ข่าว

อภิสิทธิ์ลั่นมีขวางหาเสียงอย่าหวังเลือกตั้งใหม่

อภิสิทธิ์ลั่นมีขวางหาเสียงอย่าหวังเลือกตั้งใหม่

20 ก.ค. 2552

"อภิสิทธิ์" ยินดีให้เปรียบเทียบผลงานกับรัฐบาลทักษิณ ชี้ทั้งสองรัฐบาลสถานการณ์ต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่คนมักจะมองรัฐบาลทักษิณแต่ด้านบวกโดยไม่ได้มองด้านลบทั้งๆ ที่มีปัญหาหลายอย่างอาทิ บ้านเอื้ออาทร อีลิทการ์ด ถามคนสนับสนุนทักษิณ "กลัวอะไร" ถึงขัดขวางไม่ให้ลงพ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดทำเนียบรัฐบาลให้สัมภาษณ์พิเศษสื่อในเครือเนชั่น ยืนยันว่า การทำงานของรัฐบาลหลังบริหารประเทศมา  6 เดือนแล้วมีความคืบหน้าในการแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ และเชื่อว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ส่วนเรื่องการเมืองนั้น ยังคงเป็นปัญหาที่ไม่แตกต่างจากเมื่อครั้งเข้ามารับตำแหน่งครั้งแรก

 เรื่องการเมืองและเศรษฐกิจ ถ้าดูในภาพรวมก็ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย อย่างเรื่องเศรษฐกิจผมพูดตั้งแต่วันแรกว่าเศรษฐกิจไทยอย่างไรก็ต้องติดลบไปอีกถึงประมาณไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ และมองว่าถ้าบริหารจัดการให้ดีก็จะกลับมาเป็นบวกในไตรมาสที่ 4 โดยการติดลบจะค่อยๆ ลดลง จนถึงขณะนี้ก็เป็นไปตามที่ได้พูดไว้ แล้วก็ดูบางเรื่องน่าจะดีกว่าที่หลายคนเคยกลัวหรือคาดการณ์ เช่น ตัวเลขการว่างงาน แต่สิ่งที่ยังเป็นห่วงอยู่คือเรื่องการปล่อยสินเชื่อ และแนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นตัวที่ค่อนข้างกดดันภาคธุรกิจเอกชน ส่วนโครงการต่างๆ ที่ได้ดำเนินการไปในภาพรวมถือว่าเป็นไปตามเป้าหมาย ที่สำคัญภายใน 6 เดือนนี้ เราได้กำหนดมาตรการที่จะเดินหน้าต่อไปอีก 2-3 ปีค่อนข้างชัดว่าจะพาเศรษฐกิจไทยไปอย่างไร และไม่ใช่เรื่องการเอาออกจากวิกฤติเท่านั้น แต่ถือโอกาสนี้ลงทุนยกเครื่องประเทศไทยด้วย ดังนั้นจากนี้ไปก็เป็นเรื่องการติดตามเกี่ยวกับการปฏิบัติ

 การเมืองถ้าถามว่าผิดความคาดหมายก็คือเหตุการณ์เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ผมไม่เคยคิดว่ารัฐบาลซึ่งไม่ได้ไปใช้ลักษณะของการยั่วยุ หรือมีมาตรการที่รุนแรงอะไร จะถูกฝ่ายที่ต่อต้านใช้ความรุนแรงและถึงขั้นที่ไปเกี่ยวข้องกับการประชุมระหว่างประเทศ ก็ยอมรับว่าในช่วงนั้นตนประเมินว่าปรบมือข้างเดียวไม่ดัง แต่ปรากฏว่าในที่สุดใช้ไม่ได้ ก็แสดงว่ามีคนกลุ่มหนึ่งซึ่งทำทุกวิถีทาง แต่เมื่อผ่านช่วงเดือนเมษายนมา ก็ทำให้เกิดเสถียรภาพขึ้นมาระดับหนึ่ง

