ข่าว

‘บิ๊กตู่’ขอให้ประหยัดน้ำให้ได้ถึงเดือนส.ค.

‘บิ๊กตู่’ขอให้ประหยัดน้ำให้ได้ถึงเดือนส.ค.

17 ก.ค. 2558

‘บิ๊กตู่’ขอให้ประหยัดน้ำให้ได้ถึงเดือนส.ค. ลั่น‘รบ.-คสช.’เอาจริงเอาผิดคนทุจริต

            17ก.ค.2558  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ว่า สำหรับวิกฤติภัยแล้ง แม้เราจะวิกฤติน้ำ แต่ผมเชื่อว่าคนไทยเราไม่เคยแล้งน้ำใจนะครับ ที่เราจะมีต่อกัน ผมกลับมองว่าเป็นโอกาสที่เราจะได้ร่วมมือกัน แสดงให้เห็นถึงความรักความสามัคคี ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ทุกข์ๆ ด้วยกัน สุขๆ ด้วยกัน แล้วก็พร้อมจะร่วมฟันฝ่าอุปสรรคไปให้ได้พร้อมๆ กัน ด้วยความเข้าใจปัญหาว่ามาจากที่ใด ปัญหาอยู่ที่ไหนบ้าง แล้วก็พร้อมที่จะเสียสละแบ่งปันกันเพื่อส่วนรวมนะครับ ไม่เอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน ทุกคนต้องเท่าเทียมกัน บางอย่างนั้นอาจจะต้องเสียสละ บางอย่างก็จะได้เพิ่มเติม

            แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกคนถ้าได้เหมือนกัน พร้อมกันทั้งหมด มันเป็นไปไม่ได้นะครับ โดนเฉพาะอย่างยิ่งเวลานี้ ซึ่งต้นทุนน้ำเรามีน้อยมาก ฝนก็ไม่ตก น้ำในเขื่อนก็น้อยมาก เราก็จำเป็นต้องมีการประหยัดน้ำ เพราะอย่างนี้คนเมือง ชุมชนก็ต้องช่วยกันประหยัดน้ำ จนถึงเกษตรกรที่เราไม่สามารถส่งน้ำให้เขาได้ เพราะเราต้องเก็บน้ำเอาไว้อุปโภค บริโภค ซึ่งเท่ากับว่าเราก็ทำให้เขาลำบากอยู่เหมือนกัน ทุกคนก็ต้องใช้น้ำหมดนะครับ ดังนั้น ต้อง ใช้น้ำให้เกิดประโยชน์ คุ้มค่าสูงสุดนะครับ รักษาน้ำให้ได้ไปถึงเดือนสิงหาคม ถ้าฝนไม่ตกอีกก็จะเป็นปัญหาต่อไปอีกนะครับ ก็ขอให้ฟังแล้วก็ปฏิบัติตามคำแนะนำของราชการนะครับ ผู้ที่เสียหายอะไรต่างๆ เราก็กำลังหาทางพิจารณาดูแลนะครับ สัปดาห์หน้าคงชัดเจนขึ้นนะครับ


ลั่น‘รบ.-คสช.’เอาจริงเอาผิดคนทุจริต

            พล.อ.ประยุทธ์  กล่าวว่า เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งการต่อต้านการทุจริตถือเป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาล และ คสช. ให้ความสำคัญ เนื่องจากการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นปัญหาเรื้อรังของประเทศที่คอยทำลายสังคมไทยของเรา เป็นปัญหาที่สะท้อนถึงวิกฤตการณ์ด้านคุณธรรม จริยธรรมของคนในสังคม ส่งผลกระทบในทางลบในทุกแวดวง ทั้งราชการและเอกชนซึ่งการที่จะแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืนนั้น ต้องอาศัยการปลูกฝังจิตสำนึกและค่านิยมให้กับประชาชน โดยเฉพาะเยาวชน ให้เห็นว่าการโกงเป็นเรื่องน่ารังเกียจ คนโกงต้องไม่มีที่ยืนในสังคม ไม่ยอมรับพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชั่นและการโกงทุกรูปแบบ

