ข่าว

'บิ๊กตู่'ไม่ฟังใครปรับครม.ไร้ผล

'บิ๊กตู่'ไม่ฟังใครปรับครม.ไร้ผล

18 ก.ค. 2558

'จาตุรนต์' ชี้ ตัดสิทธิ์ผู้ถูกถอดถอนตลอดชีวิต หวังผลทางการเมือง-ไล่บี้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ปรับครม.ไม่ช่วยแก้ปัญหา อยู่ที่ระบบไม่ใช่ตัวคน

 
                     18 ก.ค. 58  นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เห็นชอบในประเด็นตัดสิทธิ์ทางการเมืองคนที่เคยถูกถอดถอน ตลอดชีวิต ว่า ก็มองได้ว่าเป็นเจตนาเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง คือ ถ้าเราดูจากการถอดถอนที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหาร โดยองค์กรที่ตั้งขึ้นโดยคณะรัฐประหาร แบบนี้ก็เท่ากับว่ามาเริ่มใช้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทางการเมือง ก็เท่ากับเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง และเพื่อกำจัดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง นอกจากนี้ การที่ไม่ได้ตัดสิทธิ์คนที่เคยถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกรัฐธรรมนูญชั่วคราวจำกัดสิทธิ์ไว้ โดยต่อมาเปลี่ยนเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ ความจริงก็เป็นเรื่องถูกที่ไม่ตัดสิทธิ์ แต่การจะตัดสิทธิ์ หรือไม่ตัดสิทธิ์ผู้ที่เคยถูกตัดสิทธิ์ก็ไม่ได้มาจากการทำตามหลักนิติธรรมแต่อย่างใด เพราะตอนรัฐธรรมนูญชั่วคราว ได้ให้โทษย้อนหลังไว้ แต่ต่อมาพบว่า มีผลต่อคนที่จะไปช่วยงาน คสช.เลยต้องยกเลิกไป เพราะต้องการคนเหล่านี้เข้ามาช่วยงานรัฐบาล เวลาร่างรัฐธรรมนูญจึงต้องทำให้สอดคล้องกัน และพยายามทำให้เห็นว่าเป็นการทำไปตามหลักนิติธรรม แต่แท้จริงแล้วเป็นการหวังผลทางการเมืองเฉพาะหน้า คือ ต้องการคนในบ้าน 111 บางคนเข้ามาร่วมงานกับรัฐบาล
 
                    นายจาตุรนต์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ขอโยงไปถึงเรื่องของการปรับ ครม. ซึ่งตามที่เป็นข่าว และคำพูดของผู้มีอำนาจก็เห็นความพยายาม แต่การปรับ ครม.ในนาทีนี้ ไม่สามารถช่วยอะไรได้แล้ว เพราะได้ปล่อยให้สถานการณ์แย่ลงจนเกินไป โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจที่แย่ลงอย่างมาก การบริหารงานที่ล้มเหลว การขาดความเชื่อมั่นและไม่เป็นที่ยอมรับจากต่างชาติ และแม้จะปรับ ครม. แต่การบริหารงาน นายกรัฐมนตรียังเป็นลักษณะพูดอยู่คนเดียว และก็พูดแบบถูกบ้างผิดบ้าง ทำให้รัฐมนตรีที่มีความสามารถ มีแนวคิดใหม่ๆ ไม่กล้าพูดอะไรออกไป เพราะฉะนั้นการปรับ ครม.ก็ไม่สามารถทำให้การแก้ปัญหาของรัฐบาลนี้ดีขึ้น จะแก้ได้ก็เท่าที่นายกฯ จะทำเท่านั้น ทั้งนี้ เพราะนายกฯ อยู่ในสถานะที่ไม่ได้รับรู้ความจริง ไม่ได้รับฟังความคิดเห็นของใครมานานแล้ว ดังนั้น การปรับ ครม.ครั้งนี้ ถ้าจะมีขึ้นก็ไม่ได้ช่วยให้ปัญหาดีขึ้น เพราะปัญหาใหญ่นั้นอยู่ที่ระบบ และการไม่ยอมรับประชาธิปไตย เรื่องนี้แม้จะเปลี่ยนคนอย่างไร ก็ไม่ทำให้อะไรดีขึ้นเลย
 
