ข่าว

นับหนึ่งที่ป.ป.ช....ปฏิรูปต้านโกง!

นับหนึ่งที่ป.ป.ช....ปฏิรูปต้านโกง!

18 ก.ค. 2558

นับหนึ่งที่ ป.ป.ช. ...ปฏิรูปต้านโกง!

              ทุกภาคส่วนของสังคมยังคงเดินหน้ารณรงค์ต่อต้านการคอร์รัปชั่นกันอย่างแข็งขัน พร้อมระดมความคิดเห็นอย่างหลากหลาย ทุกมิติ รอบด้าน หามาตรการต่อต้านการทุจริตที่สมบูรณ์แบบ และนำผลไปสู่แผนแม่บทการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชั่นที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ซึ่งในครั้งนี้คณะกรรมาธิการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้จัดสัมมนาเรื่อง “ปฏิรูป ป.ป.ช. แก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น” โดยเชิญบุคคลสำคัญเข้าร่วมผลักดันให้เกิดผลปฏิบัติเป็นรูปธรรมอย่างเข้มแข็ง

พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป
สมาชิก สปช. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายฯ

              ช่วงนี้เราไม่อยากวิจารณ์คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพราะเป็นช่วงที่ ป.ป.ช.ทำงานหนัก เราไม่อยากให้ฝ่ายที่ถูก ป.ป.ช.กำลังตรวจสอบอยู่ นำเอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นข้อมูลดิสเครดิต "วันนี้เรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นถึงทางตัน เป็นเวลาที่ต้องปรับปรุงแก้ไข เพราะบ้านเรามีการคอร์รัปชั่นกันมาก ปัญหาเกิดจากข้าราชการ นักการเมืองสุมหัวกันทุจริตคอร์รัปชั่น คนเป็น ป.ป.ช.ต้องเป็นมนุษย์พิเศษกว่าศาล ดังนั้นการคัดเลือก ป.ป.ช.ไม่ใช่ทำอย่างที่คัดเลือกกันในปัจจุบันที่เน้นเฉพาะกฎหมายเท่านั้น แล้วไม่ใช่ใครก็ได้มาเป็นอนุกรรมการ เพราะ ป.ป.ช.ไม่ใช่แค่ตรวจสอบว่า ใครถูก ใครผิด"

              การคัดเลือกบุคคลมาเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรืออนุกรรมการ ต้องไม่ใช่คนที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน คนเป็น ป.ป.ช. หรือทำงาน ป.ป.ช. ต้องทำเหมือนศาล คือต้องอบรมให้เป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษ มองการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องอันตราย กระหายที่ต้องการเข้าไปแก้ไข ไม่ใช่เข้ามาทำหน้าที่ฟอกคนผิดทำให้องค์กรเสียหาย

นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์
ที่ปรึกษากฎหมายของกรรมาธิการฯ

              ถ้าวันนี้เราหวังให้ ป.ป.ช.เป็น หมอผ่าตัดการทุจริต ให้ได้ผล ต้องมองดูว่า สังคมป่วยจริงหรือไม่ สังคมมองว่า การทุจริตเป็นเรื่องทุจริตอยู่หรือไม่ จึงควรเปิดเผยให้ประชาชนรับรู้ขั้นตอนการทำงานด้วย เพราะมาตรา 103/9 ของกฎหมาย ป.ป.ช.ว่าด้วยขั้นตอนการไต่สวนให้ประชาชนตรวจสอบได้ ทาง ป.ป.ช.ไม่ได้เปิดเผยกระบวนการไต่สวนคดีให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ผ่านเว็บไซต์

              "ผมเป็นคนเสนอให้เพิ่มมาตรานี้เข้าไปในการแก้กฎหมาย ป.ป.ช. เมื่อปี 2554 เพราะเห็นว่า ให้อำนาจ ป.ป.ช.มากจึงควรเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้ตรวจสอบ อาทิ รับคดีมาแล้วมีกี่คดีที่ตัดสินไปแล้ว ยังมีเรื่องที่อยู่ระหว่างไต่สวนคืบหน้าไปแล้วกี่คดี ส่วนคดีที่ยกฟ้องไปด้วยเหตุผลอะไร"

              อย่างไรก็ตาม ผมเคยเตือน ป.ป.ช.ไปหลายครั้งแล้วว่า หากไม่ปฏิบัติตามมาตรา 103/9 สามารถถอดถอน ป.ป.ช.ทั้งคณะได้ ถ้าไม่ทำตามกฎหมายก็ต้องถูกถอดถอนแล้วมีโทษสองเท่า

              “อยากให้ ป.ป.ช.เร่งรัดใช้อำนาจตามมาตรา 103/7 ที่ให้อำนาจกรมสรรพากรเข้าไปดูบัญชีรับจ่ายของบริษัทเอกชนที่เป็นคู่สัญญากับรัฐ เพราะจะช่วยป้องกันการทุจริตได้ เนื่องจากมาตรานี้จะทำให้ภาครัฐตามเส้นทางการเงินที่ใช้จ่ายในโครงการได้ทั้งหมด เพราะไม่สามารถจ่ายเงินสดได้ ต้องจ่ายทางบัญชีเท่านั้น และให้ระวังการทำใบเสร็จปลอม ซึ่งกรณีนี้ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกครหา เพราะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายปกติ ไม่ใช่การใช้อำนาจพิเศษ”

นายสังศิต พิริยะรังสรรค์
คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต

              การออกแบบการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นของไทย ต้องไม่ให้ความคิดแบบนักกฎหมายครอบงำ การคอร์รัปชั่นไม่ใช่ปัญหาที่จะใช้กฎหมายแก้อย่างเดียว แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ในการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นไม่ต้องเป็นหน้าที่ ป.ป.ช.เท่านั้น แต่ควรจะเป็นในหลายภาคส่วนร่วมกัน อาทิ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อแก้ไขอย่างบูรณาการ ส่วนรัฐบาลก็ต้องมีบทบาทที่สำคัญในการผลักดันกฎหมายเพื่อให้เกิดการปฏิรูป แต่ต้องแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับสังคมและวัฒนธรรมของไทย

              การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นไม่ใช่คนดีมาแก้ปัญหาอย่างเดียว ต้องเป็นคนดีมีความเชี่ยวชาญ ซึ่งการเอาชนะการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ดีในระยะยาว ต้องเน้นส่งเสริมมากกว่าปราบปราม ไม่ใช่ไม่เห็นด้วยกับการปราบปราม แต่คดีปัจจุบันเพิ่มขึ้นไม่หยุด ทำให้เป็นภาระหนักของ ป.ป.ช. ดังนั้นควรส่งเสริมค่านิยมในเรื่องของการไม่เอาการทุจริตคอร์รัปชั่นตั้งแต่ในครอบครัว รวมถึงการนำองค์กรทางศาสนาเข้ามาช่วย ส่วนองค์กรอิสระและภาครัฐก็ควรปราศจากการแทรกแซงทางความคิด ต้องมีอิสระได้ในระดับของตัวเอง

              พระราชบัญญัติ ป.ป.ช.ตามรัฐธรรมนูญปี 40 ไม่แยกอำนาจการบริหาร กรรมการมีอำนาจวินิจฉัยและอำนาจในการบริหาร ขณะที่รัฐธรรมนูญปี 50 ก็ยึดในหลักการเดิม ซึ่งในรัฐธรรมนูญปี 58 ที่กำลังจะเกิดขึ้นอยากให้มีการแยกอำนาจในการบริหารและการวินิจฉัยออกจากกัน เพื่อปรับให้มีความยืดหยุ่น สำหรับอนุกรรมการ ป.ป.ช.ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ตั้งคนขึ้นมาเป็นพันคน แล้วไม่ทราบที่มาที่ไปว่าเป็นใคร รวมทั้งไม่มีการตรวจสอบทรัพย์สินขณะที่ดำรงตำแหน่ง และหลังจากออกจากการดำรงตำแหน่งไปแล้ว เรื่องนี้ถือเป็นหลุมดำอีกอย่างหนึ่ง ดังนั้นควรเปิดเผยที่มาที่ไปให้ชัดเจน เพราะอำนาจที่ได้ไปอาจนำไปใช้ในทางที่บิดเบือนได้

              "ควรมีการปรับปรุงองค์กรอิสระ อาทิ สตง. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ให้เข้ามาตรฐานองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) รวมถึงปฏิรูปองค์กรภาครัฐ อาทิ อัยการ ศาล แม้ที่ผ่านมาทำงานดีอยู่แล้ว แต่ต้องมีการปรับให้ได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้สนับสนุนให้มีศาลเฉพาะทาง อาทิ ศาลพิพากษาที่เกี่ยวกับคดีทุจริต โดยผู้พิพากษาต้องผ่านการอบรมที่เกี่ยวข้องกับคดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตด้วย ในการปราบปรามการทุจริต ประเทศใหญ่ๆ ทุกชาติที่ประสบความสำเร็จเกิดจากภาคประชาสังคม ดังนั้นต้องให้ความสำคัญกับภาคประชาสังคม เพื่อให้มาเป็นเครื่องมือในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น"

นายชัยรัตน์ ขนิษฐบุตรรองเลขาธิการสำนักงาน ป.ป.ช.

              บทบาทหน้าที่ของ ป.ป.ช. ที่มีต่อการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ป.ป.ช.ให้ความร่วมมือและสนับสนุนแนวทางดังกล่าว โดยตั้งคณะอนุกรรมาธิการ 2 คณะ คือ อนุกรรมาธิการที่พิจารณาประเด็นการปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ ป.ป.ช. และอนุกรรมาธิการที่พิจารณาปรับโครงสร้างสำนักงาน ป.ป.ช. ให้สอดคล้องกับแนวทางปฏิรูป ซึ่งดำเนินการใกล้เสร็จแล้ว

              ทั้งนี้ ป.ป.ช.ยังปรับเปลี่ยนการทำงานเน้นด้านการป้องกันเชิงรุก โดยเฉพาะการขัดกันของผลประโยชน์ส่วนบุคคล และเฝ้าระวังการดำเนินการโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้งบประมาณมาก รวมถึงการจัดให้มีหน่วยงานทำหน้าที่วิเคราะห์สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เพื่อดูแนวโน้มปัญหาการทุจริต