            ผมเชื่อว่าการสร้างค่านิยมที่ถูกต้องนี้จะเป็นรากฐานสำคัญเพื่อทำให้เด็กเติบโตขึ้นเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ และเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันที่ได้ผลที่สุด เมื่อเร็วๆ นี้ คณะดำเนินงานโครงการ “โตไปไม่โกง” ก็ได้เริ่ม “โครงการฝึกอบรมการใช้เครื่องมือในการเรียนการสอนหลักสูตรโตไปไม่โกง” ขึ้นเป็นครั้งแรกในปีนี้ เพื่อให้การอบรมครูทั่วประเทศกว่า 600 คน ซึ่งจะกลายเป็นบุคคลสำคัญในการทำหน้าที่ส่งต่อและขยายแนวคิดนี้ไปสู่กว่า 30,000 โรงเรียนทั่วประเทศ

            ผมขอย้ำนะครับว่ารัฐบาลนี้มีความจริงจังที่จะดำเนินการลงโทษคนที่ทุจริตอย่างเป็นรูปธรรม ใครทำผิดจะต้องถูกดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ใครไม่ได้ทำอะไรผิดก็ไม่ต้องกลัว ก็ทำงานให้ดีที่สุดต่อไป ส่วนใครที่คิดจะทำก็ขอให้กลับไปคิดใหม่นะครับ ถ้าทุกคนไม่ทุจริต รู้จักแบ่งปันไม่เอาเปรียบซึ่งกันและกันก็จะทำให้ไม่เกิดการทะเลาะเบาะแว้งสังคมก็อยู่อย่างมีความสุขต่างชาติอยากเข้ามาลงทุน ส่งผลให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปได้สังคมดีขึ้นนะครับ งบประมาณที่หายไปก็จะมาแก้ไขเรื่องความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรมต่างๆ เหล่านั้นให้มีความเข้มแข็งมากขึ้นนะครับ ก็จะลดลงไปได้มากพอสมควรนะครับ

            วันนี้ผมอยากพูดถึงมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลกำหนดขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตครับ เรื่องแรกคือ การปฏิรูปการให้บริการภาครัฐเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและส่งเสริมความเข้มแข็ง ให้เข้าถึงบริการภาครัฐ ให้ “เร็วขึ้น ง่ายขึ้น แต่ถูกลง” ช่วยขจัดการทุจริตพร้อมกับให้ความสะดวกกับประชาชนชนในการเข้าถึงการบริการของรัฐ ที่ไม่ยากจนเกินไปนะครับ ทั้งนี้รัฐบาลก็ได้ออกพระราชบัญญัติ การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ.2558 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อ 22 มกราคม 2558 ไปแล้วนะครับ จะมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2558 เป็นต้นไปหน่วยงานภาครัฐจะต้องจัดทำ “คู่มือสำหรับประชาชน” ที่อธิบายรายละเอียดของการบริการอย่างถูกต้องชัดเจน ซึ่งจะรวมถึงวิธีการ ค่าธรรมเนียม เอกสารหลักฐานและระยะเวลาการทำการสำหรับการตรวจสอบเอกสารว่าถูกต้องครบถ้วนก็จะต้องดำเนินการทันทีนะครับ หากมีปัญหาหรือต้องการเอกสารเพิ่มเติมต้องแจ้งได้ในคราวเดียว ไม่ล่าช้า ไม่ปล่อยให้ประชาชนรอ หากการดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่เป็นไปตามคู่มือฯ ก็แสดงถึงการส่อทุจริต หรือการไม่มีประสิทธิภาพนะครับ พี่น้องประชาชนก็สามารถร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรม –ศูนย์รับเรื่องราวร้องเรียน (OSS) เพื่อขอให้สอบสวน หรือบังคับใช้ พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกฯ ได้ โดยศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ศอตช. จะติดตามอำนวยความสะดวกเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายครับ

            เรื่องที่ 2 ก็คือ การยกระดับการบังคับใช้มาตรการทางปกครอง ทางวินัย ซึ่งเป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้าหน่วยงาน หากไม่บังคับใช้นะครับ ก็ถือเป็นความผิดทางวินัยที่ผ่านมา มาตรา 44 ได้ถูกนำมาใช้เพื่อเข้าไปบริหารดำเนินการ คลี่คลายปมปัญหา ในการบริหาราชการของเจ้าหน้าที่ระดับสูง โดยการชี้มูลของ 3 หน่วยงานหลัก คือ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งผลการสอบสวนเป็นอย่างไรก็จะมีการรายงาน เป็นระยะๆ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ถูกปรับย้ายออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดทางให้มีการสอบสวน โดยเรายังถือว่าไม่มีความผิดใดๆ เมื่อสอบสวนเสร็จมีความผิดจริงก็ต้องรับโทษทั้งทางวินัยและทางอาญา แต่หาก “ไม่ผิด” ก็สามารถกลับมารับราชการได้เหมือนเดิมนะครับ ในกรณีที่มีเจ้าหน้าที่ระดับล่างซึ่งมีหลักฐานเชื่อมโยงกับการกระทำความผิดกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงผมได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการสอบสวนเช่นกัน ผมถือว่าการบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา จะช่วยให้สังคมของเราปลอดการทุจริตได้ในอนาคตครับ

            เรื่องที่ 3 คือ การใช้มาตรการทางภาษีเป็นเครื่องมือการตรวจสอบเชิงรุกสำหรับผู้กระทำผิดเกี่ยวกับการทุจริต ทั้งในส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกกล่าวหา หรือในส่วนของเอกชนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการกระทำผิดที่เสนอขายสินค้า-บริการ ให้กับภาครัฐโดยไม่ดำเนินการทางภาษีให้ถูกต้องกรมสรรพากร จะตรวจสอบการแสดงบัญชี รายการรับจ่ายของโครงการที่มีบุคคล- นิติบุคคลเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานภาครัฐ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และตามประมวลรัษฎากรตรวจสอบบุคคลผู้มีเงินได้เสียภาษีว่าครบถ้วน-ถูกต้องหรือไม่

            เรื่องต่อไปคือ การปรับปรุง แก้ไข และยกระดับกฎระเบียบในการจัดซื้อจัดจ้างเดิมเรามีเพียงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ปรับปรุงปี 2549 ซึ่งอาจจะทำให้ขาดความเชื่อมั่นจากผู้ประกอบการ นักธุรกิจต่างชาติ ที่อยากให้เราออกเป็น “กฎหมาย” เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และป้องกันการทุจริต ไม่ให้นักการเมืองทุจริต ข้าราชการคอรัปชั่น แล้วก็มีการแก้ไขรายละเอียดระเบียบการจัดซื้อได้โดยง่าย รัฐบาลเร่งผลักดันให้มีพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ซึ่งประกอบด้วย (1) มีขอบเขตการบังคับใช้ กว้างกว่าเดิม โดยครอบคลุมหน่วยงานของรัฐทุกแห่ง ได้แก่ ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หน่วยงาน-องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เป็นต้นนะครับ (2) ยึดหลักสำคัญ 4 ประการ คือ ความคุ้มค่า ความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ-ประสิทธิผล และตรวจสอบได้ซึ่งกำหนดให้ทำ“สัญญาคุณธรรม (IP)”ในสัญญาว่าจะไม่มีการรับหรือให้สินบน และใช้ “ระบบ CoST”เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้ามาตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ลดช่องทางการหาประโยชน์จากผู้มีอำนาจ และเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแล รวมทั้ง ให้มีการเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างในระบบเครือข่ายสารสนเทศของกรมบัญชีกลางเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณชน และ 3 กำหนดบทลงโทษ กรณีทำผิด โดยครอบคลุมการลงโทษผู้สั่งการให้จัดซื้อจัดจ้าง เช่น นักการ เมือง หรือหัวหน้าส่วนราชการ ที่ไปสั่งให้เจ้าหน้าที่ทำ ก็ต้องรับผิดด้วยนะครับ

            ทั้งหมดนั้นถือว่าเป็นการสร้างระบบในการแก้ปัญหาทุจริต-คอร์รัปชั่น ที่ฝังรากลึกในสังคมไทยนะครับ ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศในอนาคต นอกจากนี้ ผมมีแนวคิด ในการจัดตั้ง “กองทุนส่งเสริมธรรมาภิบาลและขจัดการทุจริต” โดยจะขอการจัดสรรงบประมาณบางส่วน จากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อนำมาใช้ในการรณรงค์ต่อต้านการทุจิตต่างๆ ต่อไปในอนาคตอีกด้วยครับ