 
 
'ภูมิ' ปลง กมธ.ยกร่างฯ มีมติตัดสิทธิ์คดีทุจริตตลอดชีพ
 
 
                     นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์กรณีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีมติตัดสิทธิ์บุคคลที่เคยถูกถอดถอนในคดีทุจริตตลอดชีวิต ว่า เป็นเรื่องของผู้มีอำนาจที่จะกำหนดกฎเกณฑ์ อยากจะทำสิ่งใด ทำอะไรก็ขอให้ทำไป ซึ่งต้องยอมรับว่า ขณะนี้บ้านเมืองเป็นอย่างไร หลังจากนี้จะขอใช้ชีวิตส่วนตัวแบบปกติ ส่วนคดีอาญาจากกรณีการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ที่กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการต่อสู้นั้น ตนพร้อมพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลจนถึงที่สุด ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการสืบพยานหลักฐาน และสุดท้ายศาลจะตัดสินออกมาอย่างไร ก็ขึ้นอยู่ที่ดุลพินิจ แต่ยืนยันว่า สิ่งที่ดำเนินการไปนั้นเป็นการทำตามหน้าที่ ทำตามนโยบายของรัฐบาล และไม่ได้มีการทุจริตคอร์รัปชั่นแต่อย่างใด
 
                     ส่วนกรณีที่จะมีการฟ้องคดีแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหาจากโครงการรับจำนำข้าวนั้น หากตนโดนฟ้องก็พร้อมที่จะต่อสู้ในชั้นศาล
 
 
 
'พีระศักดิ์' หนุนแบนตลอดชีวิต
 
 
                     นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 2 กล่าวถึงกรณีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรนูญแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิตแก่ผู้ที่ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งกรณีการทุจริต ว่า เห็นด้วยเพราะคนที่ทุจริตคอร์รัปชั่น และทุจริตการเลือกตั้ง ต้องไม่ให้เข้าสู่กระบวนการคัดสรรตัวแทนประชาชน ซึ่งความจริงน่าจะมีโทษติดคุกด้วย หากมองว่าเป็นโทษแรง ก็ต้องแรงเพื่อให้เกิดความเกรงกลัว แต่โดยหลักกฎหมายจะมีผลไม่ย้อนหลังกับผู้กระทำผิดในช่วงที่ผ่านมา หรือผู้ได้รับโทษไปแล้ว แต่จะใช้ในอนาคตกับคนที่กระทำความผิด การบัญญัติเช่นนี้ทำให้คนที่จะมาเป็นตัวแทนประชาชนจะไม่ทำผิด เพราะถ้าทำผิดจะถูกแบนตลอดชีวิต โดยเฉพาะคนที่ถูกชี้มูลความผิดแล้วถูกวุฒิสภาลงมติถอดดถอนนั้น ต้องลงโทษหนัก เพราะสภาสูงได้พิจารณาอย่างรอบคอบ อีกทั้งการใช้เสียงถอดถอนไม่ใช่เรื่องง่าย
 
                     เมื่อถามว่า คนที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลว่าจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน และร่ำรวยผิดปกติ ก็จะถูกห้ามเล่นการเมืองตลอดชีวิตเช่นกัน นายพีระศักดิ์ ตอบว่า ต้องแยกให้ออกระหว่างการร่ำรวยผิดปกติกับการจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน โดยกรณีร่ำรวยผิดปกติเป็นการได้มาโดยไม่ชอบ แจ้งที่มาทรัพย์สินไม่ได้ ส่วนการปกปิดมี 2 ประเด็น คือ เจตนา กับไม่เจตนา ต้องแยกให้ออก เพราะบางครั้งมีทรัพย์สินมาก่อน แต่เมื่อเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองกลับลืมแจ้งก็ไม่มีความผิดร้ายแรง เช่น มีที่ดิน 1 แปลง เมื่อเล่นการเมืองก็ยังมีที่อยู่ 1 แปลง เมื่อเลิกเล่น ที่ดินดังกล่าวก็ยังอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้ยักย้ายถ่ายโอนเพื่อให้ที่ดินนั้นมีมูลค่ามากขึ้น ซึ่งต้องแยกให้ออก