แต่ปัญหาพื้นฐานบางอย่างก็ยังอยู่ ในช่วงต่อไปนี้คือต้องเอารายงานของคณะกรรมการสมานฉันท์ของสภามาดูว่าจะเดินต่อไปกันอย่างไร ซึ่งก็ไม่ง่าย เพราะว่ามีความเห็นทั้ง 2 ด้านที่ยังค่อนข้างแรงอยู่ และที่ปฏิเสธไม่ได้คือจะมีคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งไม่ว่ารัฐบาลจะทำอะไร ก็ยังต้องมีการเคลื่อนไหวต่อต้าน แต่สิ่งที่ตนต้องทำให้ได้คือว่าถ้ามีความรุนแรงก็ต้องจัดการขั้นเด็ดขาดตามกฎหมาย โดยรัฐบาลเคารพกฎหมายในการจัดการตรงนี้ และถ้าทำอย่างนี้ไปได้อีกระยะหนึ่ง ทุกอย่างก็จะมีความลงตัวมากยิ่งขึ้น

จบการประชุมอาเซียนแล้วนายกษิต ภิรมย์ ยังจะอยู่ในตำแหน่ง รมว.การต่างประเทศหรือไม่
 ได้บอกแล้วว่ามันอยู่ที่เรื่องของการสืบสวนสอบสวนของตำรวจ และอัยการต่อไป

แปลว่าไม่เกี่ยวกับกระแสสังคมหรืออะไรทั้งสิ้นใช่หรือไม่
 คิดว่าเราต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ผมเป็นคนที่บอกตั้งแต่ต้นว่าไม่รอให้ว่าต้องพ้นไปตามกฎหมายหรอก และเชื่อว่า ท่านกษิต ก็คิดเหมือนผมว่าคงไม่รอให้เป็นไปตามกฎหมาย เพราะตามกฎหมายอยู่ได้จนศาลตัดสิน แต่ไม่เป็นอย่างนั้นแน่ แต่ขณะนี้เรายังไม่รู้เลยว่าตำรวจจะว่าอย่างไร อัยการจะว่าอย่างไร ผมยังสับสนกับตำรวจอยู่ เพราะว่าตั้งข้อหาเขาเสร็จก็ไปขึ้นเวทีแล้วก็พูดอีกแบบหนึ่ง ดังนั้นผมถึงบอกว่าต้องดูว่าตกลงตำรวจจะเอาอย่างไร

นายกรัฐมนตรีให้คะแนนการทำงานของรัฐบาลอย่างไร
 ผมไม่ให้คะแนนตัวเองอยู่แล้ว แต่ก็ฟังเสียงสะท้อนทุกเสียง โดยสื่อก็สามารถทำหน้าที่สะท้อนมาได้ แต่เวลาสำรวจก็ขอให้สะท้อนตามผลสำรวจจริง ผมเห็นสื่อบางฉบับก็จงใจเลือกเฉพาะบางส่วน แต่ส่วนดีๆ ก็ไม่พูดถึง แต่ถ้าถามผมว่าเสียงสะท้อนที่มานั้นก็ฟัง ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ไข้หวัด 2009 แต่ถ้าเป็นเสียงสะท้อนเรื่องความพอใจในส่วนของรัฐบาล เรื่องคะแนนนิยมของพรรคประชาธิปัตย์นั้น ก็อยู่ระดับที่ถือว่าดี แต่ผมก็บอกว่ายังดีไม่พอ ก็ต้องทำมากขึ้น พูดจริงๆ ตั้งแต่สำรวจมาคะแนนนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่เคยสูงเท่านี้ แต่ผมก็ยังไม่พอใจ ผมก็จะต้องทำมากขึ้น

