
กรีซกับการตามล่าหากล่องแพนโดรา
19 ก.ค. 2558
เปิดโลกวันอาทิตย์ : กรีซกับการตามล่าหากล่องแพนโดรา : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์
“ขณะนั้นเป็นเวลาเกือบเที่ยงคืนแล้ว เหลืออีกไม่กี่นาทีก็ถึงเวลาที่กรีซจะออกจากกลุ่มยูโร ธนาคารต่างปิดตัวเองเป็นแถวๆ รายการโทรทัศน์เต็มไปด้วยการปะทะคารมอย่างดุเดือด เรื่องที่ว่าควรจะกำหนดเงินเดือนขั้นต่ำที่ระดับใดถึงพอจะประคองตัวให้อยู่รอดได้ ขณะที่นักสืบฮาริโตสก็กำลังมีคดีใหม่ให้ต้องสะสาง”
นี่ไม่ใช่การรายงานข่าวสดบรรยายสภาพเป็นจริงที่กำลังเกิดขึ้นที่แดนดินถิ่นจอมเทพซูสกรีซในยุคที่กำลังจะล้มละลายอย่างช้าๆ หากแต่เป็นฉากหนึ่งในนวนิยายของเปตรอส มาร์คารีส นักเขียนแนวอาชญากรรมอันเนื่องมาจากความต่างทางวัฒนธรรม ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อ 3 ปีที่แล้ว แต่แทบไม่น่าเชื่อว่า ฉากที่บรรยายไว้นั้นเกือบจะตรงกับสภาพเป็นจริงที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เมื่อแดนดินถิ่นจอมเทพซูสเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจครั้งร้ายแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ของทวีปเก่ายุโรป
และมหากาพย์การพังทลายทางเศรษฐกิจของกรีซก็ยากจะจบลงง่ายๆ หนำซ้ำยังทำท่าจะกลายเป็นชนวนของการขยายลัทธิความเกลียดชังหรืออาจจะบานปลายกลายเป็นสงครามระหว่างชนชาติและวัฒนธรรมอีกครั้ง นอกเหนือจากตอกย้ำความล้มเหลวของระบอบทุนนิยมที่เปิดช่องให้ ”ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” รวมไปถึงความล้มเหลวของการชูนโยบายประชานิยมจนประเทศแทบจะล่มจมกลายเป็นรัฐล้มละลายทางพฤตินัย
ไม่ต้องพูดไกลไปถึงการที่กลุ่มยูโรแตกเป็นสองเสี่ยงอย่างเห็นได้ชัด ระหว่างสายเหยี่ยวนำโดย นางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีหญิงเหล็กแห่งแดนเบียร์เยอรมนี ที่ไม่ต้องการให้ปลาเน่าเพียงตัวเดียวพลอยทำให้ปลาเหม็นไปทั้งข้อง จึงต้องการใช้มาตรการเฉียบขาดขับกรีซออกจากกลุ่มยูโรเป็นเวลา 5 ปี จนกว่าจะสะสางปัญหาหนี้สินได้หมด แล้วจึงค่อยกลับมาเป็นสมาชิกอีกครั้ง
อีกกลุ่มหนึ่งก็คือ สายพิราบ นำโดยประธานาธิบดีฟรองซัวส์ ออลลองด์แห่งแดนปารีเซียงฝรั่งเศส ที่ไม่ต้องการมาตรการแบบตัดบัวไม่เหลือใย พยายามรอมชอมจนถึงที่สุด
สุดท้ายสายพิราบก็ชนะ ทำให้กรีซได้ต่อลมหายใจอีกเฮือกหนึ่ง
แต่ในอาชญนิยายระดับเบสต์เซลเลอร์ชุดไตรภาควิกฤติเศรษฐกิจของแดนจอมเทพซูสเรื่อง “Bread, Education, Liberty” หรือ ”ขนมปัง การศึกษาและเสรีภาพ” ของเปตรอส มาร์คารีส ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อปี 2555 มาร์คารีสมักจะเน้นแต่การเปิดโปงเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น อันเป็นต้นตอของสารพัดปัญหาที่เกิดขึ้นตามมา อาทิ ฆาตกรรมสยองขวัญ และการโกงภาษี ซึ่งล้วนแต่เป็นปมที่เขม็งเกลียวมานานกว่าพันปี ตั้งแต่สมัยจอมปราชญ์โสคราติส ผู้ชอบวิจารณ์สังคมและการเมืองสุดท้ายก็ถูกประหารชีวิต
มาร์คารีสได้สะท้อนภาพของสังคมที่เน่าเฟะจากการทุจริตคอร์รัปชั่น การเดินขบวนประท้วงของชาวกรีซผู้หิวโหย คู่ขนานไปกับความเข้มแข็งมากขึ้นของกลุ่มนาซีใหม่ ผ่านสายตาของคอสตาส ฮาริโตส หัวหน้าหน่วยสืบคดีฆาตกรรมในเอเธนส์ผู้มีอารมณ์ร้ายเป็นนิตย์ แต่ฝีมือการทำงานเป็นเลิศ ทำงานอย่างเป็นระบบระเบียบ แม้จะไม่ได้รับเงินเดือนมา 3 เดือนแล้วก็ตาม
ในภาคแรกของหนังสือชุดไตรภาคเรื่องนี้ เป็นตอน “Expiring Loans” หรือ “เงินกู้ที่ถึงเวลาชำระหนี้” ได้ละเลงภาพนายธนาคารและนักการเงินต่างชาติคนหนึ่งถูกกระบี่ตัดหัวขาด ตามด้วยตอน “Termination” หรือ “การสิ้นสุด” ซึ่งมีเรื่องฆาตกรรมต่อเนื่อง เมื่อเจ้าหน้าที่สรรพากรคนหนึ่งที่มีหน้าที่เก็บภาษี ได้ก่อเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องศัลยแพทย์และนักธุรกิจระดับเศรษฐีผู้หนึ่งตามด้วยการสังหารเศรษฐีอีกหลายคน ด้วยความโกรธแค้นที่เศรษฐีเหล่านั้นเอารัดเอาเปรียบประชาชนที่กำลังจะอดตายด้วยการพยายามหลบเลี่ยงไม่ยอมจ่ายภาษีให้รัฐ
ส่วนในภาคที่ 3 มาร์คารีสได้วาดฝันถึงเรื่อง ”เกร็กซิท” หรือการออกจากยูโรโซน และโจมตีนักการเมืองฝ่ายซ้ายที่เข้ามายึดอำนาจจากรัฐบาลทหารกรีก
แทบไม่น่าเชื่อว่า แม้จะจินตนาการภาพวิกฤติเศรษฐกิจของกรีซมาล่วงหน้าถึง 3 ปี แต่มาร์คารีสก็สามารถสร้างตัวละครสำคัญได้ถูกต้อง เพราะอเล็กซิส ซีปราส นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันก็มาจากพรรคซีรีซา ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายซ้ายที่เพิ่งชนะเลือกตั้งเมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้เอง อัปเปหิพรรคประชาธิปไตยใหม่ของฝ่ายอนุรักษนิยมให้พ้นจากการบริหารประเทศ ไม่ใช่การยึดอำนาจจากรัฐบาลทหารที่มาร์คารีสจินตนาการขึ้นมาเอง เพื่อให้เรื่องราวตื่นเต้นเร้าใจมากขึ้น
เมื่อกรีซกำลังจะล้มละลายจริงตามที่บรรยายในหนังสือ มาร์คารีสกลับปฏิเสธไม่ยอมให้นักข่าวสัมภาษณ์ อ้างว่าประเทศตัวเองกำลังต่อสู้เพื่อความอยู่รอด ขณะที่บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาที่อยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งไม่ยอมเปิดเผยยอดจำหน่ายหนังสือเล่มนี้ ได้พูดถึงมาร์คารีสว่า เป็น ”นักเขียนแนวเสียดสีวัฒนธรรม”
“มาร์คารีสมองว่า นวนิยายแนวสืบสวนสอบสวนนี้เป็นช่องทางหนึ่งในการตรวจสอบประเทศที่ทำผิดพลาดหลายอย่าง “นักวิจารณ์ชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งให้ความเห็น หลังจากได้เขียนวิทยานิพนธ์ว่าด้วยการสำรวจนวนิยายประเภทสืบสวนสอบสวนของกรีก ก่อนจะเสริมว่า ความสมจริงของนวนิยายเล่มนี้ เมื่อดูจากสถานการณ์ในกรีซที่มีแต่เลวร้ายลง “ฆาตกรก็จะยิ่งปลุกปั่นยั่วยุทางการเมืองมากขึ้นและมากขึ้น และหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยวิธีการที่แตกต่างกันไป“ เพื่อจัดการกับคนที่คิดว่าจะต้องรับผิดชอบต่อโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับแดนดินถิ่นจอมเทพซูส
แม้ในโลกแห่งความเป็นจริง ทั้งเยอรมนีและนางแมร์เคิลจะถูกมองว่าเป็นปีศาจร้ายจากจุดยืนหนักแน่นที่ต้องการบังคับให้กรีซต้องใช้มาตรการรัดเข็มขัดจนเอวกิ่ว โดยไม่สนใจว่าลูกหลานจอมเทพซูสจะเดือดร้อนแสนสาหัสถึงขั้นฆ่าตัวตายมากน้อยแค่ไหน แต่อาชญนิยายชุดไตรภาคเล่มนี้กลับเป็นหนังสือขายดีระดับเบสต์เซลเลอร์ทั่วยุโรป โดยเฉพาะในเยอรมนี ที่ผู้อ่านตามอ่านอย่างใจจดใจจ่อถึงการสอบสวนคดีของคอสตาส ฮาริโตส สายสืบอารมณ์ร้ายแต่ฝีมือเฉียบขาดผู้นี้นี่เอง
เปตรอส มาร์คารีส วัย 78 ปี ผู้เขียนอาชญนิยายระดับเบสต์เซลเลอร์ชุดไตรภาคเล่มนี้ เกิดที่เมืองอิสตันบูลในตุรกี โดยแม่เป็นชาวกรีก พ่อเป็นชาวอาร์เมเนีย ได้รับการศึกษาที่เวียนนา จึงพูดและอ่านภาษาเยอรมนีได้คล่อง กระทั่งได้แปลงานของเกอเธและแบร์ทอลท์ เบรคชท์ นักเขียน กวีและนักเขียนบทละครชาวเยอรมัน ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่ง แต่เมื่อจะเขียนงานวรรณกรรมของตัวเองก็จะเขียนเป็นภาษากรีก อันเป็นภาษาแม่
“วัฒนธรรมโลกที่ผสานผสานเป็นหนึ่งเดียวกัน ทำให้มาร์คารีสกลายเป็นคนแปลกแยกไปจากลูกหลานจอมเทพซูส เป็นคนชอบประชดประชัน เสียดสี เย้ยหยัน แต่มากอารมณ์ขัน ชอบพูดภาษาเยอรมันกับพี่น้องชาวกรีซ“ มิเกลา พรินซิงเกอร์ ผู้แปลนวนิยายเล่มนี้เป็นภาษาเยอรมันให้ความเห็น
ขณะที่เยอรมนีก็ได้มอบเหรียญเกอเธให้เปตรอส มาร์คารีส เป็นรางวัลเกียรติยศกับผลงานที่กระชับความสัมพันธ์ด้านภาษาและวัฒนธรรมระหว่างประเทศ
นักวิจารณ์หลายคนมองว่า มาร์คารีสได้สะท้อนภาพกระแสต่อต้านเยอรมนีและนาง อิทธิพลของเยอรมนีอย่างเหนือคำบรรยายจริงๆ ผ่านฮาริโตสที่สอบปากคำพยานคนหนึ่งที่ถอดแบบมาจากนางอังเกลา แมร์เคิล แต่ในเรื่องนี้แปลงชื่อเป็นนางเมตาซัส อันเป็นชื่อของเผด็จการคนหนึ่งของกรีก ขณะที่ตากล้องของภาพยนตร์ของเยอรมนีกำลังจับภาพงานเลี้ยงใหญ่ของชาวกรีกในยุคหลังออกจากกลุ่มยูโรแล้ว นักระบำคนหนึ่งตะโกนว่า พวกเขาต้องการแสดงให้เยอรมนีเห็นว่า "แม้ว่าเราจะหันมาใช้สกุลเงินแดรกมาของกรีกเหมือนเดิม เราก็ยังจัดงานปาร์ตี้ได้ พวกเขาไม่รู้หรอกว่าเราจัดงานเลี้ยงได้อย่างไรกัน”
ในงานเลี้ยงนี้ ลูกหลานจอมเทพซูสได้ออกปากเชิญ “อูลิ” ตัวละครชาวเยอรมันให้ไปร่วมรับประทานอาหารค่ำแบบประเพณีท้องถิ่นด้วย แม้ว่าอาเดรียนา ภรรยาของฮาริโตส จะไม่ไว้วางใจอูลิ เนื่องจากเป็นชาวเยอรมนี
“มาร์คารีสทำให้ทุกคนหัวเราะเกี่ยวกับเยอรมนี และนี่ก็หมายถึงการปลดปล่อยหรือเสรีภาพ” พรินซิเกอร์ให้ความเห็น พร้อมกับเสริมว่า ”การหัวเราะทำให้สามารถเข้าใจคนอื่นได้ดีขึ้น”
ท่ามกลางความหดหู่มืดมนที่ครอบงำกรีซ มาร์คารีสก็ได้วาดภาพอารมณ์ขันและความหวังใหม่ของประเทศ
“ตอนที่เราคิดว่าประเทศกำลังจะตายก็มักจะมีวีรบุรุษเข้ามาช่วยชีวิตไว้เสมอ” ชาวกรีกคนหนึ่งให้ความเห็นก่อนจะตบท้ายว่า ”กรีซไม่มีวันตายเนื่องจากสามารถดึงวีรบุรุษที่หลบซ่อนอยู่ให้ออกมาช่วยเหลือได้ทันท่วงทีในนาทีสุดท้าย เหมือนกับเป็นปาฏิหาริย์ของเหล่าเทพ”
ความเห็นนี้สะท้อนความคาดหวังของชาวกรีกว่าไม่ได้อยู่แค่ในนวนิยายเท่านั้น แต่ในโลกแห่งความจริง ความหวังก็ยังไม่หลุดหายไปจากกล่องแพนโดรา อันเป็นส่วนหนึ่งของเทพนิยายกรีกที่ทั่วโลกรู้จักกันดี
-----------------------
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : กรีซกับการตามล่าหากล่องแพนโดรา : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)



