ข่าว

ต่างอัตลักษณ์‘ละติจูดที่6’บนการอยู่ร่วมสันติสุข

ต่างอัตลักษณ์‘ละติจูดที่6’บนการอยู่ร่วมสันติสุข

18 ก.ค. 2558

ต่างอัตลักษณ์‘ละติจูดที่6’บนการอยู่ร่วมสันติสุข

              กลายเป็นปมร้อนกับกระแสข่าวของพระเอกหนุ่มดัง "ปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล" กับปัญหาเรื่องครอบครัว ที่ถูกโพสต์และแชร์กันมากมายในโลกออนไลน์ และเจ้าตัวก็ได้ออกมาระบุแล้วว่าเป็นเรื่องส่วนตัวที่สามารถเคลียร์ได้เอง พร้อมย้ำว่าทุกอย่างไม่ใช่อย่างที่คิดและเห็นในโซเชียลมีเดีย

              ในอีกด้านหนึ่งของกระแสร้อนพระเอกคนดัง ได้ไปเกี่ยวข้องกับภาพยนตร์เรื่องหนึ่งเข้า นั่นคือหนังชื่อว่า "ละติจูดที่ 6" จนกระทั่ง พล.ต.นักรบ บุญบัวทอง รองผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานการปฏิบัติที่ 5 (ศปป.5) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ต้องออกมาชี้แจงถึงกระแสข่าวว่า กอ.รมน.ในฐานะผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ได้สร้างข่าวกรณีความสัมพันธ์ในครอบครัวของ "ปีเตอร์ คอร์ป" พระเอกในเรื่อง เพื่อหวังโปรโมทภาพยนตร์

              “ยืนยันว่าไม่ใช่ พูดกันเรื่อยเปื่อย ไม่เกี่ยวกันเลย เราจะทำแบบนี้เพื่ออะไร เพราะหนังเรื่องนี้เราไม่ได้หวังในแง่รายได้อยู่แล้ว แต่หวังเพียงว่าคนที่ได้ดูจะได้เห็นวิถีชีวิต และสถานการณ์จริงในภาคใต้เท่านั้น" พล.ต.นักรบ กล่าวยืนยันไม่มีการสร้างกระแสข่าวเพื่อโปรโมทหนังแน่นอน

              หลายคนคงสงสัยว่าทำไมต้องใช้คำว่า "ละติจูดที่ 6" ซึ่งละติจูดที่ 6 เป็น "เส้นรุ้ง" ที่พาดผ่าน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงถูกนำมาใช้เป็นชื่อภาพยนตร์ ด้วยแนวความคิดของ ศปป.5 ที่ทำงานในพื้นที่มาหลายปี และวิเคราะห์ออกมาได้ว่า การสร้างความรับรู้และความเข้าใจนั้น ถ้าจะทำให้ง่ายและได้ผลดีต้องใช้เวลา ไม่ใช่การยิงสปอตแค่ 1-2 นาที ฉะนั้นการสื่อสารที่ใช้เวลาจะได้ผลมากกว่า แต่ปัญหาคือหากไปจัดสัมมนาแล้วนำไปเผยแพร่ หรือทำรายการแบบเชิญคนมานั่งคุยกัน อย่างนั้นมันน่าเบื่อ เพราะการจะดูหรือรับฟังรับรู้อะไรยาวๆ มันต้องมีการนำเสนอที่น่าสนใจด้วย สุดท้ายจึงมาจบที่ภาพยนตร์

              ด้วยเหตุที่ว่าภาพยนตร์จะสร้างความรับรู้และความเข้าใจได้ง่ายที่สุด สามารถสร้างอารมณ์ร่วมได้กับคนทุกรุ่น ทุกวัย โดยเฉพาะถ้าสามารถผูกเรื่องได้ดี คัดเลือกนักแสดงที่เก่งๆ จะทำให้ผู้ชมอินไปกับเรื่องราวตลอด 2 ชั่วโมงของหนัง ยิ่งถ้าสร้างความประทับใจได้ก็จะจำนานและอยู่ในความทรงจำไปตลอด

              นอกจากนี้ ยังเล็งต่อยอดจากหนังเรื่องหนึ่ง สามารถขยายผลไปได้อีกหลายเรื่อง เริ่มตั้งแต่ใบปิดหนัง หรือแฮนด์บิล ที่สร้างความรู้สึกที่ดีๆ ได้เช่นกัน ขณะเดียวกันเมื่อหนังออกจากโรงก็ทำซีดีเผยแพร่ต่อ หรือช่วงของการโปรโมทก็สร้างกระแสผ่านโซเชียลมีเดีย หรืออย่างเรื่องเพลงประกอบหนัง ก็นำมาขยายผลได้อีกทาง ส่วนตัวนักแสดงก็คัดเลือกคนมีชื่อเสียงพอสมควร ซึ่งแต่ละคนก็มีแฟนคลับช่วยสร้างความคึกคักให้แก่หนังได้

              แต่จุดสำคัญที่สุด คือเป้าหมายของภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่ได้มุ่งไปที่ผลกำไร แต่มุ่งเพื่อสร้างความเข้าใจ โดยธีมของหนัง เนื้อเรื่อง นักแสดง ภาพทุกภาพ และเพลงประกอบ จะไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับความรุนแรง ทุกอย่างมุ่งสื่อสารไปที่สันติภาพและการอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างหลากหลายอย่างสันติสุขใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