ความคาดหวังของประชาชนในตอนเริ่มต้นทำงานค่อนข้างสูง แต่ขณะนี้กลับลดลง
ก็แล้วแต่จะมอง ต้องย้อนกลับไปดูตอนที่ผมเข้ามามีแต่คนบอกว่าอยู่ได้ 3 เดือน ซึ่งมันก็จะเปลี่ยนแปลงตลอด ถ้าถามว่าต้องการอะไร ผมก็บอกว่าผมพูดชัดตั้งแต่ต้นว่า ผมมารักษาระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันหลักของชาติ ผมต้องบริหารจัดการให้ประเทศผ่านพ้นช่วงที่มีปัญหาตรงนี้ อย่าลืมว่าผมเริ่มต้นจากสภาวะของประเทศซึ่งคนบอกว่ามีรัฐบาลเหมือนไม่มี มาอยู่ในสภาวะซึ่งคนบอกเสียงปริ่มน้ำ แต่ผมก็ผ่านกฎหมายได้มากกว่ารัฐบาลที่มีเสียงมากกว่าผม ผ่านข้อตกลงระหว่างประเทศได้มากที่สุดตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญปี 2550 มา มาตรการทางเศรษฐกิจเสร็จไปแล้วหนึ่งรอบ และกำลังเข้าสู่รอบที่สอง ประเมินผลก็เป็นไปอย่างที่เราต้องการคือว่าเป็นการพยุงสภาวะเศรษฐกิจ ประคับประคอง และป้องกันผลกระทบ ส่วนที่มีคนตั้งคำถามว่ามีผลงานหรือไม่ งานที่ทุกพรรคการเมืองพูดแต่ไม่เคยได้ทำ ผมทำเสร็จแล้ว ทั้งเรื่องเบี้ยผู้สูงอายุ การเรียนฟรี ทั้งที่เป็นเรื่องที่ต้องทำตั้งแต่ ปี 2545 แต่ไม่เคยมีใครคิดทำ แต่ภายใน 6 เดือนเราทำให้เป็นระบบได้แล้ว แต่ก็เป็นธรรมดา ปัญหาบ้านเมืองเยอะ ผมเข้าใจประชาชนดี เสร็จเรื่องหนึ่ง ปัญหาใหม่ก็เข้ามา ต้องมีความคาดหวังอีก ดังนั้นผมจึงบอกว่าผลสำรวจออกมาดีไม่ดีอย่างไรก็ตาม ผมก็ยังต้องทำงานมากขึ้น ความชำรุดทรุดโทรมของโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกละเลยมา 6-7 ปี จะเป็นครั้งแรกที่เราจะปรับปรุงและนำไปสู่การเตรียมประเทศสำหรับการแข่งขันในอนาคต

อย่างนี้คิดว่าจะอยู่จนครบวาระใช่หรือไม่
 ผมตอบไม่ได้ เพราะอย่าลืมว่ามาตรการในเรื่องการหาทางออกทางการเมือง ถ้าหากเห็นพ้องต้องกันว่าถึงจุดหนึ่งควรมีการเลือกตั้งเพื่อแก้ปัญหา ผมก็ยินดี ผมไม่ได้ยึดว่าจะต้องอยู่ครบวาระ เพียงแต่ผมบอกอย่างเดียวว่าผมไม่อยากไปเลือกตั้งถ้ามีกลุ่มการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่เปิดโอกาสให้คนไปแข่งขันกันจริง ดังนั้นถ้าสภาพที่ยังบอกว่าไม่ให้เข้ามาพื้นที่นั้น พื้นที่นี้ ก็ไม่ควรเลือกตั้ง เมื่อไหร่ที่ตรงนี้จบ ค่อยมาคุยกันเรื่องเลือกตั้ง

ความสามารถของรัฐมนตรีที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าผิดฝาผิดตัว คิดจะมีการปรับ ครม.บ้างหรือไม่
 มีการประเมินตลอด และจะดูตามความเหมาะสม ผมดูมาระยะหนึ่งก็เริ่มเห็นว่าตรงไหนเป็นจุดอ่อน ตรงไหนเป็นจุดที่ไปได้

มีโอกาสจะแลกเปลี่ยนกระทรวงในพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่
 อย่าเพิ่งไปลงรายละเอียดเลย เอาว่าตรงไหนที่จำเป็นจะต้องมีการปรับเปลี่ยนให้การทำงานเข้มแข็งขึ้น ก็จะทำ

ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มีรัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาลในกระทรวงต่างๆ มีปัญหาหรือไม่
 ก็ยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมาก็มีบางประเด็นที่ขลุกขลัก แต่เสร็จแล้วก็เป็นหน้าที่ผมในหัวหน้ารัฐบาลทำความเข้าใจว่าต้องทำงานภายใต้กติกาอย่างไร ก็เดินหน้าไปได้ และได้รับการยอมรับ เช่น โครงการรถเมล์ ก็มีแนวทางกระบวนการที่จะไปหาคำตอบที่ทุกฝ่ายยอมรับแล้ว

กำหนดเวลาที่จะปรับรัฐมนตรีที่เป็นจุดอ่อนออกหรือไม่
 ผมประเมินตลอด และตรงไหนที่คิดว่าการทำงานของกระทรวงยังไม่ลงตัว ผมก็เข้าไปดูแล พูดคุยทำความเข้าใจ มันก็มีการปรับเปลี่ยนในการทำงาน ก็จะมีการประเมินอย่างต่อเนื่อง จะปรับเมื่อไหร่แล้วจะบอก

3 อันดับผลงานด้านเศรษฐกิจที่จับต้องได้ คิดว่ามีอะไรบ้าง
 ประชาชนก็ตอบชัดเจนว่ามี เบี้ยยังชีพ การเรียนฟรี ค่าตอบแทน อสม.

มองจากภายนอกขณะนี้ดูเหมือนว่านายกรัฐมนตรีทำงานอยู่คนเดียว เพราะรัฐมนตรีคนอื่นๆ ไม่สามารถทำงานได้ตามเป้า
 ผมว่าไม่เป็นธรรมกับรัฐมนตรีคนอื่น โดยสภาพการรับรู้ของประชาชนต้องยอมรับว่าการเสนอข่าวสารของเรา ข่าวนายกฯ ก็จะมีมากกว่าคนอื่น ก็อาจจะเป็นที่รับรู้มากกว่า

กรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุว่าจะเคลื่อนไหวโดยการโฟนอินเรื่อยๆ รัฐบาลหารือเพื่อจัดการปัญหานี้มากน้อยแค่ไหน
 เราก็ติดตามความเคลื่อนไหว และตรงไหนที่เราขอความร่วมมือกับทางรัฐบาลในประเทศที่ พ.ต.ท.ทักษิณไป เราก็ขอไป แต่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เคลื่อนไหวไปประเทศที่ไกลออกไปมากขึ้น เราก็ต้องติดตาม

ปัญหาคืออะไรที่ทำให้รัฐบาลช้ากว่า พ.ต.ท.ทักษิณก้าวหนึ่งเสมอ
เราไม่สามารถไปทราบได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะไปไหน คือคนไปกับคนที่ต้องคอยติดตาม จะให้คนติดตามเร็วกว่าคงเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าคนที่ตัดสินใจไปเขาก็เปลี่ยนแผนได้ทุกวัน แล้วก็ต้องยอมรับว่าประเทศจำนวนมากเราก็ไม่มีสนธิสัญญา

เคยมีความคิดหรือไม่ที่จะให้นายสุเทพ ซึ่งมีความสนิทกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปพูดคุยนอกรอบหรือไม่
 คุณสุเทพ ไม่คุยแล้ว เพราะเคยคุยตั้งแต่ปี 2549 และก็เป็นบทเรียนว่าไม่ควรคุยอีก โดยตอนนั้นคุยกันเรื่องปัญหาตอนที่ พ.ต.ท.ทักษิณยุบสภา

คนมักจะมองเปรียบเทียบรัฐบาลนี้กับรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ แล้วรัฐบาลจะทำอย่างไรเพื่อให้เหนือกว่ารัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ
 ก็ลองไปดู 6 เดือนของ พ.ต.ท.ทักษิณก็ได้ เทียบกัน ผมก็ยอมให้เทียบ ไม่มีปัญหาเลย

จะอธิบายให้ประชาชนเข้าใจได้อย่างไร  
 ขณะนี้คนกำลังเทียบการทำงานของ พ.ต.ท.ทักษิณประมาณ 5 ปีกับรัฐบาลนี้ 6 เดือน และก็เทียบรัฐบาลที่เข้ามาบริหารในสภาวะที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คนก็พยายามจดจำว่ารัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณมาแก้ปัญหาไอเอ็มเอฟ โดยที่ลืมไปว่าเศรษฐกิจกลับมาเป็นบวกตั้งแต่ก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะเข้ามา เงินสำรองมีพอที่จะชำระหนี้ไอเอ็มเอฟตั้งแต่ก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะเข้ามา แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะว่ามันถูกการสื่อสารข้างเดียวต่อเนื่องมาตั้ง 5 ปี แต่ผมก็บอกได้เลยว่าหลายเรื่องในขณะนี้ที่ผมทำ 6 เดือน พ.ต.ท.ทักษิณ มีเวลา 6-7 ปีไม่เคยทำ และเป็นสิ่งที่พรรคของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็บอกว่าเป็นนโยบายด้วยซ้ำ แต่ไม่ได้ทำ เรื่องโครงสร้างพื้นฐานให้เวลาตน 2-3 ปี ผมรับรองว่าผมทำเยอะกว่ารัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณทำแน่นอน ขณะเดียวกันหลายโครงการซึ่งไปโฆษณาว่าเป็นความสำเร็จ ผมก็ต้องมาตามแก้อยู่ในขณะนี้ ทั้งบ้านเอื้ออาทร อีลิทการ์ด และอีกสารพัดที่มาสร้างปัญหา รวมทั้งเรื่องตลาดข้าวที่ถูกทำลายก็ต้องมาตามแก้อีก

แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลบอกว่าต้องกอดคอกันไปอย่างนี้ เพราะกลัวผี พ.ต.ท.ทักษิณ แล้วนายกรัฐมนตรีกลัวหรือไม่
 ผมไม่กลัว ผมเป็นคนไม่เคยกลัวตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นผีหรือไม่ผี ผมก็ไม่กลัว ในทางกลับกันผมถามว่าผู้ที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณกลัวผมทำไม ที่จะให้ผมไปภาคเหนือและภาคอีสาน กลัวทำไม

หลังจาก จ.บุรีรัมย์แล้วจะลงพื้นที่ที่ไหน
 ตอนแรกจะไปที่ จ.อุบลราชธานี แต่เวลาไม่ลงตัว ก็ต้องปรับ และยังไม่ได้วางว่าจะไปจังหวัดไหน เพราะกำลังให้ดูอยู่หลายที่ แต่น่าจะเป็น จ.สุโขทัย

จะไปพื้นที่ที่เป็นสีแดงหรือไม่
 ก็จะไป คืออยากไปทุกจังหวัด ถามว่าผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ กลัวผมทำไม ไม่ให้ผมไปในพื้นที่ กลัวทำไม ผมไม่ได้กลัว พ.ต.ท.ทักษิณ

ถ้าจะตัดสินใจไปพื้นที่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะตัดสินใจจากอะไร
 ผมไม่ได้ตัดสินใจว่าพื้นที่ไหนเป็นพื้นที่ของ พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ ผมไปทุกจังหวัด ทุกภาค แต่จังหวัดไหนมีความพร้อม มีโครงการที่จำเป็นต้องไปติดตามก็จะไป แพนด้าอยู่เชียงใหม่จะให้ผมไปที่อื่นได้อย่างไร ถ้าผมจะไปดูแพนด้า ผมก็ต้องไปเชียงใหม่ มันก็ไม่มีอะไรพิเศษ

กลัวเจอเหตุการณ์เหมือนกับ รมว.คลังหรือไม่
 นี่คือคำถามที่ผมตั้งว่าแล้วทำไม รมว.คลังไปปฏิบัติราชการจะต้องไปขัดขวาง สรุปแล้วใครกลัวใคร

ข้อเสนอเรื่องแก้รัฐธรรมนูญที่พรรคประชาธิปัตย์เห็นต่างจากพรรคอื่นๆ สุดท้ายข้อสรุปจะเป็นอย่างไร
 ผมคิดว่าทุกคนถ้ายึดว่าตัวเองจะต้องได้ 100% มันก็ไม่มีทางขยับได้ ดังนั้นบางเรื่องถ้าเสียงส่วนใหญ่เห็นว่ามันจะต้องทำ และพรรคประชาธิปัตย์อาจจะไม่เห็นด้วย เราก็อาจจะต้องยอม แต่ไม่ใช่เรื่องซึ่งมีผลกระทบต่อระบบหลักหรือหลักการของผม เช่น เรื่องการนิรโทษกรรมคดีอาญา

เวลาที่เหมาะสมที่จะแก้รัฐธรรมนูญคือเมื่อไหร่
 จริงๆ แล้วกระบวนการต้องเดินต่อเนื่อง ไม่ควรหยุดชะงัก แต่ว่ารูปแบบที่จะต้องไปหารือกันคือว่าการแก้จะทำอย่างไร ในรูปแบบไหน ที่สำคัญที่สุดก็มีเสียงของคนที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ เราจะหาทางที่จะให้เกิดความยอมรับในกระบวนการอย่างไร เพราะว่าถ้าเดินหน้าแก้แล้วก็มีความขัดแย้งขึ้นมารุนแรงอีก ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ก็ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหา ผมก็คุยกับทางกรรมการว่าดูในมุมเดียวไม่ได้ คือว่าเวลานี้ก็พยายามที่จะตอบสนองบางฝ่ายที่เห็นว่ารัฐธรรมนูญไม่สมบูรณ์ ซึ่งก็เห็นด้วยว่ารัฐธรรมนูญต้องมีการแก้ไข แต่ถ้าไปแก้ในประเด็นซึ่งมีคนอีกจำนวนมากต่อต้าน มันก็ย้อนกลับไปเหมือนปีที่แล้ว ซึ่งก็คิดว่าไม่มีใครอยากให้บ้านเมืองอยู่ในสภาพนั้นอีก