่ใช่คนในองค์กรเดียวกับที่ส่งคนเป็นส.ว.

              เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 19 ก.ค. 2558  นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงภาพรวมการพิจารณาปรับปรุงบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญ ตามที่มีข้อเสนอแนะและคำขอแก้ไขจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญได้จัดประชุมที่โรงแรมเอเชียพัทยา จ.ชลบุรี ตั้งแต่วันที่ 13 - 19 ก.ค. ว่า ประเด็นที่รอการพิจารณาไว้ได้นำมาหารือและตัดสินกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

              ทั้งนี้ยังมีบทบัญญัติว่าด้วยมาตราเกี่ยวกับการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง และบทเฉพาะกาลที่ต้องนำกลับไปพิจารณากันอีกครั้ง ส่วนหนึ่งในประเด็นปฏิรูปนั้นต้องรอสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ร่วมเป็นคณะทำงาน อย่างไรก็ตามการปรับบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้กระทบหลักการสำคัญ ใน 4 เจตนารมณ์ ถึงแม้จะมีการปรับถ้อยคำ เช่น พลเมือง เป็นบุคคลหรือปวงชนชาวไทยก็ตาม

              “ภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญผมพอใจเท่าที่พอใจ ก่อนหน้านั้นผมเคยพูดแล้วว่ารัฐธรรมนูญที่ถูกใจที่สุดในโลก หรือ100 เปอร์เซ็นต์ไม่มี และร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ยกร่างนี้ ไม่ใช่ฉบับในฝัน เพราะหากเป็นฉบับในฝันมีหลายเรื่องที่ผมจะเขียนไว้ อย่างไรก็ตามสิ่งที่ได้ดำเนินการนั้นเป็นไปภายใต้เงื่อนไขและข้อบังคับ ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา35 โดยเฉพาะ (4) ที่กำหนดให้มีกลไกประสิทธิภาพในการป้องกันและตรวจสอบไม่ให้ผู้เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเคยกระทำการอันทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเด็ดขาด จึงทำให้ร่างรัฐธรรมนูญต้องเขียนตัดสิทธิทางการเมืองตลอดไป แม้ว่ากมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ต้องการจะเขียน แต่หากไม่เขียนก็เท่ากับว่าไม่ปฏิบัติตามที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา 35(4) กำหนด” นายบวรศักดิ์ กล่าว

              นายบวรศักดิ์ กล่าวด้วยว่าในวันที่ 21 ก.ค. จะมีการประชุมกมธ.ยกร่างรัฐธรมนูญ เวลา13.30 น. เพื่อพิจารณาลงมติต่อการขยายวันทำงานออกไปตามที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมกำหนดไว้ และเมื่อมติเป็นเช่นไรจะแจ้งไปยังที่ประชุมสปช. ให้รับทราบ ส่วนแผนการทำงานของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญต่อการลงพื้นที่ชี้แจงสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญเมื่อสปช.ลงมติเห็นชอบนั้น มีที่คิดไว้ในใจบ้างแล้ว แต่ตนยังไม่กล้าเชื่อมั่นว่าสปช.จะลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ แต่หากมติสปช. ให้ผ่านตนจะนัดประชุมเพื่อทำแผนการทำงานอีกครั้ง 

              เมื่อถามถึงผลการประเมินว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปจะถูกบังคับใช้นานเท่าใด นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เพราะตนอยู่กับปัจจุบัน แต่หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านและต้องตั้งกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ ตนขออย่ามาคิดถึงตนอีก และขอให้ตัวใครตัวมัน ส่วนตนนั้นจะกลับบ้านนอน

              ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าในการประชุมกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ นัดสุดท้ายที่โรงแรมเอเชียพัทยา จ.ชลบุรี ซึ่งมีวาระรับรองบันทึกรายงานการประชุม ก่อนเข้าสู่การพิจารณา ตัวแทนกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญได้กล่าวเปิดใจถึงการทำหน้าที่ โดยนพ.ชูชัย ศุภวงศ์ กล่าว่าตนเชื่อมั่นว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านมติของสปช. และการทำประชาามติของประชาชน เพราะจากการทำงานร่วมกับสปช. ที่ผ่านมาพบว่าสปช.รู้สึกร่วมเป็นเจ้าของ ขณะที่การทำประชามตินั้นเชื่อว่าสาระสำคัญที่นำชาติ และบ้านเมืองไปสู่ความคาดหวัง และทำให้เกิดความศิวิไลซ์แก่แผ่นดินสยาม

              ด้านนางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ เลขานุการ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวด้วยว่า ตนผ่านการยกร่างรัฐธรรมนูญมาแล้ว 3 ฉบับ โดยแต่ละฉบับนั้นมีโจทย์การทำงานที่แตกต่างกัน โดยร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ยกร่างขณะนี้ ถือว่ามีโจทย์การทำงานที่ยากที่สุด เพราะต้องทำให้บ้านเมืองคืนสู่ความสงบ และทำชาติให้เจริญก้าวหน้า ทั้งนี้ยอมรับว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่ยาวิเศษที่จะแก้ไขวิกฤตต่างๆ ที่ผ่านมาและนำประเทศไปสู่ความสงบโดยพริบตา แต่เป็นแนวทางที่คาดว่าจะเป็นช่องทางให้บ้านเมืองไปสู่สันติสุขและเจริญก้าวหน้าได้อย่างน่าชื่นชม

              “รัฐธรรมนูญร่างแรกที่ออกมานั้น หลายคนคิดว่าเป็นกลไกที่สร้างขึ้นมาแล้วสามารถแก้ไปัญหาและนำประเทศไปสู่ความสงบสุขได้ แต่เมื่อรับฟังความเห็นจากภาคส่วนต่างๆ และเสียงประชาชนแล้ว ต้องนำความเห็นนั้นมาปรับเพื่อให้เกิดความสมดุลและได้รับการยอมรับมากขึ้น แม้จะไม่ใช่โจทย์ที่ต้องการ แต่สุดท้ายต้องไม่ลืมเป้าหมายสูงสุดที่เพื่อแก้ปัญหาให้บ้านเมือง และให้บ้านเมืองสงบสุข” นางกาญจนารัตน์ กล่าว


‘เลิศรัตน์’แจงปมกรรมการสรรหาส.ว.ต้องไม่ใช่คนในองค์กรเดียวกับที่ส่งคนเป็นส.ว.

              พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่ปรึกษาและโฆษกกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงการปรับกระบวนการได้มาส.ว.ประเภทสรรหา จำนวน 123 คน ให้เป็นรูปแบบเดียว คือ สรรหาผ่านกรรมการสรรหา ว่า ในประเด็นกรรมการสรรหาส.ว.ที่มาจากผู้แทนองค์กรซึ่งเป็นนิติบุคคลด้านเกษตรกรรม , ด้านแรงงาน , ด้านวิชาการและศึกษา , ด้านชุมชน และด้านท้องถิ่นและท้องที่ จำนวน 30 คน โดยให้มีกรรมการสรรหาจำนวน 12 คน ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้แทนองค์การเอกชน หรือกลุ่มเอ็นจีโอด้านแรงงาน , การเกษตรและผู้ทรงคุณวุฒิด้านเกษตรกรรม ด้านแรงงาน ด้านวิชาการและการศึกษา ด้านชุมชน และด้านการบริหารท้องถิ่นและท้องที่ เข้ามาร่วมเป็นกรรมการสรรหาด้วยนั้น จะมีความหมายถึงหากองค์รกรนิติบุคคลใดที่ส่งผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็นส.ว. จะไม่มีสิทธิ์ส่งบุคคลเข้าคัดเลือกเป็นกรรมการสรรหา ทั้งนี้ข้อกำหนดดังกล่าวจะมีรายละเอียดที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว. ให้ชัดเจนว่า องค์กรซึ่งเป็นนิติบุคคลที่จะส่งผู้เข้ารับการสรรหาเป็นส.ว. ต้องมีการจัดตั้งตามกฎหมายมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 - 5 ปี และมีผลงานที่เกี่ยวข้อง เช่นเดียวกับองค์การเอกชนที่จะส่งตัวแทนเข้ามาสรรหาส.ว.ต้องมีการแสดงผลงานเช่นเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อป้องกันกรณีที่มีกลุ่มคนยื่นจัดตั้งเพื่อหวังผลต่อการเข้าสมัครเป็นกรรมการสรรหาหรือ ส่งผู้สมัครเข้ารับการสรรหาให่ดำรงตำแหน่งส.ว.

              พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวด้วยว่าสำหรับการสุ่มเลือกกรรมการสรรหาในประเภทต่างๆ ด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์นั้น เป็นวิธีที่ง่ายและไม่ยุ่งยาก โดยวิธีการจะคล้ายกับการสุ่มเลือกผู้ที่โชคดีในการรับรางวัลที่มีจำนวนจำกัดผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ขณะที่ในกระบวนการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมใน 22 ด้านนั้นการคัดเลือกจะอยู่ทีดุลยพินิจของกรรมการสรรหา ที่จะพิจารณาจากประวัติและผลงานที่ตรงตามด้านที่สมัครเข้ามา


‘วันชัย’จี้รบ.ปรับครม.เรียกศรัทธาประชาชน

              นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวการตั้งรัฐบาลแห่งชาติและเรียกร้องให้ปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า สะท้อนให้ให้เห็นว่าความนิยมชมชอบในรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เริ่มจะลดน้อยถอยลง ประกอบกับโพลต์ในสำนักต่างๆก็ชี้ชัดว่าคะแนนนิยมเริ่มลดจากวันแรกๆและยังมีทีท่าว่าคะแนนจะลดลงไปเรื่อยๆ นอกจากนี้การทำงานของรัฐบาลในระยะเวลาที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถสนองความต้องการของประชาชนว่ารัฐบาลชุดนี้จะแก้ปัญหาของประเทศได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด จึงเริ่มผิดหวังจากเล็กๆจนกระทั่งอาจจะเสียความรู้สึก

              “รัฐบาลต้องรีบแก้ความรู้สึกของประชาชน เรียกศรัทธาของประชาชนกลับมา และปรุงเปลี่ยนแปลงองคาพยพเพื่อสนองความต้องการและความรู้สึกของประชาชนว่า รัฐบาลก็ไม่นิ่งนอนใจ ปลี่ยนคนมาทำงานเสียใหม่ เพราะการเมืองเป็นเรื่องของการบริหารความรู้สึกของประชาชน ผมเชื่อว่านายกรัฐมนตรีและครม.ทุกคนมีความตั้งใจและทุ่มเททำงานอย่างจริงจัง แม้จะไม่ใช่นักการเมืองและหวังจะเล่นการเมืองต่อไป แต่เมื่อท่านมาทำงานการเมืองแล้วต้องสนองความรู้สึกและบริหารความรู้สึกของประชาชนไว้ให้ได้ เพราะเมื่อวันใดประชาชนสิ้นหวังสิ้นศรัทธาเสียแล้วก็อยู่ยากและอาจจะอยู่ไม่ได้ในที่สุด” นายวันชัย กล่าว