              คอนเซ็ปต์หลักที่นำมาแปรเป็นบทภาพยนตร์ คือ การสร้างความเข้าใจ ทั้่งความเข้าใจพื้นที่และความเข้าใจต่อชาวไทยมุสลิม โดยสื่อผ่านความสวยงามของพื้นที่และสังคมพหุวัฒนธรรม ที่สามารถอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างได้อย่างมีความสุข โดยที่โครงเรื่่องไม่ซับซ้อน มีตัวละคร 3 รุ่น เพื่อให้ตัวภาพยนตร์สามารถเข้าถึงคนทุกระดับ ทุกกลุ่มอายุ คือรุ่นผู้ใหญ่ วัยรุ่น และเด็ก โดยมีฉากหลังเป็นความสวยงามของปัตตานี ทั้งวังเก่า บ้านเรือน สถานที่ประวัติศาสตร์มีความเป็นมา และการอยู่ร่วมกันของพุทธและมุสลิม

              จุดที่เน้นที่สุดของภาพยนตร์ ตั้งแต่ตอนเขียนบท ก็คือต้องไม่มีภาพความรุนแรง รวมทั้งเนื้อหาต้องไม่กระทบกับอัตลักษณ์และวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ และไม่นำไปสู่ความขัดแย้ง ความสัมพันธ์ของคู่พระนางในเรื่องก็ไม่ได้ถึงขั้นเป็นความรัก แต่เป็นความรู้สึกดีๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังมาก ดังนั้นตลอดการเขียนบทและถ่ายทำทุกขั้นตอนผ่านความเห็นชอบของผู้นำศาสนาและมีที่ปรึกษาอย่างใกล้ชิด

              "เจมส์" ธนดล นวลสุทธิ์ ผู้กำกับหนัง กล่าวถึงหนังละติจูดที่ 6 ว่า เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่เล่าผ่านมุมมองของคนกรุงเทพฯ คือพระเอกที่มีโอกาสได้เดินทางไปทำงานที่นั่น การถ่ายทำกว่า 80% ยกกองไปถ่ายทำกันที่ จ.ปัตตานี
 
              "เป็นการเสนอหนังแนวฟีลกู๊ด หรือหนังที่ดูสบาย ได้ความรู้สึกดีๆ และข้อคิดของหนังเรื่องนี้มาจากโจทย์ของหนัง คือขอให้มีศรัทธาและมีความเชื่อ ถ้ามีความเชื่อ ทุกอย่างก็จะเป็นไปได้ อย่างผู้คนที่นั่นยังมีอีกหลายคนที่ยังใช้ชีวิตอยู่ ทำไมถึงยังใช้ชีวิตที่นั่นอยู่ได้ แสดงให้เห็นว่าเรื่องราวดีๆ ยังมีอยู่" เจมส์ ธนดล กล่าว

              สำหรับทุนในการสร้างภาพยนตร์ ใช้งบประมาณ 15-20 ล้านบาท แม้อาจจะมองว่าสูง แต่สำหรับการทำภาพยนตร์ดีๆ สักเรื่องหนึ่งก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่ไม่สูงนัก ต้องมองตรงจุดว่าเป็นเจตนาดีที่ต้องการช่วยชาติ

              การเล่าเรื่องผ่านภาพยนตร์ "ละติจูดที่ 6" เป็นการเล่าเรื่องราวชีวิตช่วงหนึ่งของ "ต้น" ที่รับบทโดย ปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล พระเอกในรุ่นผู้ใหญ่ที่ต้องเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปปัตตานี เพื่อวางระบบคอมพิวเตอร์ให้แก่ธนาคารอิสลาม ระหว่างนั้นได้ไปรู้จักและมีความรู้สึกดีๆ กับ "ฟ้า" ที่แสดงโดย "โบว์ลิ่ง" ปริศนา กำพูสิริ นางสาวไทยปี 2555 รับบทสาวมุสลิม และเป็นครูโรงเรียนประถม

              ท่ามกลางการพัฒนาความสัมพันธ์ของพระเอกนางเอก ก็มีเรื่องราวของนักแสดงรุ่นกลาง คือ ณัฐชา จันทรพันธ์ หรือ "เมาส์ บีโอวาย" แสดงเป็น "ชารีฟ" นักปันจักสีลัตของโรงเรียนที่มีความรู้สึกพิเศษกับ "เฟิร์น" รับบทโดย "น้องมายด์" วิรพร จิรเวชสุนทรกุล สาเหตุที่เลือกปันจักสีลัตก็เพื่อสร้างกระแสให้เยาวชนใน 3 จังหวัดหันมาเล่นกีฬาประเภทนี้

              ส่วนนักแสดงรุ่นเด็กที่มาสร้างสีสัน คือ "น้องใยไหม" เล่นเป็น "ฝ้ายฟู" หลานของ "ต้น" ที่ตามไปใช้ชีวิตที่ปัตตานีด้วยกัน นอกจากนั้นยังมี "บ่าววี" วีรยุทธิ์ นานช้า นักร้องชื่อดังจากแดนใต้ และดาราสมทบซึ่งเป็นพี่น้องในพื้นที่ เช่น ลูกสาวของอดีตผู้ว่าฯ ปัตตานี ร่วมสร้างความสนุกสนานและความประทับใจตลอดเรื่อง

              ดังนั้น อยากให้สังคมไทยหรือคนที่ไม่เคยได้ไปสัมผัส 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้เห็นความสวยงามของพื้นที่ ความน่ารักของชาวไทยมุสลิมและชาวไทยพุทธในพื้นที่ สิ่งสำคัญอีกประการ คือการบอกผ่านภาพยนตร์ถึงการยอมรับอัตลักษณ์ในความแตกต่างที่อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุขในสังคมพหุวัฒนธรรม